คุณยังไม่ได้ Log in | สมัครสมาชิก ฟรี
กลับหน้าแรก วิชาการ.คอม
<script language="JavaScript" src="http://www.vcharkarn.com/javafeed/article/17894" type="text/javascript"></script>
ความสุขแท้มีอยู่แต่ในงาน
จุดตั้งต้นที่ดี หรือเป็นนิมิตหมายที่ดีว่าเราจะมีความเข้าใจต่อธรรมะโดยถูกต้องและยิ่งขึ้นหรือถึงที่สุด ถ้าเรารู้จักความหมายของคำว่าธรรมะแล้ว เราจะรู้ว่า ธรรมะนั่นแหละเป็นชื่ออีกชื่อหนึ่งของคำว่างาน หรือหน้าที่
ผู้เขียน: พุทธทาสภิกขุ ชมแล้ว: 17,257 ครั้ง
post ครั้งแรก: Thu 1 March 2007, 1:20 pm ปรับปรุงล่าสุด: Thu 5 April 2007, 5:21 pm

หน้าที่ 1 - คำว่าธรรมะมีความหมายกว้างถึงอย่างนี้
ท่านสาธุชน ผู้มีความสนใจในธรรมทั้งหลาย อาตมาขอแสดงความยินดีในการมาที่นี่ของท่านทั้งหลายในลักษณะอย่างนี้ อย่างนี้คนสนใจในธรรม เมื่อมีความเข้าใจพอสมควรเกี่ยวกับสิ่งที่เรียกว่าธรรม เมื่อมีความสนใจในประโยคที่ว่า “ความสุขแท้มีอยู่แต่ในงาน” นี่เป็นจุดตั้งต้นที่ดี หรือเป็นนิมิตหมายที่ดีว่าเราจะมีความเข้าใจต่อธรรมะโดยถูกต้องและยิ่งขึ้นหรือถึงที่สุด คำว่างาน หรือคำว่างานนี่ มีความเข้าใจผิดกันอยู่มากจนเรียกว่าตรงกันข้าม ขอให้อดทนทำความเข้าใจเกี่ยวกับคำๆนี้ให้ดีที่สุดเถอะ คำว่า “งาน” หรือการทำงาน”นั่น มันเป็นอย่างอื่นไปไม่ได้นอกจากว่าทำหน้าที่จะต้องทำ ไม่อย่างนั้นจะทำไปทำไม การทำงานทุกคนก็มีหวังว่าจะได้ผลงานมา ก็เพื่อประโยชน์ โดยเฉพาะคือดำรงชีวิต ถ้าเรารู้จักความหมายของคำว่าธรรมะแล้ว เราจะรู้ว่า ธรรมะนั่นแหละเป็นชื่ออีกชื่อหนึ่งของคำว่างาน หรือหน้าที่

เมื่อถามว่าธรรมะคืออะไร ในเมืองไทยเรานี้จะตอบว่าธรรมะ คือคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า นี่ไม่พอ เราว่าเอาเองนะว่าไม่พอ แต่ถ้าเป็นในอินเดียซึ่งเป็นต้นตอของวัฒนธรรมที่เรารับเขามานี่ ถ้าว่า “ธรรม”หรือว่า “ธรรมะ”นี้ก็แปลว่าหน้าที่ ขอให้สนใจกันก่อนว่า คำว่าธรรม หรือว่าธรรมะนั้น ในประเทศที่เป็นต้นกำเนิดของภาษานี้แปลว่า “หน้าที่” หน้าที่ของอะไร หน้าที่ของสิ่งมีชีวิตทุกสิ่งเลย สิ่งที่มีชีวิตมีหน้าที่ ที่จะต้องทำหน้าที่เพื่ออะไร ครั้งแรกเพื่อรอดอยู่ หน้าที่เพื่อรอดชีวิตอยู่ แล้วถ้ารอดชีวิตอยู่ได้แล้ว มันมีก็หน้าที่จะต้องเลื่อนให้สูงขึ้นไป เพื่อให้ชีวิตมันก้าวหน้า จนถึงยอดสุดของมนุษย์หรือที่ชีวิตมันจะเป็นไปได้ ขอให้ทำความเข้าใจไว้ตลอดกาลเลยก็ได้ว่า ทุกศาสนาในโลกมีจุดสุดท้ายตรงกันหมด คือความรอด แม้จะใช้ภาษาต่างๆกันตามกำเนิดแห่งศาสนานั้นๆ แต่มีคำตรงกันอยู่คำหนึ่งคือคำว่า “รอด” เป็นคริสเตียนก็รอดอย่างคริสเตียน เป็นอิสลามก็รอดอย่างมุสลิม ความหมายว่ารอดด้วยกันทั้งนั้น คงเป็นความหมายติดมาแต่ดั้งเดิม ที่มนุษย์เริ่มรู้จักสิ่งที่ดีกว่าธรรมดา ก็รู้ว่าปลายทางคือความรอด

