 |
<script language="JavaScript" src="http://www.vcharkarn.com/javafeed/article/17894" type="text/javascript"></script> |
|
ความสุขแท้มีอยู่แต่ในงาน
จุดตั้งต้นที่ดี หรือเป็นนิมิตหมายที่ดีว่าเราจะมีความเข้าใจต่อธรรมะโดยถูกต้องและยิ่งขึ้นหรือถึงที่สุด ถ้าเรารู้จักความหมายของคำว่าธรรมะแล้ว เราจะรู้ว่า ธรรมะนั่นแหละเป็นชื่ออีกชื่อหนึ่งของคำว่างาน หรือหน้าที่
post ครั้งแรก: Thu 1 March 2007, 1:20 pm ปรับปรุงล่าสุด: Thu 5 April 2007, 5:21 pm
|
หน้าที่ 2 - ความหมายของคำว่าความสุข
ทีนี้จะดูถึงความประเสริฐที่สุดของสิ่งนี้ จากคำที่ว่าถ้ามีมีสิ่งนี้มันก็ตายสิ ถ้าเราไม่ทำหน้าที่ ไม่มีธรรมะนี้เราก็ตาย หรือว่าถ้าเราอยากจะมีความสุข เราก็ต้องทำหน้าที่ให้ถูกต้องตามเรื่องของความสุข ก็คือมีธรรมะประเภทที่ให้มีความสุข เป็นกฎเกณฑ์ตายตัวของธรรมชาติ ก็เรียกว่า กฎอิทัปปัจจยตา คำนี้คงเคยได้ยิน หรือได้ยินแล้วฟังไม่รู้เรื่อง หรือจะรำคาญมากกว่า แต่ขอให้รู้ไว้ว่าคำว่า อิทัปปัจจยตานั้น เป็นกฎวิทยาศาสตร์ของธรรมชาติ ที่เป็นหัวใจของพุทธศาสนา พุทธศาสนาเป็นศาสนาอย่างวิทยาศาสตร์ก็เพราะว่ามีเรื่องนี้ เรื่องอิทัปปัจจยตา มีใจความว่าเพราะมีสิ่งนี้เป็นต้นเหตุเป็นปัจจัย สิ่งนี้จึงเกิดขึ้น เพราะมีต้นเหตุเป็นปัจจัย สิ่งนี้จึงเกิดขึ้น ว่าไปทั้งวันก็ไม่มีจบหรอก ไม่ได้ถือว่าพระเจ้าสร้าง หรือไม่ได้ถือว่าอะไร นอกไปจากว่าเหตุปัจจัยของมันเองมีอยู่ แล้วสิ่งนี้ก็เกิดขึ้น เราไม่ต้องไปรู้ถึงต้นตอว่าเหตุปัจจัยสุดท้ายมากจากอะไร เรารู้แต่ว่าเราทำอย่างนี้แล้วเราได้รับผลก็พอแล้ว ซึ่งวิทยาศาสตร์เองมันก็ไม่ได้รู้ ไม่รู้หลายๆอย่าง แต่มันก็ใช้สิ่งเหล่านั้นให้เป็นประโยชน์ได้ เช่น เรื่องปรมาณูอย่างนี้ เรื่องอะตอม ถ้าคิดจากทฤษฎีเก่าๆว่าอะตอมเป็นคลื่นหรือเป็นความไหล ทฤษฏีหลังๆ ทฤษฏีแฟนทอมว่าเป็นอนุภาค เป็นพาทิเคิล มันแย้งกันอยู่อย่างนี้ ไม่มีนักวิทยาศาสตร์กลุ่มไหนจะตัดสินให้เด็ดขาดได้ แต่นักวิทยาศาสตร์ทุกทั่วก็ใช้ปรมาณูให้เป็นประโยชน์ได้ เอามาทำลูกระเบิดก็ได้ เอามาทำพลังงานก็ได้ ไม่ได้รู้ถึงที่สุดว่าอะตอมนั้นคืออะไร มันกำลังค้นคว้าอยู่ แต่ก็เอาอะตอมนั้นมาให้ประโยชน์ได้เหลือประมาณ
