คุณยังไม่ได้ Log in | สมัครสมาชิก ฟรี
กลับหน้าแรก วิชาการ.คอม
<script language="JavaScript" src="http://www.vcharkarn.com/javafeed/article/17924" type="text/javascript"></script>
วิถีประชาธิปไตย หัวใจธรรมาภิบาล สืบสานการปฏิรูปการศึกษาไทย
“การพัฒนาบ้านเมืองให้เจริญยิ่งขึ้นไปนั้น ย่อมต้องพัฒนาบุคคลก่อน การที่จะพัฒนาบุคคลนั้นต้องด้วยปัจจัยประการเดียวคือการศึกษา” ( พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช, 2543 : 80 )
ผู้เขียน: ครู...ชิต ชมแล้ว: 4,231 ครั้ง
post ครั้งแรก: Mon 5 March 2007, 10:11 am ปรับปรุงล่าสุด: Sat 10 March 2007, 11:34 am

หน้าที่ 1 - วิถีประชาธิปไตย หัวใจธรรมาภิบาล(Good Governance)
“การพัฒนาบ้านเมืองให้เจริญยิ่งขึ้นไปนั้น ย่อมต้องพัฒนาบุคคลก่อน การที่จะพัฒนาบุคคลนั้นต้องด้วยปัจจัยประการเดียวคือการศึกษา” ( พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช, 2543 : 80 ) โดยที่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 ได้กำหนดนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ ในส่วนที่เกี่ยวกับการศึกษา ในมาตรา 81 ไว้ว่า " รัฐต้องจัดการศึกษาอบรมและสนับสนุนให้เอกชนจัดการศึกษาอบรมให้เกิดความรู้คู่คุณธรรม(คุณธรรมนำความรู้) จัดให้มีกฎหมายเกี่ยวกับการศึกษาแห่งชาติ ปรับปรุงให้สอดคล้องกับความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและสังคม สร้างเสริมความรู้และปลูกฝังจิตสำนึกที่ถูกต้องเกี่ยวกับการเมือง การปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข สนับสนุนการค้นคว้าวิจัยในศิลปวิทยาการต่างๆ เร่งรัดพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเพื่อการพัฒนาประเทศ พัฒนาวิชาชีพครูและส่งเสริมภูมิปัญญาท้องถิ่น ศิลปะและวัฒนธรรมของชาติ " จากสภาพสังคม และการดำรงชีวิตของคนเราในปัจจุบันมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ในขณะที่มนุษย์มีความต้องการขั้นพื้นฐานไม่สุดสิ้น คือ ความสุข ความสมบูรณ์ ทั้งวัตถุและจิตใจ ความต้องการดังกล่าวของมนุษย์ในขณะนี้ไม่เรียบง่ายเหมือนอดีต แต่กลับมีความยุ่งยากและซับซ้อนมากยิ่งขึ้น ทั้งสังคมและตัวมนุษย์เองมีการแข่งขัน แย่งชิง เอารัดเอาเปรียบในทุกๆ วิถีทาง ทำเพื่อตนเองมากขึ้น ละเลยสังคมและสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นบ่อเกิดแห่งความเห็นแก่ตัว นำไปสู่ปัญหาต่างๆ ของสังคม และผลกระทบจากการพัฒนาที่โลกก้าวเข้าสู่ยุค " โลกาภิวัตน์ " พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พุทธศักราช 2542 มาตรา 4 มาตรา 6 มาตรา 7 ว่าด้วยการศึกษาเป็นกระบวนการเรียนรู้เพื่อความเจริญงอกงามของบุคคลและสังคมโดยการ ถ่ายทอด ความรู้ การฝึก การอบรม การสืบสานทางวัฒนธรรม การสร้างสรรค์จรรโลงความก้าวหน้าทางวิชาการ การสร้างองค์ความรู้อันเกิดจากการจัดสภาพแวดล้อม สังคม การเรียนรู้และปัจจัยเกื้อหนุนให้บุคคลเรียนรู้อย่างต่อเนื่องตลอดชีวิตและการจัดการศึกษาต้องเป็นไปเพื่อพัฒนาคนไทยให้เป็นมนุษย์ที่ สมบูรณ์ทั้งร่างกาย จิตใจ สติปัญญา ความรู้ และคุณธรรม มีจริยธรรมและวัฒนธรรมในการดำรงชีวิต สามารถอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีความสุขภายใต้การเมืองการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข แผนการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ 2545 - 2559 เจตนารมณ์มุ่ง (1) พัฒนาชีวิตให้เป็น " มนถุษย์ที่สมบูรณ์ทั้งทางร่างกาย จิตใจ สติปัญญา ความรู้ และคุณธรรม มีจริยธรรมในการดำรงชีวิต สามารถอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีความสุข " และ (2) พัฒนาสังคมไยให้เป็นสังคมที่มีความเข้มแข็ง และมีดุลยภาพ 3 ด้าน คือ เป็นสังคมคุณภาพ สังคมแห่งภูมิปัญญาและการเรียนรู้ และสังคมสมานฉันท์และเอื้ออาทรต่อกัน นโยบายปฏิรูปการศึกษา ในปีงบประมาณ2550 ยึดคุณธรรมนำความรู้สร้างความตระหนัก สำนึกในคุณค่าของปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงความสมานฉันท์ สันติวิธี วิถีประชาธิปไตย พัฒนาคนโดยใช้คุณธรรมเป็นพื้นฐานของกระบวนการเรียนรู้ที่เชื่อมโยงความร่วมมือของสถาบันครอบครัว ชุมชน สถาบันทางศาสนา และสถาบันการศึกษาโดยมียุทธศาสตร์การศึกษาที่คุณธรรมนำความรู้คือการศึกษาต่างๆ มักเอาความรู้นำโดยไม่มีปัญญาตาม ความรู้ไม่มีพลังพอที่จะต้านทานอำนาจของความไม่ดีได้ความรู้จึงถูกนำไปใช้ในเรื่องไม่ดีต่างๆ หรือถูกบงการด้วยความไม่ดี สังคมและโลกจึงวิกฤต การพัฒนาควรจะใช้ความดีหรือคุณธรรมนำแล้วตามด้วยความรู้ ยุทธศาสตร์การศึกษาที่คุณธรรมนำความรู้จึงสำคัญยิ่ง หลักธรรมาภิบาล (Good Governance) เป็นพื้นฐานที่จะช่วยพัฒนาสังคมทั้งระบบให้มีคุณภาพและมีประสิทธิภาพโดยยึดถือหลัก 6 ประการ คือ ความซื่อสัตย์สุจริตความเปิดเผยโปร่งใส ความรับผิดชอบที่สามารถตรวจสอบได้ ความชอบธรรมและยุติธรรม(หลักนิติธรรม หลักคุณธรรม หลักความโปร่งใส หลักการมีส่วนร่วม หลักความรับผิดชอบ และ หลักความคุ้มค่า) ความมีคุณภาพและประสิทธิภาพรวมถึงความมีคุณธรรมจริยธรรมสามารถนำหลักดังกล่าวมาปรับใช้ เพื่อเป็นแนวทางนำพาสังคมก้าวไปสู่ความสำเร็จพร้อมๆ กัน เมื่อมนุษย์และสังคมมีการเปลี่ยนแปลงในทิศทางที่น่าที่น่าวิตก การนำวิถีประชาธิปไตย หัวใจธรรมาภิบาลมาประยุกต์ใช้ ในสถานศึกษา ชุมชน สังคม สังคมไทย ซึ่งสังคมไทยที่พึงปรารถนาในอนาคตคือ สังคมที่มีความสงบสุข เป็นสังคมที่มีความสุข เป็นสังคมที่มีสมรรถภาพ มีความยุติธรรม มีความเมตตากรุณา มีครอบครัวที่อบอุ่น มีชุมชนที่เข้มแข็ง และมีหลักศาสนา วิถีประชาธิปไตย หลักธรรมมาภิบาลเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวในการดำรงชีวิตของคนในสังคมไทยเพื่อให้ประเทศไทยมีความเป็นไทอยู่ตลอดไป