3804


ทีนี้สำหรับประเทศอินเดียมันจะมีคำๆนี้ใช้ คือคำว่า ธรรมะเนี่ยใช้ แล้วก็มีความหมายว่าหน้าที่ คำนี้ใช้มาก่อนพระพุทธเจ้าเกิดเสียอีก ถ้าว่า ธรรมะแปลว่า คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า มันก็จะถูกเพียงครึ่งเดียว ที่ว่าพระพุทธเจ้าเกิดขึ้นแล้วก็สอนธรรมะและคำสั่งสอนของท่าน แต่สิ่งที่เรียกว่าธรรมะนี่ มนุษย์ใช้พูดจากันมาตั้งก่อนพระพุทธจ้าเกิด กล่าวได้ว่าตั้งแต่มนุษย์รู้สึกว่ามนุษย์นี้มีหน้าที่ มนุษย์อย่างที่เราศึกษากันมาว่า วิวัฒนาการขึ้นมาตามลำดับ จากสัตว์ก็มาเป็นครึ่งลิงครึ่งคน มาเป็นคนป่า จนกว่าระดับสติปัญญาของคน คนในยุคนั้นจะเริ่มรู้สึกว่ามันมีสิ่งเรียกว่าหน้าที่ เขาก็เรียกสิ่งนั้นว่าหน้าที่ และคำว่าหน้าที่ก็คือธรรมะนั่นเอง “ธรรม” ในภาษาไทยเราเรียกว่า ธรรม ภาษาบาลีเรียกว่าธรรมะ ภาษาสันสฤตซึ่งเป็นภาษาอินเดียด้วยก็เรียกว่า ธรรมะ ซึ่งออกเสียงยากหน่อย แต่นั่นก็คือสิ่งที่เรียกภาษาไทยว่า ธรรม,พระธรรม มนุษย์เริ่มรู้สึกว่านั่นล่ะ เป็นสิ่งสำคัญ เพราะถ้าไม่มีการทำหน้าที่ ส่งที่มีชีวิตนั้นมันก็เสียชีวิต สูญเสียชีวิต เดี๋ยวนี้เราก็รู้หมดเพราะเราเรียนมามาก

เราพอจะมองทีเดียวหมดว่า สิ่งที่มีชีวิตทุกชนิดก็ต้องมีหน้าที่ ต้นไม้ต้นรากที่มีชีวิต ต้นไม้ก็ต้องทำหน้าที่ดูดน้ำดูดอาหาร เอาแสงแดดมาเปลี่ยนเป็นอาหารทางเคมีเลี้ยงต้น เขาเรียกว่าหน้าที่ของต้นไม้ที่จะต้องทำ มันเป็นหน้าที่ของต้นไม่ซึ่งเป็นสิ่งที่มีชีวิต ทีนี้สัตว์เดรัจฉานมันก็ต้องมีหน้าที่ ที่จะหากินเป็นข้อแรก และต่อสู้ศัตรูบริหารต่างๆนานาจนรอดชีวิตอยู่ได้ ซึ่งสัตว์เดรัจฉาน นับตั้งแต่มด แมลง ถึงสัตว์ใหญ่สัตว์โตก็ต้องทำหน้าที่เพื่อรอดชีวิตอยู่ได้ นี่เรียกว่าหน้าที่สิ่งที่มีชีวิตในระดับสัตว์เดรัจฉาน นี่มาถึงคน ก็ดูเอาเองแล้วกันว่าเรามีหน้าที่อย่างไรบ้าง เรามีหน้าที่แสวงหาอาหาร ทุกๆอย่างที่มันเกี่ยวยู่กับการแสวงหาอาหาร เราก็ต้องทำ ก็ต้องกินอาหาร ก็ต้องทำให้ร่างกายมันย่อยอาหารได้ การถ่ายอุจจาระปัสสาวะ จะมีการทำทุกอย่างที่เป็นการบริหารร่างกาย หรือจะมีเครื่องนุ่งห่ม มีที่อยู่อาศัย มีทุกอย่างที่ต้องทำ ทุกอย่างนั้นคือหน้าที่ ในการปฏิบัติหน้าที่นั้นให้ถูกต้องนั้นก็เรียกว่าประพฤติธรรม แม้แต่เรื่องกินอาหาร แม้แต่เรื่องการถ่ายอุจจาระปัสสาวะ

