สารบัญ
หน้าที่ 2 - ผลอันสูงสุด ของสติ
หน้าที่ของมนุษย์ให้จำไว้ว่ามีสองขั้นตอน ขั้นตอนแรกเพื่อจะให้ชีวิตมันรอดอยู่ได้ ขั้นตอนที่สองคือหลังจากรอดอยู่ได้ ก็พัฒนาให้สูงสุด ขึ้นไปจนบรรลุนิพพาน ดังนั้นถ้าเรามีสติไม่พอที่จะมีชีวิตอยู่ได้ มันก็ตาย ตายกลางถนน เพราะมันถูกรถชนตายเป็นต้น แล้วตอนที่สองคือมีสติให้สูงถึงขั้นละเอียด ดับกิเลส กำจัดอาสวะออกไป หรือตามแบบที่มีอยู่คือ เจริญกัมมัฏฐาน นั่นแหละ สมถกัมมัฏฐาน วิปัสสนากัมมัฏฐาน หรือสติปัฏฐานสี่ หรือที่อธิบายไว้สั้นๆคือ อานาปาณสติ นี่เป็นขั้นตอนติดต่อ รัดกุม แจ่มแจ้งถึงที่สุด เราถือเป็นแบบฉบับตรงตามพุทธสุภาษิต ที่พระองค์ทรงชี้แนะ ทีนี้ก็จะดูถึง อานาปาณสติ ที่เรียกว่าสติปัฏฐานสี่ นั้นเป็นอย่างไร คือท่านยังแบ่งเป็นสี่หลักตามเดิมคือ กายอย่างหนึ่ง เวทนาอย่างหนึ่ง จิตอย่างหนึ่ง และธรรมอย่างหนึ่ง เราเอากายมาฝึกเรื่องทุกอย่างที่เกี่ยวกับกาย เอาสติเป็นไปในกาย ให้รู้จักกาย ทั้งกายเนื้อ คือเนื้อหนังมังสา หรือกายลม คือลมหายใจก็ได้ เราจะมีความรู้เรื่องกาย และสติ อย่างเพียงพอ หรือ
กายนุปัสนาสติปัฏฐา น ทีนี้พอปัญหาเกิดขึ้นที่ทางกาย เราก็เอาความรู้นั้นกับสติ มาแก้ปัญหาได้ ป้องกันได้
ทีนี้เรื่องที่สองคือเวทนา ที่มันเกิดขึ้นในใจ สุขบ้าง ทุกข์บ้าง เอามาเป็นอารมณ์ คือ
เวทนานุปัสนาสติปัฏฐาน สำหรับฝึกฝนสติและปัญญา รู้เรื่องปรุงแต่งจิต รู้เรื่องคุมทั้งสองสิ่งนี้ให้ดี ถ้าฝึกได้สำเร็จ ก็จะมีความรู้เกี่ยวกับเวทนาดี สามารถใช้ความรู้และสติเกี่ยวกับเวทนานี้ มาต่อสู้ป้องกันทันเวลา ที่ปัญหาทางเวทนามันเกิดขึ้น ปัญหาที่ให้เราหลงรัก หลงเกลียด หลงโกรธ เราก็จะไม่รู้สึกรักโกรธ เกลียด กลัวใดๆ เวทนาใดๆ เรื่องที่สามก็คือจิต ที่จะนำมาฝึกฝนทั้งทางสติและทางปัญญา คือ
จิตตานุปัสนาสติปัฏฐาน รู้เรื่องจิตดี ควบคุมจิตได้ บังคับจิตได้ เมื่อใดเกิดปัญหาเกี่ยวกับจิต เราก็สามารถใช้สติและปัญญา แก้ปัญหานั้นได้ แม้จะไวเหมือนสายฟ้าแลบ แต่เราคุมได้ เพราะฝึกไว้เพียงพอ
อันสุดท้ายคือทางธรรม หรือ