....สืบเนื่องจากการที่รัฐบาลได้มีการปฏิรูประบบราชการเพื่อบริการประชาชน ก็ด้วยการสร้างระบบบริหารกิจการบ้านเมืองและสังคมที่ดี พ.ศ. 2542 ขึ้น เพื่อให้ทุกกระทรวง ทบวง กรม และส่วนราชการถือปฏิบัติ ซึ่งเรียกกันโดยทั่วไปว่า " ธรรมาภิบาล" มาบูรณาการในการบริหารและจัดการศึกษาเพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับโรงเรียน ด้วยหลักการ ได้แก่
1. หลักนิติธรรม
2. หลักคุณธรรม
3. หลักความโปร่งใส
4. หลักการมีส่วนร่วม
5. หลักความรับผิดชอบ
6. หลักความคุ้มค่า
ในการจัดการศึกษายึดหลักธรรมาภิบาลบูรณาการสอดคล้องกับกฎหมายการศึกษา พ.ศ. 2542 แผนการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2545-2559 เพื่อเป็นเครื่องมือในการดำเนินงานจัดการศึกษาให้เป็นไปตามกฎหมายการศึกษา พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 หมวดที่ 1 บททั่วไป ความมุ่งหมายและหลักการ มาตรา 6 การจัดการศึกษาต้องเป็นไปเพื่อพัฒนาคนไทยให้เป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ ทั้ง ร่างกาย จิตใจ สติปัญญา ความรู้ และคุณธรรม มีจริยธรรมและวัฒนธรรมในการดำรงชีวิต สามารถอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีความสุข มาตรา 6 นี้ ถือเป็นหัวใจของการจัดการศึกษาเพื่อให้เป็นไปตามความมุ่งหมาย คือ การพัฒนาคนให้มีคุณภาพสูงขึ้นนั้นเอง โดย หมวด 4 ว่าด้วยแนวการจัดการศึกษา ถือว่าสำคัญที่สุด มาตรา 22 การจัดการศึกษาต้องยึดหลักการว่าผู้เรียนทุกคนมีความสามารถเรียนรู้และพัฒนาตนเองได้ และถือว่าผู้เรียนสำคัญที่สุดกระบวนการจัดการศึกษาต้องส่งเสริมให้ผู้เรียนสามารถพัฒนาตามธรรมชาติและเต็มตามศักยภาพ จากหลักธรรมาภิบาล ทั้ง 6 ด้าน โดยเฉพาะด้านที่ 1 หลักนิติธรรม พระราชบัญญัติการศึกษา มาตรา 6 มาตรา 22 ถ้าหากต้องการการปฏิรูปการศึกษา ผู้เกี่ยวข้องทางการศึกษาโดยเฉพาะสถานศึกษา ควรยึดหลักให้เป็นไปตามกฎหมายตั้งแต่ ระดับมหภาค สอดคล้องเชื่อมโยง สู่ระดับจุลภาค ตั้งแต่ ธรรมนูญโรงเรียน แผนกลยุทธ์ แผนปฏิบัติการประจำปี โครงการ กิจกรรม ควรประกอบด้วยกรอบงาน 4 ด้าน คือ ด้านวิชาการ ด้านงบประมาณ ด้านบริหารงานบุคคล และด้านบริหารทั่วไป (อาจปรับและยึดหยุ่นได้) ดังนั้น หากสถานศึกษานำหลักนิติธรรม หลักธรรมาภิบาล มาประยุกต์ใช้ลงสู่ภาคปฏิบัติอย่างแท้จริงตามกรอบทิศทางแห่งกฎหมาย (หลักนิติธรรม) แน่นอนว่าเป็นการเปิดหนทางการปฏิรูปการศึกษาของไทยซึ่งจะสำเร็จตามความมุ่งหมายและเจตนารมณ์ คือ ผู้เรียน เป็นคนดี คนเก่ง และมีความสุขครับ