ท่านทั้งหลายคงไม่เคยจะได้ยินว่าคำว่าธรรมะมีความหมายกว้างถึงอย่างนี้ แม้แต่การสืบพันธุ์ก็ถือว่าเป็นการทำหน้าที่ ก็ต้องทำให้ถูกต้องและเป็นธรรม มนุษย์จึงจะอยู่ได้และไม่สูญพันธุ์ ดังนั้นในที่นี้ขอให้สรุปความสั้นๆว่า หน้าที่นั้นเป็นสิ่งที่จะเป็นสำหรับสิ่งที่มีชีวิตทุกชนิดทุกระดับ สิ่งที่เรียกว่าหน้าที่นั้น ทางอินเดียเขาเรียกว่าธรรม,ธรรมะ ธรรมในภาษาไทยเราละ ขอให้มองกันตรงนี้ก่อนเป็นข้อแรกว่า ธรรมะนี้เป็นสิ่งที่คู่กันมากับชีวิต ถ้าท่านไม่เข้าใจในข้อนี้ ก็คิดว่าคงจะไม่เข้าใจตลอดไปละ ถ้าไม่เข้าใจว่าสิ่งที่เรียกว่าธรรมเป็นสิ่งที่คู่กันกับชีวิต เราไม่มีธรรม มันก็ตายสิ เพราะธรรมแปลว่าหน้าที่สำหรับสิ่งที่มีชีวิตจะต้องทำ นั่นก็คือธรรม หรือพระธรรม พอไม่ทำหน้าที่ก็คือไม่ปฏิบัติธรรม มันก็ตาย นี่เราจึงถือว่า ธรรมะ พระธรรม หรือธรรม แล้วแต่จะเรียกนี่ เป็นสิ่งที่คู่กันกับชีวิต คนเราให้ความหมายสำหรับคำว่า“คู่ชีวิต”นี่แก่สิ่งที่เรารักที่สุด คู่ชีวิต เช่น บุตร ภรรยา สามี หรือใครก็ได้ที่รักที่สุด ขาดแล้วเหมือนจะขาดใจตายนี่ก็คู่ชีวิต คู่ชีวิตอย่างนั้นมันมีอีกความหมายหนึ่งนะ ขอให้ลองคิดดูเถอะ ขาดแล้วมันไม่ได้ตายนะ แต่ถ้าธรรมะคู่ชีวิตขาดแล้วมันตาย คู่ชีวิตที่ขาดแล้วมันตายน่ะ คือธรรมะ คือหน้าที่ของสิ่งที่มีชีวิต หมายความว่าคู่ชีวิตที่เป็นคนๆนี่ดูเป็นเรื่องเล่นตลกไปก็ได้ ทำไมทะเลาะกัน ทำไมหย่ากัน ทำไมคืนดี ทำไมทะเลาะกัน ทำไมตบตีกัน คู่ชีวิตอย่างนั้นมันมีความหมายน้อยมาก ถ้าไปเปรียบเทียบคู่ชีวิตคือธรรมะ คือการปฏิบัติหน้าที่ที่ถูกต้องสำหรับสิ่งที่มีชีวิตนั้น

