 |
<script language="JavaScript" src="http://www.vcharkarn.com/javafeed/article/17837" type="text/javascript"></script> |
|
สติและการฝึกสติ
โลกจะตื่นเมื่อมีสติ ดังนั้นเราต้องพัฒนาสติ ขอให้สนใจสติปัฏฐานทั้งสี่ เพื่อพัฒนาสติ เพียงพอสำหรับจะรอดชีวิตอยู่ เพียงพอสำหรับจะดียิ่งๆขึ้นไป จนบรรลุ มรรคผลนิพพาน
post ครั้งแรก: Wed 21 February 2007, 1:33 pm ปรับปรุงล่าสุด: Sat 31 March 2007, 7:42 pm
|
หน้าที่ 1 - สติเป็นธรรมเครื่องตื่นอยู่
ทีนี้จะพูดถึงธรรมะ ตามที่ได้รับการขอร้องให้พูดเรื่อง
สติ ที่จริงคำว่าสติคำเดียวมันพอ ถ้าเรารู้ ดับทุกข์ได้จริง แต่ว่าเรามีสติกันแต่ปาก มีสติตามธรรมเนียม ตามพิธีรีตอง ไม่รู้จักตัวสติ ทั้งๆที่สติมีอยู่แล้วในเรา ถ้าไม่มีสติมันตายหมดแล้วคนเรา อยากจะให้ทุกคนระลึกให้ลึกลงไปสิ่งที่เขาเรียกว่า สัญชาตญาณ ความรู้สึกที่เกิดขึ้นได้เองแก่สิ่งที่มีชีวิต อย่างที่เราได้ยินกัน สัญชาตญาณแห่งการต่อสู้ แห่งการอยู่รอด เป็นสัญชาตญาณที่สำคัญที่สุด ทีนี้จะมีชีวิตอยู่ได้ต้องมีสัญชาตญาณหลายๆอย่าง ช่วยกันประกอบไว้ให้สำเร็จตามนั้น คราวนี้สัญชาตญาณที่วิเศษอันนี้ ที่สามารถรู้สึกได้เร็วที่เรียกว่า สติ รู้สึกตัวอยู่ มันมีอยู่ตามสัญชาตญาณ เต็มขนาดที่ทำให้มีชีวิตอยู่ได้ ถ้าไม่มีสติแท้ๆตามธรรมชาติ มันทำอะไรไม่ได้ เหมือนหลับตาเดิน หลับตากินข้าว ทำการงานอะไรลองหลับตาดู มันก็ทำไม่ได้ เพราะไม่มีสติ ดังนั้นถือว่า
สติเป็นธรรมเครื่องตื่นอยู่ เราทำอะไรทุกกอย่างได้ โดยสิ่งที่เรียกว่าสติ ในระดับต่ำสุดคือตามธรรมชาติ หมาแมว อะไรมันก็มี สิ่งมีชีวิตมันต้องมีสัญชาตญาณชื่อนี้ คือสติ ถ้ามิฉะนั้นเหมือนหลับ สลบ หรือตาย ในภาษาบาลี เรียกว่าสติ แต่ในสันสกฤตเรียกว่า สมประดี ก็คือคำว่าสติ ในภาษาไทยว่าสมปฤดี คุณคงเข้าใจว่า คนไม่มีสมปฤดี หมายถึงอะไร คนหลับ คนเมา คนบ้าไม่มีสมปฤดี เพราะว่ามันไม่มีสติ ถ้าว่ากันโดยยุติธรรมแล้ว สติเป็นสัญชาตญาณพื้นฐานที่ให้ชีวิตเรารอด และต้องขอบคุณสติที่ทำให้เราไม่บ้า ที่ให้เราอยู่รอด โดยที่เราไม่รู้สึกตัว ไม่สนใจ ไม่รู้จักมัน
เดี๋ยวนี้ถึงเวลาที่จะรู้จักสติแล้ว และจะต้องพัฒนามันให้สูง ให้เพียงพอ ให้สำเร็จประโยชน์แก้การเป็นมนุษย์ของเรา เราจะปล่อยให้มีเท่านั้นไม่ได้ มันก็เหมือนสัตว์ทั่วๆไป จึงมีระบบพัฒนาให้มีสติสูงๆขึ้นไป เพื่อให้ชีวิตมันดีกว่าจนถึงที่สุด ให้รู้จักก่อนเถิด