สำหรับหลักคุณธรรมนั้น ผู้เขียนใคร่เสนอความหมายของคำที่เกี่ยวข้องกับหลักธรรมเพื่อเชื่อมโยงกับคุณธรรม คือ
จริยศาสตร์ หมายถึง ความรู้ทางด้านความประพฤติ การกระทำ การปฏิบัติตนการละเว้นความชั่ว
จริยธรรม หมายถึง หลักคำสอน ว่าด้วยความประพฤติ ซึ่งจะกล่าวถึงเฉพาะสิ่งที่ดีงาม สิ่งที่เราควรประพฤติปฏิบัติโดยเอาแต่สิ่งที่ดีมาพูด
ศีลธรรม เป็นเรื่องของความประพฤติดีประพฤติชอบ โดยยึดหลักคำสอนเป็นเกณฑ์ในการปฏิบัติ
จริยศึกษา เป็นการศึกษาเพื่อให้เกิดความเข้าใจ และสามารถนำไปปฏิบัติได้
คุณธรรม หมายถึงคุณสมบัติทางกาย วาจาใจ ที่เป็นสุข เป็นฝ่ายดีอย่างเดียว ที่ทุกคนยกย่องสรรเสริญ ว่าดีถูกต้อง และควรแก่การที่ต้องเอาไปเป็นแบบอย่าง
จากประเด็นต่างที่กล่าวมานั้นสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน การทำงาน หรือการอยู่ในสังคมก็จะเป็นประโยชน์อย่างมหาศาลแก่ตนเอง สังคม ประเทศชาติ เช่น
1. ทำให้มนุษย์เข้าใจเรื่องของชีวิตได้
2. ทำให้มนุษย์รู้ถึงบาป บุญ โทษ
3. ทำให้มนุษย์ เข้าใจถึงผลที่เกิดจากการกระทำ
4. ทำให้มนุษย์มีความสุขจากการตัดกิเลส
5. ทำให้มนุษย์ไม่ยึดมั่นในขันธ์ 5
6. ทำให้คนพัฒนาตนเอง สนใจตนเอง
7. มนุษย์มีความรักความเมตตากรุณาซึ่งกันและกัน
8. ทำให้สังคมเกิดความเป็นระเบียบเรียบร้อย
9. นำความรู้ไปเป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม
10. ทำให้เกิดผลดีแก่สังคม ประเทศชาติเป็นส่วนรวม ทำให้คนมีระดับจิตใจที่สูงขึ้น
คุณธรรมมีความจำเป็นอย่างไร
บุคคลใดจะดีจะต้องมีคุณธรรม คนเกิดมานั้นเป็นผู้บริสุทธิ์เมื่อเติบโตมาพ่อแม่ย่อมปลูกฝังคุณธรรมให้ตั้งแต่เล็ก เช่น พูดจาไพเราะ ให้ความเมตตากรุณาต่อสัตว์ ให้เป็นผู้มีอัธยาศัยไมตรี ให้มีมารยาทเรียบร้อย เมื่อโตขึ้นมาก็ให้รู้จักระเบียบของสังคม เป็นผู้เพียบพร้อมไปด้วยความเป็นมนุษย์ทุกประการ นี้ก็คือ การพัฒนาบุคคลโดยใช้คุณธรรมเป็นสิ่งที่ช่วยพัฒนา เพื่อให้คนเหล่านั้นเป็นมนุษย์โดยสมบูรณ์ ถ้าหากสถานศึกษา ที่ทำงาน นำคุณธรรมไปประยุกต์ใช้ก็จะทำให้คนพัฒนา ใช้ระเบียบวินัย ประพฤติตนตามมาตรฐานที่สังคมกำหนด ซึ่งก็สอดคล้องกับนโยบายการปฏิรูปการศึกษา ในปีงบประมาณ 2550 ที่ยึดคุณธรรมนำความรู้ ดังนั้นหากมนุษย์มีการพัฒนาในเรื่องดังกล่าว การพัฒนาเรื่องอื่นๆ ย่อมจะง่ายแก่การพัฒนากลายเป็นทรัพยากรมนุษย์ที่มีคุณค่า เป็นกำลังหลักในการพัฒนาสังคม ประเทศไทยจะเป็นสังคมคุณธรรม สังคมแห่งความมั่งคั่งอย่างแน่นอน

