 |
<script language="JavaScript" src="http://www.vcharkarn.com/javafeed/article/17856" type="text/javascript"></script> |
|
สวรรค์ในทุกอิริยาบถ
สวรรค์ในทุกอิริยาบถ นั้นมันมีได้ และพยายามเข้าใจให้มันเกิดมีได้ เป็นสิ่งที่เป็นได้ ไม่เหลือวิสัย มันมีความลับอยู่ตรงคำว่า ธรรมะ ให้รู้คำว่าธรรมะ จริงๆ
post ครั้งแรก: Fri 23 February 2007, 3:49 pm ปรับปรุงล่าสุด: Thu 5 April 2007, 5:21 pm
|
หน้าที่ 1 - สติที่นึกถึงธรรมะ
เพื่อนสหธรรมมิกและสาธุชนทั้งหลาย การบรรยายไม่อาจทำไปในรูปของเทศนา แต่จะทำไปในรูปของปราศรัย ตามที่จะทำได้ ดังที่ทราบกันอยู่ดีแล้วว่า ผู้บรรยายอยู่ในฐานะที่มีโรคภัยเบียดเบียน แต่ถ้าจะไม่พูดบรรยายกันเลย มันก็ไม่ถูกต้อง ในตอนเช้าได้ให้ของขวัญคือ เสรีภาพ ในการรับนับถือธรรมะเพื่อชีวิต และได้บอกถึงสิ่งที่สำคัญคือ เพชร และเครื่องขุดเพชร ที่มีอยู่ในพระไตรปิฎก เพชรนั้นคือเครื่องการดับทุกข์โดยตรง ขอย้ำว่า สิ่งทั้งปวงไม่ควรยึดมั่นถือมั่น และการปฏิบัติสิ่งใดที่ทำให้ไม่ยึดมั่นถือมั่น นั่นก็เป็นเพชร และผลการปฏิบัตินั้นก็เป็นเพชร ขอให้มีความรู้ความเข้าใจและสามารถปฏิบัติได้ ในการที่จะได้รับของขวัญ คือ
เสรีภาพ ที่เป็นเพชรและเครื่องขุดเพชร ตามหลักที่สำคัญคือ กาลามสูตร
ทีนี้ก็มาถึงเรื่องของขวัญอันที่สองนี้ จะเรียกชื่อของขวัญนั้นว่า
สวรรค์ในทุกอิริยาบถ บางคนก็รู้สึกแปลกๆก็มี สวรรค์ในทุกอิริยาบถ นั้นมันมีได้ และพยายามเข้าใจให้มันเกิดมีได้ ขอให้ตั้งใจฟังให้ดี ขอให้ทำความเข้าใจปลีกย่อยก่อนว่า มีคนกล่าวหาอาตมาว่า ยกเลิกสวรรค์ ยกเลิกนรก ว่าไม่มีสวรรค์ ไม่มีนรก และเดี๋ยวนี้จะเป็นพยานกันทุกท่านว่า มีสวรรค์ได้ในทุกอิริยาบถ ที่นี่ และเดี๋ยวนี้ ไม่ต้องรอตอนตายแล้ว สำหรับสวรรค์ของท่านที่ไปตอนตายแล้ว ก็ไม่ต้องไปยกเลิกให้มันเหนื่อย ให้มันเป็นสวรรค์ในความหวังกันไปเรื่อยๆเถิด ส่วนสวรรค์ที่มีอยู่ที่นี่ และเดี๋ยวนี้นั้น ต้องการจะให้ทราบและปฏิบัติ และต้องการจะให้ได้รับอยู่ในทุกอิริยาบถ ทีนี้ก็ฟังเป็นเรื่องใหญ่โต เหลือวิสัย แต่อาตมายืนยันได้ว่า เป็นสิ่งที่เป็นได้ ไม่เหลือวิสัย เพราะเราทำอะไรไม่ลึกซึ้ง ไม่ประณีต ละเอียด มันจึงไม่รู้ธรรมะในชั้นที่ละเอียด แล้วมันน่าหัวว่า สวรรค์นี้ ไม่ต้องลงทุนเป็นเงิน เป็นทองอะไร ไม่ต้องเหนื่อยอะไร มากไปกว่าที่มีอยู่ก่อนแล้ว ให้ทุกคนทำตามหน้าที่ของทุกคนที่มีอยู่แล้วตามประจำวันของชีวิต แต่ขอเพิ่มนิดเดียวว่า ให้มี ธรรมมานุสติ ในขณะที่ปฏิบัติหน้าที่นั้นๆ ชาวนาทำนา ชาวสวนทำสวน พ่อค้าก็ค้าขายไปตามเดิม ทำตามที่เคยทำอยู่อย่างเดิม แค่เพิ่มนิดเดียวคือ
