 |
<script language="JavaScript" src="http://www.vcharkarn.com/javafeed/article/17845" type="text/javascript"></script> |
|
สมาธิและการพัฒนาของระบบสมาธิ
รู้เรื่องสมาธิให้มันครบถ้วน เพราะสมาธิตามธรรมชาติโดยสัญชาตญาณ ก็มีอยู่พวกหนึ่ง และสมาธิที่ฝึกจนมากขึ้นก็มีอยู่พวกหนึ่ง
post ครั้งแรก: Thu 22 February 2007, 2:27 pm ปรับปรุงล่าสุด: Mon 5 March 2007, 6:20 pm
|
หน้าที่ 1 - การตั้งมั่น สม่ำเสมอ
เนื่องจากมีเวลามาก ก็จะพูดให้ละเอียดหน่อย โดยเฉพาะเรื่องที่จะพูดในวันนี้ คือเรื่อง สมาธิเฉยๆ ส่วนเรื่อง
สมาธิภาวนา และ
อานาปานสติ จะพูดในวันหลังเพราะเรื่องมันมาก เมื่อครูจะสอนสมาธิก็ควรรู้เรื่องสมาธิให้มันครบถ้วน เพราะสมาธิตามธรรมชาติโดยสัญชาตญาณ ก็มีอยู่พวกหนึ่ง และสมาธิที่ฝึกจนมากขึ้นก็มีอยู่พวกหนึ่ง แต่มันก็เรียกว่าสมาธิเหมือนกัน
จะพูดถึง
สมาธิตามสัญชาตญาณ ก็ขอให้นักเรียนสังเกตดูว่า ลิงมันกระโดด ข้ามต้นไม้ได้แม่นยำจากกิ่งนี้ ไปสู่กิ่งนั้น มันทำได้ด้วยอำนาจอะไร หรือว่านกมันบินไปในช่องแคบๆได้ และมีปลาบางชนิดสามารถพ่นน้ำไปหาแมลงที่เกาะอยู่ตามกิ่งไม้ จนตกลงมาแล้วกินเสีย อย่างนี้ก็ได้ มันทำด้วยอำนาจอะไร ถ้ารู้ ก็จะรู้ว่าทำได้ด้วยอำนาจสมาธิที่มีอยู่ตามสัญชาตญาณ ไม่ต้องมีใครมาสอนก็ทำได้ และเราก็ไม่ค่อยได้คิดถึงว่ามันเป็นสมาธิ หรือจะเล่นทอยหลุม ขว้างก้อนหินได้แม่นยำ หรืออะไรก็ตาม ทำไมเด็กๆมันทำได้ กระทั่งว่าคนจะยิงปืนอย่างแม่นยำ ถูกเป้า มันก็ทำด้วยสมาธิ พูดได้ว่า สมาธิตามสัญชาตญาณ มีอยู่เป็นพื้นฐานแห่งชีวิตและจิตใจ ถ้าอย่างนั้น มันทำอย่างที่ว่ามาไม่ได้ ทีนี้ก็ดูว่าสมาธิตามธรรมชาติ มันจำกัดอยู่เพียงเท่านั้น มันไม่พอที่ใช้ในการงานที่สูงขึ้นไป มนุษย์หรือคนป่า ครึ่งลิงครึ่งคนมันก็สังเกตเห็นว่า จิตนี้ฝึกได้ จนมีบางพวกไปฝึกตามป่าเขา เป็นฤๅษีชีไพร ฝึกแล้ว ได้มากกว่าแล้ว มากกว่าพวกหนึ่ง ในระดับแรกๆก็ได้เท่านั้น ยังไม่ถึงวิปัสสนาที่ดับกิเลส บรรลุมรรคผลนิพพานได้ มันก็ยังไม่ใช่ ดังนั้นเราจึงแยกสมาธิออกเป็นสองอย่าง อย่างนี้ ตั้งแต่ก่อนพุทธกาล เขาก็มีการทำสมาธิชนิด รูปฌาน อรูปฌาน ได้สำเร็จ นับว่าก้าวหน้ามากที่สุดเลย ปรากฏว่า ท่านพระพุทธเจ้าได้ไปเรียน ศึกษา จนสมาธิขั้นสูงสุด จาก
พุทธกะรามบุตร แต่พระพุทธเจ้าไม่ยอมรับว่าสูงสุดในการดับทุกข์ นี่ให้คิดดูเถิดว่า แต่ก่อนพุทธกาล เขาก็ทำสมาธิกันสูงสุด แต่มันยังมี
อาสวะ ไม่สามารถตัดกิเลสได้ แต่ครั้งพระพุทธเจ้าตรัสรู้ มันไม่มีอาสวะ ตัดกิเลสได้
ทีนี้ก็มาดูคำว่า
สมาธิ ตัวหนังสือแท้ๆ มันคือ
การตั้งมั่น สม่ำเสมอ และเขาจะฝึกกันอย่างไร มันก็มีหลักโดยทั่วไปเลย ให้จิตกำหนดสิ่งใดสิ่งหนึ่ง เพื่อให้จิตไม่กระจัดกระจาย ไม่ฟุ้งซ่าน เพื่อรับอารมณ์ จึงเกิดมาคำหนึ่งว่า โยคะ ภาษาทั่วไปแปลว่า เอาวัวควายมาผูกกับแอก คือเอาอะไรมาเป็นอารมณ์ให้จิตผูกติดอยู่กับสิ่งนั้น เป็นการฝึกสมาธิ คนฝึกนี้เขาเรียกว่า โยคี มันก็จะมีสิ่งที่กำหนดได้มากมายเช่น สี ดวง ซากศพ แล้วแต่จิตจะกำหนดได้ ดังนั้นจึงได้ความว่ามันมีสิ่งหลายอย่างที่กำหนดเป็นอารมณ์ได้ แต่ก็มีคนบางพวก รู้จักใช้สิ่งที่ดีที่สุด ที่ใช้กันอยู่ในพุทธศาสนาคือ ลมหายใจ หรือเรียกว่า ปราณ ใช้เป็นอารมณ์ในการทำสมาธิ ในคัมภีร์โบราณของอินเดีย มีการควบคุมลมหายใจ หรือควบคุมปราณ มีเป็นสิบกว่าแบบ เรียกการฝึกอย่างนี้ว่า ปราณายามะ และเมื่อเราค้นพบปราณายามะ แบบอานาปานสติ ที่ใช้ในพุทธศาสนา เราก็รู้สึก พอใจ สมบูรณ์ หรือบางทีก็เรียกว่า สติปัฏฐานสี่ เราจำไว้คือ การฝึกสติ การกำหนดสติ การตั้งไว้สติ เราก็นำมาใช้เป็นแบบของเรา ห้ามเรียกว่าแบบสวนโมกข์ มันหลอกลวง หรือตู่ ไม่ใช่แบบอาจารย์นั้น แบบอาจารย์นี้ และก็ไม่เกี่ยวกับแบบ ลังกา พม่า หรือธิเบต แต่มันเป็น
แบบของพระพุทธเจ้า
ท่านได้ตรัสแนะนำให้ภิกษุปฏิบัติแบบนี้ ยืนยันด้วยการตรัสรู้ของพระองค์ซึ่งมีด้วย
อานาปานสติภาวนา ไม่ต้องทำหลายแบบ ทำแค่อานาปานสติไปเรื่อย มันก็จะเป็นศีล สมาธิ ปัญญา ครบถ้วน คราวนี้มหาสติปัฏฐานสี่ เขาไม่ได้อธิบายเหมือนเรา มีหลายหัวข้อ หลายเรื่อง แต่มีอานาปานสตินิดเดียวเรื่องเดียว สั้นๆ ไม่ได้บอกอะไร ฝึกอย่างไร ไม่มีหวังที่จะใช้ประโยชน์อะไรในมหาสติปัฏฐานสูตร ถ้าสวดกัน ตั้งสี่ห้าชั่วโมงกว่าจะสวดจบ กล่าวโดยสรุปว่า สติปัฏฐานสี่ในมหาสติปัฏฐานสูตร เราไม่รับมาใช้ เราจะใช้
สติปัฏฐานสี่ ในแบบของอานาปานสติสูตร ที่พระพุทธเจ้ายืนยันว่า สงบ ระงับ ละเอียด สะดวกสบาย และก็ตรัสรู้ด้วยระบบนี้ และพวกที่ฝึกสมาธิ เพราะต้องการที่มีฤทธิ์มีเดช ปราบยักษ์ มันก็เป็นสมาธิเหมือนกัน แต่มันเดินไปอีกทาง
*หมายเหตุ
งานเขียนชิ้นนี้ ได้รับการคุ้มครองสิทธิตามพระราชบัญญัติคุ้มครองสิทธิทางปัญญา โดยลิขสิทธิเป็นของผู้เขียน ที่ให้เกียรตินำเผยแพร่ผ่าน วิชาการ.คอม เรามีความยินดีและอนุญาตให้ทำซ้ำหรือเผยแพร่ต่อเพื่อประโยชน์ทางการศึกษาเท่านั้น กรุณาให้เกียรติผู้เขียน โดยอ้างชื่อผู้เขียนและ วิชาการ.คอม (www.vcharkarn.com) ทุกครั้งที่ทำการเผยแพร่ต่อ ห้ามนำส่วนหนึ่งส่วนใดไปเผยแพร่ต่อในสื่อที่เอื้อประโยชน์ทางธุรกิจก่อนได้รับอนุญาต ขอขอบคุณที่ร่วมกันช่วยสร้างให้สังคมไทยเป็นสังคมแห่งปัญญา
จำนวน 1 ความเห็น, หน้า่ | -1-
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1 23 มี.ค. 2550 (14:59) ชอบมากครับ..ได้สติขึ้นมาเยอะเลย มีคำถามนิดเดียว สติปัฏฐานสี่ คือ การฝึกสติ, การกำหนดสติ, การตั้งสติ, และอะไรอีกอย่างครับ ขอผู้รู้ด้วย..