ธรรมานุปัสนาสติปัฏฐาน คือสิ่งต่างๆที่มันเกิดขึ้นทางกาย ทางเวทนา ทางจิตภายในของเรา จะเป็นกิเลสก็ดี ความทุกข์ก็ดี ทุกอย่างที่มันเกิดกับจิตของเรา เอามาเป็นอารมณ์สำหรับปฏิบัติ เกิดสติและปัญญาอย่างทั่วถึง ที่สำคัญคือความจริง ของความไม่เที่ยงนั้น คืออนัตตา ไม่ว่าเรื่องอะไรก็ตาม มันจะมีความจริงที่ว่า อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ถ้าเรามีสติปัญญาเพียงพอในการรู้เรื่อง อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา มันก็มีสติที่จะสกัดกั้นกระแสการไหลของกิเลส การปรุงแต่งของกิเลสได้ถึงที่สุด เราก็จะฉลาด เราจะไม่ร้องไห้ เมื่อมีอะไรเปลี่ยนแปลงไปไม่ตรงกับความต้องการ หรือจะเห็นเป็นเช่นนั้นเอง อนิจตา แปลว่าความไม่เที่ยง ทุกขตา แปลว่าเป็นทุกข์ อนัตตตาแปลว่า ความไม่ใช่ตน รวมความแล้วคือ มันเป็นเช่นนั้นเอง เมื่อรูปสวยกระทบตา ความเป็นเช่นนั้นเอง มันออกรับไปแล้ว เราจะไม่หลงในความสวย มันก็ละได้หมด ทั้งทางตา หู จมูก กี่ทางก็ละได้หมด ทั้งโลกมีอยู่สองสิ่ง คือสิ่งที่มาทำให้รัก และสิ่งที่มาทำให้เกลียด โลกก็มีเท่านั้น ถ้ามีสติและปัญญามากพอ ก็เป็นเช่นนั้นเองไปหมด เห็นอนิจจัง แล้วจะเกิด
วิราคะ คือคลายความยึดมั่นถือมั่นจากสิ่งเหล่านั้น จะเกิด นิโรธะ ละลายไปด้วยความยึดมั่นถือมั่น และจะเกิด ปฏินิสัทธะ คือ โยนกลับไปสู่ธรรมชาติ ไม่มัวมาหลงรัก หลงเกลียดอยู่ นี่คือผลอันสูงสุด ของสติ ในอันดับสุดท้ายคือ ธรรมานุปัสนาสติปัฏฐาน
ท่านเรียกสี่อย่างนี้ว่า
อนุปัสนาสติปัฏฐาน หรือเป็นเครื่องตั้งแห่งสติ เพื่อให้เห็นตามที่เป็นจริง พระพุทธเจ้าเลือกสิ่งสูงสุดนี้ เป็นฐานที่ตั้งแห่งการฝึกสติ มีความหมายครอบคลุมหมด ตั้งแต่ต่ำที่สุดจนถึงสูงที่สุด เราจึงสนใจเรื่องแบบปฏิบัติที่สามารถดับทุกข์ได้จริง มันพิสูจน์ได้ว่าจริง ก็คือดับทุกข์ได้ ลองไปปฏิบัติดู พิสูจน์ดู ไม่ต้องเชื่ออาจารย์ก็ได้ ด้วยอำนาจของการปฏิบัตินั้น สรุปได้คือการพัฒนาสติ ให้มีฐานที่ตั้งแห่งการพัฒนาคือกาย เวทนา จิต และธรรมะ สี่อย่างนี้ ตามบาลี ตามพระโอษฐ์ของพระพุทธเจ้า คราวนี้นอกบาลีมันก็มี อนุสติสิบ การระลึกตาม พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ตามศีล ตามทาน ตามความตาย และข้อสุดท้ายก็มี
อานาปาณสติ และพวก
กัมมัฏฐาน สี่สิบ ก็มีอานาปาณสติ แต่อธิบายไม่เหมือน ไม่สมบูรณ์เหมือน
มหาสติปัฏฐานสูตร
สติ เหมือนทำให้เรามีอาการตื่น เรียกว่า