คงจะไม่เหลือวิสัยที่ท่านจะเข้าใจ ธรรมะหรือพระธรรมในลักษณะอย่างนี้ ว่ามันเป็นสิ่งที่คู่กันกับชีวิต พอขาดธรรมะแล้วจะต้องตาย คือไม่ทำหน้าที่แสวงหาอาหาร ไม่บริโภคอาหาร ไม่บริหารร่างกาย มันก็ตายเท่านั้น นี่คือคู่ชีวิตที่แท้จริงยิ่งกว่าคู่ชีวิตที่เราเรียกกันอย่างไหนๆหมด แล้วดูอีกทีก็ต้องดูให้เห็นว่าเราก็มีธรรมะเป็นคู่ชีวิต ภรรยาหรือสามีของเรา เขาก็ต้องมีธรรมะเป็นคู่ชีวิต สามีภรรยาเป็นคู่ชีวิตแก่กันและกันนั้น ดูมันยังเป็นเรื่องไม่จริง ภรรยาก็ต้องมีธรรมะเป็นคู่ชีวิต สามีก็ต้องมีธรรมะเป็นคู่ชีวิต แล้วภรรยาสามีคู่นั้นจะไม่รู้จักทะเลาะวิวาทกันเลย จะไม่รู้จักหย่ากันเลย ลูกก็ต้องมีธรรมะเป็นคู่ชีวิต,คนใช้ก็ต้องมีธรรมะเป็นคู่ชีวิต,นายจ้างก็ต้องมีธรรมะเป็นคู่ชีวิต,ลูกจ้างก็ต้องมีธรรมะเป็นคู่ชีวิต แล้วก็จะไม่มีวันกระทบกระทั่ง ทำให้เดือดร้อนเลย มีธรรมะเป็นคู่ชีวิตคือมีหน้าที่ที่ถูกต้อง เมื่อพูดถึงหน้าที่ก็ต้องหมายถึงหน้าที่ที่ถูกต้อง ไม่ใช่หน้าที่ที่ผิด เช่น โจรขโมยเพราะว่าเขามีหน้าที่ขโมย หน้าที่อย่างนั้นไม่ใช่ธรรมะ หน้าที่จะเป็นตัวธรรมะนั้นคือถูกต้องสำหรับสิ่งมีชีวิตแล้วนำไปสู่ความรอดอย่างที่กล่าวแล้ว แล้วเป็นความรอดของทุกคนที่เกี่ยวข้องกัน เพราะว่าเราจะอยู่คนเดียวในโลกไม่ได้ ให้คอยนึกถึงไว้บ้างไม่เสียหลาย

ถ้าสมมติว่าเขาจะยกโลกทั้งหมดนี้ให้เรา แล้วให้เราอยู่คนเดียว เราก็ไม่อาจจะอยู่ได้ เราจึงต้องอยู่กันมากๆ ฉะนั้นเราจึงจะต้องมีความสุขด้วยกัน จึงจะอยู่ด้วยกันได้ จะมีความสุขอยู่คนเดียวมันก็ไม่ได้ เพราะฉะนั้นสิ่งที่จะทำให้มีความสุขอยู่ด้วยกันได้ทุกคนนั้นก็คือสิ่งที่เรียกว่าธรรมะ อาตมาจะพูดว่าธรรมะหรือธรรมเฉยๆก็ขอให้เข้าใจว่าเป็นคำเดียวกัน ถ้าเราพูดว่าธรรมมันไปตรงกับคำว่า ทอ สระ อำ(ทำ) เป็นกริยากระทำไปเสีย พูดอย่างภาษาบาลี “ธรรมะ”มันไปสับกับอะไรไม่ได้ ฉะนั้นธรรมะคือหน้าที่ หน้าที่คือธรรมะ ทีนี้ก็มาพิจารณากันดูว่าสิ่งที่เรียกว่าหน้าที่นั้น มันคืออะไร มันประเสริฐ มันวิเศษ มันสูงสุด มันมีเกียรติยศอย่างสูงศักดิ์อย่างเท่าไร นี่ก็ต้องดูกันไปก่อน บางคนเข้าใจครึ่งเดียว รู้ว่าหน้าที่คือสิ่งที่จำเป็นจะต้องทำ เพราะไม่ทำก็ไม่มีอะไรจะกินอย่างนี้ มันก็รู้เท่านั้น อย่างนี้มันน้อยมากหรืออาจจะสู้สัตว์เดียรฉานไม่ได้ก็ได้ ถ้ารู้เพียงเท่านั้น หน้าที่นี้ต้องทำให้รอดให้อยู่สบายแล้วเจริญยิ่งๆขึ้นไปจนถึงสูงสุดที่มนุษย์จะเป็นได้จะมีได้ จะเรียกว่ามาจากใครก็ตาม ถ้าตามพระพุทธศาสนาก็คือว่ามาจากธรรมชาติ เป็นกฎของธรรมชาติ ธรรมะนี้เป็นตัวธรรมชาติ เป็นกฎตัวของธรรมะชาติ เป็นหน้าที่ตามกฎธรรมชาติ แล้วก็เป็นผลออกมาจากการทำหน้าที่นั้นๆด้วย นี่คือตัวธรรมะ เมื่อเราปฏิบัติถูกต้องตามกฎของธรรมชาติ ก็มีผลออกมาให้อยู่เป็นสุข แล้วยังให้เจริญยิ่งๆขึ้นไปจนถึงยอดมนุษย์ ซึ่งแล้วแต่ใครจะเรียก จะเรียกว่าพระอรหันต์ หรือจะเรียกว่าอะไรสุดแท้แต่