สติที่นึกถึงธรรมะ
มันมีความลับอยู่ตรงคำว่า ธรรมะ ให้รู้คำว่าธรรมะ จริงๆ ก็ต้องทำความเข้าใจ หรือปรับปรุงการกระทำกันสักหน่อย มันมีความลับว่า ธรรมะนั้นคือสิ่งที่เป็นหน้าที่ คนมันไม่รู้ เลยจะต้องพูดกันพิเศษ ว่า ธรรมะที่เป็นที่พึ่งนั้นคืออะไร ที่ได้ยินกันอยู่ ธรรมะคือสิ่งที่ส่งผู้ปฏิบัติ ไม่ให้ตกลงไปในความชั่ว และความทุกข์ ให้อยู่เหนือความทุกข์เสมอไป ที่นี้จะปฏิบัติอย่างไร ให้เหนือความทุกข์ทุกอิริยาบถ ดังนั้นมันจึงต้องสวมรอยในสิ่งที่ทำอยู่ทุกอิริยาบถนั้นเอง ก็คือทำหน้าที่ที่ทำกันประจำอยู่แล้ว หรือเรียกว่าหน้าที่โดยอาชีพ ทีนี้มีหน้าที่อีกส่วนหนึ่งคือ หน้าที่บริหารชีวิต เพื่อให้ชีวิตรอด ต้องหาอาหาร กินอาหาร บริหารร่างกาย ถ่ายอุจจาระปัสสาวะ และอีกหลายๆอย่าง ดังนั้นเราต้องทำทั้งหน้าที่โดยตรง และโดยอ้อม ทั้งสองหน้าที่นี้เรียกว่า ธรรมะ คือสิ่งที่ต้องมีอยู่กับเนื้อกับตัวตลอดเวลา อย่างน้อยที่สุดถ้าคันขึ้นมา มันก็ต้องเกา มันก็เป็นหน้าที่ ข้อนี้จึงเป็นเรื่องแปลกสำหรับท่านทั้งหลายส่วนมาก แต่โดยข้อเท็จจริงแล้วมันคืออย่างนี้ ถ้าว่าโดยภาษาอินเดียแล้ว ปทานุกรมของอินเดีย คำว่า ธรรมะนี้ หมายถึงหน้าที่ ไม่ได้หมายถึงคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า แต่แล้วคำสั่งสอนต่างๆก็คือ คำสั่งสอนให้ทำหน้าที่นั่นเอง
ทีนี้ก็จะศึกษาถึงที่มา หรือ ประวัติศาสตร์ของคำๆนี้ มันเชื่อว่ามนุษย์จากที่เป็นคนป่ามาแล้ว มนุษย์ชุดแรกได้สังเกตเห็นสิ่งๆหนึ่งที่สำคัญมาก คือสิ่งที่เรียกว่าหน้าที่นั่นเอง มนุษย์เริ่มสำนึกว่า มันมีสิ่งที่ต้องทำ ไม่ทำไม่ได้ แล้วก็หลุดปากออกมาว่า ธรรมะๆหน้าที่ๆ ฉะนั้นโดยปริยัติคือ หน้าที่ โดยปฏิบัติคือ
ปฏิบัติหน้าที่ และ ปฏิเวท อ การได้รับผลของหน้าที่ ทีนี้ก็มีหน้าที่ชั้นสูงอะไรบ้าง ก็มีอาจารย์แสดงหน้าที่ชั้นสูง ก็คือ หน้าที่กำจัดกิเลสและความทุกข์ ก็เกิดขึ้นเป็นนิกายๆไป ก็สอนธรรมะ คือหน้าที่ที่ปฏิบัติแล้วจะดับทุกข์ มันจึงมีหน้าที่ฝ่าย
โลก และ