สติมันมีอยู่แล้วในสิ่งมีชีวิตตามธรรมชาติ ขาดไม่ได้ ช่วยสนับสนุนสัญชาตญาณการอยู่รอดของชีวิต มันจึงเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการมีชีวิตอยู่ เมื่อรู้ความหมายของถ้อยคำ ต่อมาก็ต้องรู้ความหมายของการกระทำ นั้นจึงสามารถพัฒนาได้ สติ คำๆนี้หมายถึง การแล่น รากศัพท์คำเดียวกับคำว่าลูกศร ศร แปลว่า แล่น ทีนี้มันเป็นการแล่นของอะไร มันเป็นการแล่นมาของความรู้ก็ได้ ของความจำก็ได้ ความรู้กับความจำนั้นไม่เหมือนกัน ความรู้ คือเรื่องที่ต้องศึกษาเป็นรูปของปัญญา ทว่ามีแต่ความรู้ ถ้ามันไม่แล่นมาทันเวลาตอนเหตุการณ์เกิดขึ้น นั่นคือไม่มีสติ ไม่มีการแล่นมาแห่งความรู้ เราก็ทำอะไรไม่ถูก ไม่มีการแล่นมาแห่งความจำ เราก็นึกอะไรมาไม่ได้ แม้ว่าเราจำได้มาก แต่ไม่แล่นมา ก็ไม่มีประโยชน์ มันจะแก้ปัญหาอะไรได้
ดังนั้นสติ เป็นเพียงเครื่องขนส่ง ถ้ามีปัญญา แต่ไม่มีเครื่องขนส่ง หรือว่า เราจำได้เยอะแยะ พอเกิดอะไรขึ้น นึกไม่ออก เพราะสติไม่ได้ขนส่งมา สติเหมือนเครื่องขนส่งปัญญา และความจำให้ทันใช้เมื่อเกิดเหตุการณ์ขึ้น เราวินาศกันก็เพราะว่า ปัญญาและความจำ มันมาไม่ทันเวลา และตามปกติ มันก็เป็นอย่างนั้น หรือบางทีเราก็ไม่มีแม้ความรู้ ความจำ คราวนี้สติมันจะขนอะไรมาก็ไม่ได้ แม้เราเรียนธรรมะได้มาก แต่ไม่มีสติที่จะขนเอามา มันก็เกิดกิเลส พอเกิดผัสสะ หรือความรับรู้ทางตา หู จมูก ปาก แต่ไม่มีความรู้ทันต่อเหตุการณ์นั้น การรับรู้นั้นก็ไม่มีสติ เป็นการหลับ เป็นอย่างคนโง่ เป็นคนอวิชชา เกิดกิเลสตัณหา เกิดอุปาทาน ก็ทุกข์ เพราะสติขนมาไม่ทันเวลา ถ้าเราฝึกไว้ดี มีสติทันเวลา ก็จะเป็นเครื่องตื่นสำหรับรับรู้อารมณ์ทางตา หูจมูก ปาก ก็ป้องกันไว้ได้ ไม่เกิดเวทนาโง่ ไม่เกิดตัณหา ก็ไม่เกิดทุกข์ จำไว้ให้ดีว่าตามหลักปฏิบัติก็มีเท่านี้ เรื่องหลักวิชาปริยัติมีเท่าภูเขา แต่หลักปฏิบัติก็มีเท่านี้ ฉลาดเมื่อมีผัสสะ แล้วจะไม่ทุกข์ โง่เมื่อมีผัสสะ แล้วจะต้องได้ทุกข์ ฉลาดเมื่อมีผัสสะคือมีสติ โง่เมื่อมีผัสสะคือไม่มีสติ กิเลสมันเกิดไม่ได้ เมื่อมีสติมันขนปัญญามาเมื่อมีผัสสะ กิเลสไหนก็เกิดไม่ได้ เดี๋ยวคนธรรมดามันไม่มี ไม่ศึกษา ไม่ฝึกฝนธรรมะ มันก็ไม่มีสติ ดังนั้นเราต้องพัฒนา ให้สติมันขยายตัวมากออกไป ขนเอาปัญญามาเร็วทันเวลาเมื่อมีผัสสะ วันหนึ่งจะมีผัสสะกี่ร้อยครั้ง ก็ขอให้มีสติขนเอาปัญญามาทันเวลา แล้วจะไม่เป็นทุกข์ทุกครั้งไป
นี่มองเห็นความสำคัญของสติรึยัง ว่าที่มีมาแต่เดิมนั้นไม่พอ ซึ่งเราเห็นรู้ได้ด้วยตนเอง พอเห็นอะไรน่ารัก ก็รักไปแล้ว น่าโกรธ ก็โกรธแล้ว น่าเกลียด ก็เกลียดไปแล้ว น่ากลัว ก็กลัวไปแล้ว มันก็ไปอยู่ที่รัก โกรธ เกลียด กลัว มันไม่หยุดยั้งไว้ได้