............................การปฏิรูปการศึกษามุ่งปฏิรูป 4 ด้าน คือ.......................
1. ปฏิรูปด้านสถานศึกษา
2. ปฏิรูปครู
3. ปฏิรูปหลักสูตรการเรียนการสอน (เป็นจุดเน้น)
4. ปฏิรูประบบการบริหารการจัดการศึกษา

........................................การปฏิรูปกระบวนการเรียนรู้............................

การปฏิรูปกระบวนการเรียนรู้ เป็นการเปลี่ยนแนวคิด วิธีการในการจัดกระบวนการเรียนรู้ให้แก่ผู้เรียน เพื่อให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ที่แท้จริง ได้รับการพัฒนาอย่างเต็มศักยภาพ และเป็นบุคคลแห่งการเรียนรู้ที่ยั่งยืน

เหตุผลและความจำเป็น
1. ปฏิรูปการเรียนรู้เพื่อพัฒนาคุณภาพของคนไทย
2. ปฏิรูปกระบวนการเรียนรู้เพื่อเพิ่อมพูนความเข้มแข็งของสังคมไทย
3. ปฏิรูปกระบวนการเรียนรู้เพื่อให้สอดคล้องกับวัฒนธรรมการเรียนรู้ ในยุคโลกาภิวัฒน
4. ปฏิรูปกระบวนการเรียนรู้เพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการของผู้เรียน ครู ผู้ปกครอง และสังคมไทย
5. ปฏิรูปกระบวนการเรียนรู้ เพื่อให้สอดคล้องกับกฎหมาย