ฝ่ายโลกุตระ หน้าที่ทำมาหากิน บริหารกายให้อยู่เป็นสุขคือธรรมะที่เป็นโลกียะ และก็หน้าที่ฝึกจิต ให้พ้นจากกิเลส ถึงมรรคผลนิพพาน ก็เป็นหน้าที่ฝ่ายโลกุตระ หน้าที่เป็นสองซีกดังนี้ และเป็นธรรมะโดยเสมอกัน ตรงนี้ที่เป็นความลับ ที่ท่านไม่เคยนึกฝันว่า ธรรมะ นั้นคือหน้าที่ จึงขอร้องให้รู้จักในตอนนี้เถิด ที่เราทำหน้าที่กันอยู่โดยไม่รู้สึกว่าเป็นการปฏิบัติธรรมะ ไม่เคยสำนึกเลยว่า หน้าที่นั้นคือธรรมะ มันก็เลยไม่บูชาหน้าที่ ไม่ชื่นใจในการทำหน้าที่ หน้าที่เป็นของเหน็ดเหนื่อย จำใจทำ มันอดไมได้ ไม่มีอะไรจะกิน มันทรมานโดยหน้าที่ ก็เลยได้นรกไป มันก็ทุกข์ทุกอิริยาบถ ก็สมน้ำหน้ามัน ถ้ารู้ว่าทำหน้าที่ ก็เหมือนกับการปฏิบัติธรรมะ คือพระธรรม ช่วยให้รอดอยู่ได้ มันก็พอใจ อิ่มใจ มันก็เลยเป็นสวรรค์อยู่ทุกอิริยาบถ โดยแค่เปลี่ยนความรู้สึกในจิตใจสักนิดเท่านั้น
ผู้ที่ทำหน้าที่ แบบจำใจทำ จำเป็นจึงจะทำ ถ้าไม่จำเป็นก็ไม่ทำ เหมือนที่กระทำกันอยู่โดยมาก นั่นมันเอานรกไปไว้ในทุกอิริยาบถ แลกเปลี่ยนกันเถิด ให้มีความรู้ที่ถูกต้อง จะขอวางหลักสำคัญๆเอาไว้ว่า ที่ไหนมีการทำหน้าที่ ที่นั่นมีธรรมะ ต่อให้ในโบสถ์ ถ้าไม่มีหน้าที่ มีแต่การเสี่ยงเซียมซี การบวงสรวงอ้อนวอน ในโบสถ์นั้นไม่มีธรรมะ ธรรมะไปอยู่ที่กลางนา ชาวนาคนหนึ่งที่รู้จักหน้าที่ ไถนาด้วยความพอใจ สุขใจ ฉะนั้นอย่าไปเอาสถานที่เป็นหลัก เอาของจริงเป็นหลักว่า
ไหนมีการทำหน้าที่ ที่นั่นมีธรรมะ นี่คือหลักเกณฑ์ที่ทำให้เรามีสวรรค์อยู่ทุกอิริยาบถ คือมีความชื่นใจ พอใจในตัวเองอยู่ทุกอิริยาบถ จะขอชี้ไปตั้งแต่ตื่นนอน ธรรมดาก็ล้างหน้า ถ้าล้างหน้า อย่างมีธรรมมานุสติ มันก็พอใจ ล้างหน้าได้อย่างดีที่สุด เป็นสวรรค์เมื่อล้างหน้า เดี๋ยวนี้ไม่ได้ล้างหน้าอย่างนั้น ไม่อยากจะล้างหน้าด้วยซ้ำไป จิตใจไม่อยู่กับตัว ล้างหน้าเหมือนล้างก้น มันก็ไม่ได้ผลว่าให้มีธรรมะอยู่ที่นั่น ความสุขทุกชนิดเกิดมาจากความพอใจ ไม่ได้เกิดมาจากอย่างอื่น ถ้าพอใจอันธพาล ก็สุขแบอันธพาล อย่างนั้นเราไม่ต้องการ เอาความพอใจที่เป็นของวิญญูชนเป็นหลัก และพอล้างหน้าแล้ว ก็ไปขับถ่าย มีใครนึกบ้างว่ามันเป็นการปฏิบัติธรรม การขับถ่ายนั่นเป็นการปฏิบัติธรรม บริหารร่างกายและชีวิตให้ถูกต้อง เมื่อมีธรรมมานุสติอยู่กับการขับถ่าย มันก็เป็นสุข พอใจ และจะทำอะไรอีกบ้าง จะแต่งตัว จะกินอาหาร จะล้างจาน จะปัดกวาด จะถูพื้น ก็ให้เป็นสุข และพอใจ นึกอยู่ทุกอิริยาบถ คือหน้าที่ คือถูกต้อง คือธรรมะ