เราอย่าไปรู้ถึงต้นตอที่เราไม่อาจจะรู้ได้ เรารู้แต่ว่าเดี๋ยวนี้เรามีหน้าที่ที่จะต้องปฏิบัติอย่างไร แล้วจึงจะไม่มีความทุกข์ แล้วเราจะอยู่ด้วยความสุข มันก็พอแล้ว จงรู้จักหน้าที่ที่สิ่งมีชีวิตจะต้องทำ แล้วชีวิตนั้นจะรอดอยู่ได้ ถ้าเราเป็นชาวนา เราก็ทำนา เมื่อทำนานั่นคือประพฤติธรรมะหรือหน้าที่ของชาวนา เมื่อทำสวนก็ประพฤติหน้าที่ของชาวสวน มีธรรมะของชาวสวน เมื่อเป็นพ่อค้าต้องทำค้าขายก็มีการค้าขายที่ทำอยู่นั่นล่ะเป็นธรรมะของคนค้าขาย เมื่อเป็นข้าราชการ การทำราชการโดยถูกต้องอยู่นั่นล่ะเป็นธรรมะหรือเป็นหน้าที่ของราชการ เป็นลูกจ้างเป็นกรรมกร เมื่อทำหน้าที่ของลูกจ้างของกรรมกรนั่นล่ะเป็นธรรมะของกรรมกร แม้ว่าจะถึงขนาดถีบสามล้อ แจวเรือจ้าง กวาดถนน ล้างท่อ มันก็เป็นธรรมะอยู่นั่นเอง เป็นธรรมะที่มีเกียรติเท่ากันกับที่ว่า ใครมันจะเป็นรัฐมนตรี ประธานาธิบดีอะไรก็ตามใจ ถ้าใครทำหน้าที่ของตนแล้ว เรียกว่ามีธรรมะ ธรรมะนี้มีความหมายเสมอกัน แม้ที่สุดแต่ว่าจะเป็นคนขอทาน มานั่งขอทานอยู่อย่างถูกต้องก็มีธรรมะของคนขอทาน ธรรมะทำให้คนขอทานพ้นจากสภาพคนขอทานได้ในเวลาอันควร นี่ดูให้เห็นว่าธรรมะเป็นคู่กันกับชีวิต ปราศจากธรรมะ คือไม่มีหน้าที่แล้ว ชีวิตมันก็อยู่ไม่ได้ เราก็ควรจะพอใจ ให้เกียรติ บูชาสรรเสริญสิ่งที่เรียกว่าหน้าที่ สิ่งที่เรียกว่าหน้าที่ในภาษาไทย เรียกว่า ธรรมหรือธรรมะในภาษาบาลี ถ้าผู้ใดมองเห็นอย่างนี้ผู้นั้นจะชอบธรรมะในฐานะเป็นสิ่งสูงสุด คืออำนวยชีวิต และช่วยให้ไปถึงที่สุดที่ชีวิตมันจะเป็นไปได้ ช่วยให้มันรอดตาย เขาก็พอใจว่าได้ปฏิบัติธรรมะ พอใจและเป็นสุข เรื่องความสุขนี้ควรจะเห็นเด่นชัดว่ามันต้องมาจากความพอใจ ถ้าไม่มีความพอใจจะไม่มีความสุข ถ้าพอใจในสิ่งเลวสิ่งผิด ความสุขนั้นก็เลวและผิด ถ้าพอใจในสิ่งที่ถูกและที่ดี ความสุขนั้นก็ถูกและดี เดี๋ยวนี้เราพอใจในสิ่งที่เรียกว่าหน้าที่บริสุทธิ์ คือธรรมะ ถ้าเราพอใจดีพอใจ ถูกต้อง พอใจบริสุทธิ์ ความพอใจอย่างนี้ก็ทำให้เกิดความสุขที่บริสุทธิ์ที่ถูกต้อง เราเลยมีความสุข
ถ้าไม่มีความพอใจในหน้าที่แล้วไม่มีความสุข ทายอย่างนี้เลยว่า ถ้าไม่พอใจในสิ่งใดเลยก็จะไม่มีความสุขเลย พอใจในสิ่งเลวก็เป็นความสุขหลอก พอใจในสิ่งถูกต้องแท้จริง ก็เป็นความสุขแท้จริง นี่เรา เมื่อได้ทำหน้าที่ที่ถูกต้องที่แท้จริงก็มีความพอใจ ในขณะที่ธรรมนั่นล่ะจึงจะเรียกว่าถูกต้องตามเรื่องของความจริง เมื่อทำงานในหน้าที่อยู่ จิตรู้สึกว่านี้ถูกต้องแล้ว นี้ตามกฎของธรรมชาติ ถ้าถือพระเจ้าก็ว่าถูกต้องตามความประสงค์ของพระเจ้า ก็พอใจและมีความสุขเมื่อกำลังทำงานอยู่ ไม่ใช่ว่าทำงานแล้วได้เงินแล้ว ไปอาบอบนวด