ธรรมะตามธรรมชาติมีให้มากถึงอย่างนั้น เราก็มักจะเอาไปแต่เพียงว่ารอดตัวไปวันๆหนึ่ง ไม่คิดว่าจะดียิ่งๆขึ้นไปจนถึงกับเป็นพระอรหันต์ ก็ได้เหมือนกัน แต่ขอให้มองดูในข้อที่ว่า ถ้าปราศจากธรรมะแล้วชีวิตมันก็สิ้นสุดลงทันที ธรรมะคือหน้าที่ หน้าที่คือการงาน ในภาษาไทยเรารู้กันอยู่ทุกคนแล้วว่า การงานคือหน้าที่ หน้าที่คือการงาน ทั้งการงานทั้งหน้าที่คือสิ่งที่เรียกในภาษาบาลีว่า ธรรมะ หรือธรรมเฉยๆในภาษาไทย ล้วนเป็นสิ่งที่คู่กันอยู่กับชีวิต ถ้าขาดสิ่งนี้ชีวิตก็ดับ ถ้าไม่กินข้าว ไม่หายใจ ไม่อาบน้ำซึ่งเป็นหน้าที่ มันก็ต้องตายทั้งนั้นละ ธรรมะคือการทำหน้าที่ถูกต้องตากกฎเกณฑ์ของธรรมชาติเกี่ยวกับสิ่งที่มีชีวิต จำเป็นอย่างนี้


หน้าถัดไป (หน้า 2) >>>
*หมายเหตุ งานเขียนชิ้นนี้ ได้รับการคุ้มครองสิทธิตามพระราชบัญญัติคุ้มครองสิทธิทางปัญญา โดยลิขสิทธิเป็นของผู้เขียน ที่ให้เกียรตินำเผยแพร่ผ่าน วิชาการ.คอม เรามีความยินดีและอนุญาตให้ทำซ้ำหรือเผยแพร่ต่อเพื่อประโยชน์ทางการศึกษาเท่านั้น กรุณาให้เกียรติผู้เขียน โดยอ้างชื่อผู้เขียนและ วิชาการ.คอม (www.vcharkarn.com) ทุกครั้งที่ทำการเผยแพร่ต่อ ห้ามนำส่วนหนึ่งส่วนใดไปเผยแพร่ต่อในสื่อที่เอื้อประโยชน์ทางธุรกิจก่อนได้รับอนุญาต ขอขอบคุณที่ร่วมกันช่วยสร้างให้สังคมไทยเป็นสังคมแห่งปัญญา



ยังไม่มีความเห็นเพิ่มเติม

กรุณา login เพื่อ comment งานเขียนนี้

???? สมัครสมาชิก ฟรี ตลอดชีพ


พุทธทาสภิกขุ
(พุทธทาสภิกขุ)

ผู้ชมข้อมูลนี้แล้ว 9,250 ครั้ง
เป็นสมาชิก: นานกว่า 1 ปี
แบ่งปันความรู้ 0 ครั้ง
ได้รับดาว 153 ดวง

โหวตเพิ่มดาว


บทความอื่น

วิชาการ.คอม ขอแนะนำงานเขียนชิ้นนี้ ความสุขแท้มีอยู่แต่ในงาน [17,258]
?????? 0 ?????? ?? ??????????????????

บทความแนะนำ

การเกิด สึนามิ [520,342]
GMO พันธุวิศวกรรมศาสตร์ นางฟ้า หรือ ซาตาน [371,611]

Blog แนะนำ

วิชาการ.คอม ขอแนะนำงานเขียนชิ้นนี้ นำชัย ชวนคิด ฝัน และสรรค์สร้างสังคมไทย ด้วยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และธรรม [280,454]
Global Warming { English } [116,769]

Hot Links

คลังข้อสอบ | ข่าววิชาการ
เล่นกล/เกม | อ่านนิยาย
ข่าวทุนการศึกษา | ลิงค์

ขอบคุณผู้สนับสนุน

Google
 
ติดต่อลงโฆษณา :   คุณอันนา 081 4965363
สำนักงาน :   02 2015735
อีเมล์ :   
Copyright© 2000-2007, Vcharkarn.Com. All rights reserved.
คลิ๊กเพื่อดูสถิติ
รับรองและสนับสนุนโดย

สสวท.

มูลนิธิ พสวท.

พสวท.