สวรรค์ทุกอิริยาบถเป็นอย่างนี้ แต่ที่แล้วมา ไม่ได้เป็นอย่างนี้ ทำด้วยความอึดอัดใจ ปวดหัว เพราะมันไม่สามารถให้ชีวิตนี้มีธรรมะ
ทีนี้พอออกจากบ้านไปทำงาน จะนั่งรถไป ก็ขอให้รวบรวมจิตใจให้เป็น
ธรรมมานุสติ ให้มีธรรมะ เราเคารพการงาน บูชาการงาน อยากจะแนะไปถึงว่า ห้องทำงาน และเครื่องมือทำไร่ทำนานั้น ก็ควรจะได้รับการบูชาด้วย พนมมือให้กับควาย กับคันไถสักครั้งหนึ่ง ว่ามันเป็นอุปกรณ์แห่งการปฏิบัติธรรมะ คนค้าขาย หรือกรรมกร ข้าราชการ ก็เหมือนกัน ให้เคารพอุปกรณ์การทำการงาน ให้เคารพการงาน บูชาการงาน ไม่ต้องรำคาญใจว่า นายทุนเอาเปรียบ หรือ การงานได้ผลน้อย รวมไปถึงงานต่ำงานเลว ที่พวกรับปริญญามันทำไม่ได้ ก็ขอให้สมัครใจทำ มีธรรมะ แล้วก็จะไม่มีใครตกงาน จะไม่มีพวกปริญญาตรีตกงานกันเป็นแสนๆอย่างนี้ ก็ขอให้พอใจ ว่า มีธรรมะเป็นหน้าที่ มีหน้าที่เป็นธรรมะ แล้วมันจะเป็นสวรรค์ นี่คือของขวัญที่จะมอบให้ในวันนี้ และมีสติในการทำหน้าที่ให้เป็นธรรมมานุสติ ระลึกถึงความถูกต้อง และพอใจก่อน แล้วทำหน้าที่ไปพลาง อิ่มอกอิ่มใจ เป็นสวรรค์ไปตลอด ให้น้ำเหงื่อที่ออกมา กลายเป็นน้ำมนต์ที่เยือกเย็น หรือให้ลองคิดอีกแง่หนึ่ง ว่า หน้าที่คือพระเจ้าที่จะช่วยเรา ลองนั่งแต่เช้า อ้อนวอนพระผู้เป็นเจ้า แต่ไม่ทำหน้าที่ดู พระเจ้าที่ไหนจะมาช่วย พระเจ้าที่มาช่วยนั่นคือหน้าที่นั่นเอง การกระทำที่ถูกต้อง เป็นกุศลธรรมนั่นเอง มีธรรมะเป็นที่พึ่ง จริงไหม มันเป็นของจริงยิ่งกว่าจริงที่
การทำหน้าที่เป็นการปฏิบัติธรรมะ และมันช่วยให้รอด ให้มีความพอใจ และเป็นสวรรค์อยู่
*หมายเหตุ
งานเขียนชิ้นนี้ ได้รับการคุ้มครองสิทธิตามพระราชบัญญัติคุ้มครองสิทธิทางปัญญา โดยลิขสิทธิเป็นของผู้เขียน ที่ให้เกียรตินำเผยแพร่ผ่าน วิชาการ.คอม เรามีความยินดีและอนุญาตให้ทำซ้ำหรือเผยแพร่ต่อเพื่อประโยชน์ทางการศึกษาเท่านั้น กรุณาให้เกียรติผู้เขียน โดยอ้างชื่อผู้เขียนและ วิชาการ.คอม (www.vcharkarn.com) ทุกครั้งที่ทำการเผยแพร่ต่อ ห้ามนำส่วนหนึ่งส่วนใดไปเผยแพร่ต่อในสื่อที่เอื้อประโยชน์ทางธุรกิจก่อนได้รับอนุญาต ขอขอบคุณที่ร่วมกันช่วยสร้างให้สังคมไทยเป็นสังคมแห่งปัญญา
ยังไม่มีความเห็นเพิ่มเติม