อัปมาทะ คือไม่ประมาท ไม่ตาย ถ้าไม่มีสติ หรือ ปมาทะ คือประมาท หรือตาย ตายทั้งทางร่างกายก็ได้คือถูกรถชนตาย หรือทางจิตก็ได้ คือ มีกิเลสครอบงำ ตกนรกทั้งเป็นตลอดเวลา มันก็เหมือนตายแหละ จึงเห็นว่าสติเรื่องเดียว เป็นเรื่องทั้งหมดที่จะดับทุกข์ได้ ถ้าจะแยกไปศีล สมาธิ ปัญญา มรรคมีองค์แปด มันก็ได้ แต่ต้องมีผลอย่างนี้ คือมีสติ ปัญญามาทันเวลาที่มีการกระทบผัสสะ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ พระพุทธศาสนาตั้งต้นสอนกันที่ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ แล้วคู่ของมันคือ รูป รส กลิ่น เสียง แล้วจะมีวิญญาณของตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เมื่อวิญญาณนี้ทำงานอยู่เรียกว่า ผัสสะ ตอนนี้ถ้าสติไม่มา ก็เป็นผัสสะหลับ กระแสไหลไปสู่ความทุกข์ ถ้าสติมาก็กั้นกระแสนี้ไว้ เราก็ไม่มีความทุกข์ นี่เป็นศาสนาตามธรรมชาติ คุณถือสาสนาอะไรก็ตาม แต่ความทุกข์ต้องเกิดขึ้นอย่างนี้ และการดับทุกข์ได้ด้วยวิธีอย่างนี้ สมกับที่ว่ามันเป็นเครื่องตื่นในโลก ถ้าไม่มีสติแล้ว ทั้งโลกก็เหมือนหลับ แต่โลกจะตื่นเมื่อมีสติ ดังนั้นเราต้องพัฒนาสติอย่างเพียงพอตามที่ว่ามาแล้ว ดังนั้นขอให้สนใจสติปัฏฐานทั้งสี่ เพื่อพัฒนาสติ เพียงพอสำหรับจะรอดชีวิตอยู่ เพียงพอสำหรับจะดียิ่งๆขึ้นไป จนบรรลุ
มรรคผลนิพพาน
เรื่องสติที่ท่านขอร้องให้พูด ก็พูดแล้ว และสมควรแก่เวลาแล้วขอให้พิจารณาตาม ถ้าเห็นพอที่จะปฏิบัติได้ ก็ลองปฏิบัติดู
ถ้ามันดับทุกข์ได้ แล้วค่อยเชื่อ ขอแสดงความยินดีอนุโมทนาท่านทั้งหลายที่มาหวังว่าท่านทั้งหลายคงจะได้รับประโยชน์คุ้มค่าเวลา คุ้มค่าเหน็ดเหนื่อย คุ้มค่าใช้จ่าย จงได้รับผลคุ้มค่าด้วยความพอใจ อย่าให้เสียใจทีหลัง ให้เป็นการทัศนาจรเพื่อความรู้ มีความก้าวหน้าของชีวิต มีความผาสุกอยู่ทุกทิวาราตรีกาลเทอญ
*หมายเหตุ
งานเขียนชิ้นนี้ ได้รับการคุ้มครองสิทธิตามพระราชบัญญัติคุ้มครองสิทธิทางปัญญา โดยลิขสิทธิเป็นของผู้เขียน ที่ให้เกียรตินำเผยแพร่ผ่าน วิชาการ.คอม เรามีความยินดีและอนุญาตให้ทำซ้ำหรือเผยแพร่ต่อเพื่อประโยชน์ทางการศึกษาเท่านั้น กรุณาให้เกียรติผู้เขียน โดยอ้างชื่อผู้เขียนและ วิชาการ.คอม (www.vcharkarn.com) ทุกครั้งที่ทำการเผยแพร่ต่อ ห้ามนำส่วนหนึ่งส่วนใดไปเผยแพร่ต่อในสื่อที่เอื้อประโยชน์ทางธุรกิจก่อนได้รับอนุญาต ขอขอบคุณที่ร่วมกันช่วยสร้างให้สังคมไทยเป็นสังคมแห่งปัญญา
ยังไม่มีความเห็นเพิ่มเติม