ไปสำมะเลเทเมา ไปตามอารมณ์แล้วมีความสุข ไปแล้วมันก็ผิด คือมันทำหน้าที่ผิด มันก็ได้ความสุขอย่างหลอก อย่างหลอกลวง สิ่งเหล่านั้นเป็นเพียงความเพลิดเพลินที่หลอกลวง ไม่ใช่ความสุขที่แท้จริง เพราะเราพูดไม่ได้ว่าการไปเที่ยวสถานเริงรมย์ กามารมณ์นั่นเป็นหน้าที่ที่ถูกต้องตามธรรมชาติ มันพูดไม่ได้ แล้วมันก็จริงอย่างนั้นด้วย แต่ถ้าเรารู้สึกอยู่เมื่อกำลังทำหน้าที่ ว่ามันถูกต้องตามกฎของธรรมชาติเป็นธรรมะแท้จริงแล้วก็พอใจ แล้วพอใจตัวเองผู้ทำหน้าที่ พอใจว่ามีความถูกต้อง พอใจว่าเกี่ยวข้องกับสิ่งสูงสุด ก็เป็นความสุข เป็นเหตุให้ยกมือไหว้ตัวเองได้ เมื่อใดยกมือไหว้ตัวเองได้ เมื่อนั้นเป็นสวรรค์ ท่านผู้ใดจะถือลัทธิศาสนาใดก็ตามใจ อาตมาท้าว่า เมื่อใดทำอะไรจนยกมือไหว้ตัวเองได้ เมื่อนั้นเป็นสวรรค์ เมื่อใดมันไม่มีอะไรดี มันเกลียดน้ำหน้าตัวเอง เมื่อนั้นมันเป็นนรก นึกแล้วเกลียดชังตัว เมื่อนั้นเป็นนรกที่นั่นและเวลานั้น ไม่ต้องรอตอนตายแล้ว ดังนั้นจงพยายามมองให้เห็นจนพอใจในตัวเอง ยกมือไหว้ตัวเองได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการทำหน้าที่ของเรา เรามีหน้าที่อย่างไร เราก็ทำตรง ถูกต้อง เต็มที่ เรียกว่าประพฤติธรรมะถูกต้อง เต็มที่ แล้วพอใจว่าได้ประพฤติธรรมะ แล้วมีความสุขที่ตรงนั้น เมื่อกำลังทำงานอยู่ ถ้าเขาไถนาอยู่ ก็มีความสุขเมื่อกำลังว่าไถนาอยู่ แล้วแต่ว่าเขาจะมีอาชีพอะไร งานในหน้าที่นั้นมีอย่างไร เรากำลังทำงานนั้นอยู่แล้วพอใจว่านี่คือการปฏิบัติธรรมะ การทำงานคือการปฏิบัติธรรม แล้วก็พอใจ แล้วก็เป็นสุขได้ที่ตรงนั้นเวลานั้น ด้วยการกระทำอย่างนั้น ไม่ต้องเลิกงานไปสถานเริงรมย์ แล้วคิดว่าไปหาความสุข ที่สถานเริงรมย์ไม่มีความสุข มีแต่ความเพลิดเพลินที่หลอกลวง แล้วต้องจ่ายเงินมากด้วย เพื่อให้ได้ความเพลิดเพลินที่หลอกลวง แล้วคิดว่ามีความสุข เงินเดือนไม่พอใช้ ต้องคดโกง คอรัปชั่นกันเพราะเหตุนี้ล่ะ คือไปหลงเอาความเพลิดเพลินนั้นว่าเป็นความสุข
ความสุขที่แท้จริงนั้นหาได้เมื่อกำลังทำงานอยู่อย่างถูกต้อง ไม่ต้องจ่ายเงินเพื่อความสุขอันแท้จริงแม้แต่สตางค์เดียว นี่หลายคนคงจะไม่เชื่อ ไม่เชื่อก็ไม่เป็นไรขอให้เอาไปคิดดู ว่าไอ้ความสุขที่แท้จริงนั้นไม่ต้องจ่ายเงินแม้แต่สตางค์เดียว ขอแต่ให้มีสติปัญญารู้ว่าธรรมะคือหน้าที่ หน้าที่คือธรรมะ เป็นสิ่งที่ดีที่สุด ประเสริฐที่สุด มีเกียรติที่สุดของมนุษย์เรา ได้ทำแล้วก็พอใจ ความพอใจนั้นเป็นความสุข เป็นความสุขที่แท้จริง คือบริสุทธิ์ สะอาด ไม่ต้องใช้เงินเลยสำหรับความสุข แล้วก็ได้เมื่อกำลังทำงาน ได้เพียงพอเมื่อกำลังทำงาน ส่วนที่จะเอาเงินที่เป็นผลงานไปซื้อหาความสุขนั้นไม่มี มีแต่ไปซื้อหาความเพลิดเพลินที่หลอกลวง แล้วก็แพงด้วย จ่ายเงินจนหมดก็ไม่ได้ความสุขที่แท้จริง ได้แต่ความสุขที่หลอกลวง ถ้าท่านเชื่อคำตรัสของพระพุทธเจ้า ก็มีเล่ามีมาบอกให้ฟังว่า พระองค์ตรัสว่า นิพพานนั้นให้เปล่า นิพพานคือความสุขในระดับสูงสุดของมนุษย์นั้นเป็นสิ่งที่ให้เปล่า ไม่คิดสตางค์ไม่ต้องเสียสตางค์ ให้เปล่ากันเลย ให้ฟรี นี่หมายความว่าความสุขที่แท้จริงนั้นมีมาจากความพอใจ ว่าเราได้ทำสิ่งถูกต้องแก่ความเป็นมนุษย์ของเรา อย่างที่ได้ว่ามาแล้ว รู้ว่าหน้าที่ของมนุษย์มีอย่างนี้ คือธรรมะ ได้ทำแล้วก็พอใจ พอใจแล้วก็มีความสุขในความพอใจถึงขีดสุด แต่ว่าคนบางคนทำไม่ได้ เพราะเหตุไร เพราะเหตุว่าจิตใจของเขาต่ำเกินไป ไม่มีความรู้ในเรื่องนี้ ไม่มีความรู้ว่าหน้าที่นั่นล่ะคือธรรมะ หน้าที่นั่นล่ะคือพระธรรม การงานนั่นล่ะคือพระธรรม เขาไม่รู้เพราะงั้นเขาก็ไม่พอใจ เขาก็ไม่ได้รับความสุขสูงสุดที่ให้ฟรีให้เปล่า แล้วเอาเงินไปซื้อความหลอกลวงที่แพงๆ แล้วเอาเงินไปให้เขาให้อีกตามเคย นี่ถ้าเห็นว่า หน้าที่เป็นธรรมะบริสุทธิ์ เราได้ประกอบธรรมะอันบริสุทธิ์ เป็นสิ่งที่ประเสริฐที่สุด ที่ทำได้ไม่ง่าย แต่เราก็ทำได้ แล้วเราก็พอใจ แล้วเราก็ยกมือไหว้ตัวเอง นี่ขอให้ไปทดสอบดูว่า ใครยกมือไหว้ตัวเองได้บ้าง และใครเคยยกมือไหว้ตัวเองมาแล้ว ว่าเราได้มีความดีถึงที่สุด ถ้ายังไม่เคยก็ขอให้ไปทดสอบดู สอบสวนดู ตั้งข้อสังเกตดู ว่าวันนี้ทั้งวันเราได้ทำอะไรดีที่สุดสำหรับความเป็นมนุษย์ของเรา แล้วเราก็ยกมือไหว้ตัวเองได้ ถ้าปฏิบัติอย่างนี้จะก้าวหน้าเร็วที่สุด พอค่ำลงก่อนนอนทดสอบดูว่า วันนี้ได้ทำอะไรควรแก่การให้ยกมือไหว้ตัวเองได้บ้าง ถ้ามีก็ยกมือไหว้ตัวเอง ถ้าตามธรรมดาคนเขาก่อนจะนอน เขาก็ไหว้พระพุทธ ไว้พระธรรม ไหว้พระสงฆ์ ไหว้บิดามาดา คุณครูบาอาจารย์ แล้วเราแถมเข้าไปอีกข้อหนึ่งคือว่าไหว้ตัวเองได้ เพราะตลอดวันนี้ได้ทำอะไรที่ดีที่ถูกต้องจนยกมือไหว้ตัวเองได้ แล้วก็มีความพอใจ มีความสุข หลับสนิท ไม่กระวนกระวาย ไม่ฝันร้าย ไม่รบกวนด้วยความฝันเลอะเทอะ ซึ่งทำลายความสงบสุขในการพักผ่อน ในการนอน ยกมือไหว้ตัวเองได้ที่ไหนเป็นสวรรค์ที่นั่น เมื่อนั้น นี่สวรรค์ที่แท้จริง