เพราะสติของเราไม่ได้พัฒนา ให้สูงสุดให้เพียงพอที่จะควบคุมสิ่งเหล่านั้นได้ ควบคุมอะไร ควบคุมกระแสแห่งกิเลสที่เรียกว่า ปฏิจสมุหบาท เรียกสั้นๆว่า กระแสแห่งตัณหา มันไหลไป ถ้าเราหยุดไว้ได้ กั้นไว้ได้ กิเลสตัณหา มันก็ไม่เกิด มีคนไปทูลถามพระพุทธเจ้าว่า จะมีอะไรเป็นเครื่องกั้นแห่งกระแสกิเลสนั้น พระพุทธเจ้าตรัสว่า สติเตสังนิวาราณัง สติเป็นเครื่องกันกระแสเหล่านั้น คือกระแสที่โง่เมื่อมีผัสสะ ตัณหาต่างๆจะถูกกั้นได้ด้วยสติ แต่ท่านหมายถึงสติที่เพียงพอ ไม่ใช่สติธรรมดาที่ไม่เพียงพอ ดังนั้นเราต้องฝึกสติ สติปฐาน ให้เพียงพอ แล้วยังมีอีกส่วนหนึ่งคือปัญญา เราต้องอบรมความรู้ ความจำเอาไว้ด้วยให้พอ ฝึกสติให้เร็วพอที่จะขนปัญญานี้ไปทัน ในขณะที่เร็วมากเหมือนสายฟ้าแลบ คนธรรมดาอาจจะไม่เชื่อ ว่าทำไมมันกระแสกิเลสมันเร็วขนาดนั้น สติเท่านั้นที่จะกั้นได้ เพราะฝึกฝนไว้มากพอ มันพร้อมที่จะป้องกัน ล่วงหน้าด้วยซ้ำไป เข้าใจเองเถอะว่า เพียงแค่ตามันกระทบลูก มันก็เตรียมมีสติแล้ว เพราะมันมีวิญญาณที่เกิดขึ้นด้วยสติ อย่างนี้มันจึงกั้นไว้ได้ แม้กระแสนี้จะเร็วเหมือนสายฟ้าแลบ มันจึงเป็นกั้น แทรกแซงทัน
ไม่ให้ผัสสะโง่เกิด เวทนา ตัณหา อุปาทาน เกิดขึ้นมา
จงฝึกสติให้พอ ให้เร็ว นี่คือสิ่งที่พระพุทธเจ้าตรัส ให้ใช้ได้ในทุกกรณี ทุกอารมณ์ ทุกเวลา ทุกสถานที่ ต้องใช้สติทั้งนั้น ไม่ว่าเหตุการณ์ในกรณีไหน นั่นจึงคุ้มกันไว้ได้ ไม่เกิดความทุกข์ สติตามธรรมชาตินั้นไม่พอ ไม่พออย่างไรไปคิดดูเองเถิด วางของไว้ตรงไหน ก็จำไม่ได้ ปิดหน้าต่างรึยังก็จำไม่ได้ หลายๆอย่างมันขาดสติ เราจึงต้องต้องอบรมสติ อบรมอย่างที่ว่าเป็น กำลัง พลัง ที่เรียกว่า สติพละ อย่างที่ว่าเป็นสิ่งสำคัญก็เรียกว่า สติอินทรีย์ อบรมอย่างที่ว่าจะประกอบแห่งการตรัสรู้ ก็เรียกว่า สติสัมโภชชงค์ สติจะต้องใช้ในทุกกรณีอย่างนี้ ไปอบรมตามหลักวิชาการนั้นๆให้มีสติ อยู่อย่างสมบูรณ์ การมีอยู่อย่างสตินั้นเรียกว่า สัมปชัญญะจะมี เมื่อแล่นมาแล้ว และคุมได้แล้ว สตินั้นระลึกได้ สัมปชัญญะคือการระลึกนั้นยังคงอยู่ตลอด แล้วทุกอย่างจะถูกต้องหมด สัญญา ความจำอะไรต่างๆ ถ้าสติไม่พอเราก็จำอะไรไม่ได้ มันก็เลอะเลือน ฟั่นเฟือน กลับกันไปมา ควรจะตอบอย่างนี้ ก็กลับตอบอย่างนั้น เพราะสติทั้งความจำ และความรู้ มันไม่สมบูรณ์ การทำงานอะไรก็ตามที่ละเอียด ที่ใช้เทคโนโลยี ต้องใช้สติมาก เราจึงต้องพัฒนาสติให้สมกับความก้าวหน้าของกิจการของชีวิต หรืออะไรก็ตาม
*หมายเหตุ
งานเขียนชิ้นนี้ ได้รับการคุ้มครองสิทธิตามพระราชบัญญัติคุ้มครองสิทธิทางปัญญา โดยลิขสิทธิเป็นของผู้เขียน ที่ให้เกียรตินำเผยแพร่ผ่าน วิชาการ.คอม เรามีความยินดีและอนุญาตให้ทำซ้ำหรือเผยแพร่ต่อเพื่อประโยชน์ทางการศึกษาเท่านั้น กรุณาให้เกียรติผู้เขียน โดยอ้างชื่อผู้เขียนและ วิชาการ.คอม (www.vcharkarn.com) ทุกครั้งที่ทำการเผยแพร่ต่อ ห้ามนำส่วนหนึ่งส่วนใดไปเผยแพร่ต่อในสื่อที่เอื้อประโยชน์ทางธุรกิจก่อนได้รับอนุญาต ขอขอบคุณที่ร่วมกันช่วยสร้างให้สังคมไทยเป็นสังคมแห่งปัญญา
ยังไม่มีความเห็นเพิ่มเติม