เราไม้ต้องยกเลิกสวรรค์ที่เขาพูดกันว่าอยู่บนฟ้าตายแล้วจึงจะไปถึง ไม่ต้องยกเลิก ไว้อย่างนั้นล่ะ แต่ถ้าเรามีสวรรค์ที่นี่ไหว้ตัวเองได้ด้วยความพอใจอยู่ที่นี่แล้ว ไม่ต้องกลัวตายแล้วก็ต้องไปสวรรค์ที่มันจะมีอยู่ ถ้ามันมีอยู่กี่อย่างๆก็ไปสวรรค์ ตายแล้วก็ไปสวรรค์ ขอให้มีสวรรค์ที่นี่คือยกมือไหว้ตัวเองได้กันที่นี่อยู่ตลอดเวลา อย่าให้ตกนรกที่นี่ คือมองดูการกระทำของตัวเองแล้วเกลียดชังตัวเอง นี่มันตกนรกที่นี่แล้ว อย่างนี้ไม้ต้องสงสัยถึงตายไปก็ต้องไปตกนรกที่ข้างหน้า ที่โลกหน้า ที่อยู่ให้ดินใต้บาดาล อะไรต่อไปอีกละ เรื่องนรกหรือว่าเรื่องสวรรค์หลังจากตายแล้วมันควบคุมได้ ด้วยนรกหรือสวรรค์ที่นี่ ที่ปัจจุบันนี้ อย่าตกนรกที่นี่ที่ปัจจุบันนี้ ตายแล้วไม่ตกนรกชนิดไหน ได้สวรรค์ที่นี่เดี๋ยวนี้แล้ว ตายแล้วก็ได้สวรรค์ทุกอย่างที่ควรจะได้หรือที่มีอยู่ จึงขอให้ทุกคนมีการกระทำที่ยกมือไหว้ตัวเองได้ โดยมองเห็นอยู่ว่ามันมีอยู่ในการกระทำหน้าที่ เมื่อใดมีการทำหน้าที่ถูกต้อง ก็พอใจว่ามีธรรมะสูงสุด พอใจยกมือไหว้ตัวเองได้ นี่คือความหมายคำว่า ความสุขที่แท้ มันมีอยู่ในการงาน ท่านต้องสังเกตดูให้ดีๆนะ ความสุขนะ แล้วก็ ที่แท้นะ มันมีอยู่ในการงาน ไอ้สิ่งที่เราจะต้องพิจารณาก็มีอยู่สองคำ คือว่า ความสุขที่แท้ กับคำว่า การงาน ตามสถานเริงรมย์ไม่มีความสุขที่แท้ มีแต่ความเพลิดเพลินที่หลอกลวงนั่นไม่ต้องพูดถึง ความสุขที่แท้นั่น มันให้ความเยือกเย็นตามความหมายของคำว่านิพพาน ความสุขที่แท้นั่น มันไม่กัดเจ้าของ ความเพลิดเพลินที่หลอกลวงนั่น กัดเจ้าของเจ็บปวดรวดร้าว มีเรื่องมีราวมากมาย จนกระทั่งฆ่าตัวตาย หรือฆ่าคนอื่นตาย นั่นมันเป็นความเพลิดเพลินที่หลอกลวง เดี๋ยวนี้เราพูดถึงความสุขที่แท้ ที่ไม่กัดเจ้าของเลย ทำให้เจ้าของมีความสุข ความเยือกเย็น ตามความหมายของคำว่าความสุข
*หมายเหตุ
งานเขียนชิ้นนี้ ได้รับการคุ้มครองสิทธิตามพระราชบัญญัติคุ้มครองสิทธิทางปัญญา โดยลิขสิทธิเป็นของผู้เขียน ที่ให้เกียรตินำเผยแพร่ผ่าน วิชาการ.คอม เรามีความยินดีและอนุญาตให้ทำซ้ำหรือเผยแพร่ต่อเพื่อประโยชน์ทางการศึกษาเท่านั้น กรุณาให้เกียรติผู้เขียน โดยอ้างชื่อผู้เขียนและ วิชาการ.คอม (www.vcharkarn.com) ทุกครั้งที่ทำการเผยแพร่ต่อ ห้ามนำส่วนหนึ่งส่วนใดไปเผยแพร่ต่อในสื่อที่เอื้อประโยชน์ทางธุรกิจก่อนได้รับอนุญาต ขอขอบคุณที่ร่วมกันช่วยสร้างให้สังคมไทยเป็นสังคมแห่งปัญญา
ยังไม่มีความเห็นเพิ่มเติม