หลักการและแนวทางสำคัญการปฏิรูปการเรียนรู้
ในพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ ซึ่งประมวลสรุปเป็นหลักการสำคัญ ๆ ได้แก่
1. ผู้เรียนทุกคนมีความสามารถเรียนรู้ และพัฒนาตนเองได้
2. การเรียนรู้เกิดได้ทุกที่ ทุกเวลา และต่อเนื่องตลอดชีวิต
3. การเรียนรู้ ควรสนองความต้องการ และความแตกต่างของผู้เรียน
4. การเรียนรู้ ควรส่งเสริมให้ผู้เรียนพัฒนารอบด้าน อย่างสมดุล เป็นไปตามธรรมชาติ และเต็มตามศักยภาพ
5. ผู้เรียนควรได้เรียนอย่าง อย่างมีความหมาย บูรณาการสัมพันธ์กับชีวิตจริง และนำไปใช้ประโยชน์ได้
6. ผู้เรียนควรมีส่วนร่วมในการจัดการเรียนรู้ ได้ค้นคว้าหาความรู้ ได้คิด ได้ปฏิบัติจริง ได้สรุป หรือได้สร้างความรู้ด้วยตนเอง
7. ผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่าย มีส่วนในกระบวนการพัฒนาผู้เรียน
8. การวัดและประเมินผล เป็นไปตามสภาพคล่อง มุ่งประโยชน์ต่อการปรับปรุงพัฒนาผู้เรียนต่อเนื่อง

การปฏิรูปการเรียนรู้ นั้น หมายความว่า ผู้เรียนได้พัฒนาตนเองอย่างมีการเปลี่ยนแปลงให้มีคุณภาพสูงขึ้น

กระบวนการพัฒนาผู้เรียน คือ คุณภาพผู้เรียนสูงขึ้น --->เปลี่ยนความรู้สึกนึกคิดของผู้เรียนใฝ่ดี --->ได้ค่านิยมที่ดี ---> ได้เจตคติที่ดี ---> ได้พฤติกรรมที่พึงประสงค์ ---> คุณภาพผู้เรียนให้สูงขึ้นโดยเน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ ---> หลักสูตร ---> ผู้ขับเคลื่อนคือ ครู ---> กระบวนการเรียนการสอน ---> การวัดผลที่หลากหลาย ---> ปรับปรุง ---> ผู้เรียนมีคุณภาพ (ดี และ เก่ง )

การพัฒนาประเทศเป็นการเปลี่ยนแปลงประเทศไปในทางที่เจริญขึ้น ด้วยเหตุนี้ การปฏิรูปการศึกษาให้เป็นไปตามที่ต้องการ คือ คุณภาพผู้เรียนสูงขึ้น ดังนั้นการที่มนุษย์มี ความรู้สึกนึกคิด ที่ดีขึ้น เมื่อมีความรู้สึกนึกคิดที่ดี ก็จะเกิด ค่านิยมที่ดีงาม เมื่อมีค่านิยมที่ดีงาม ก็ส่งผลถึงการมี เจตคติที่ดีและใฝ่ดี ดังนั้นคนเรามีเจตคติที่ดีแล้ว พฤติกรรมต่างๆ ก็ย่อมแสดงออกปฏิบัติไปในทางที่พึงประสงค์ เพราะมีจิตที่ดีงาม ถ้าทุกคนปฏิบัติดี สังคมก็มีความสุขเกิดการพัฒนาการเปลี่ยนแปลงในทางเจริญขึ้นอย่างสมดุลระหว่างวัตถุและจิตใจ อีกอย่างมนุษย์ควรเป็นผู้บริโภคสิ่งที่ดีคือ บริโภคอย่างรู้กาละและเทศะหรือรู้จักคัดสรรว่าอันไหนไม่เหมาะหรือเหมาะกับตัวเอง เมื่อรู้จักคัดสรรสิ่งที่ดีๆให้กับตนเองแล้ว สิ่งที่เหลือก็คือสิ่งที่เหมาะกับตัวเอง ก็เป็นการสร้างเจตคติที่ดี เช่นมี แนวคิด ความเชื่อที่ดีงาม การแต่งกาย เหมาะสมเป็นต้น ซึ่งส่วนหนึ่งก็เกิดจากการบริโภคที่ผ่านการคัดสรร ผู้เขียนเองก็เกี่ยวข้องกับการศึกษา ดังนั้นการปฏิรูปการศึกษาอย่างต่อเนื่อง(การพัฒนาที่เปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดี) คือ การพัฒนาให้เกิด ผลสัมฤทธิ์ ทั้ง ปริมาณ และ คุณภาพ โดยเฉพาะ ด้านคุณภาพ (ในที่นี้ คือ การเป็น คนดี และ คนเก่ง) จะเรียกว่า เป็นการยกระดับคุณภาพผู้เรียนให้สูงขึ้น ก็โดยการ เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ พาหะที่จะนำพาไปสู่จุดมุ่งหมายก็คือ หลักสูตร ปรับปรุงหลักสูตรให้มีสาระสอดคล้องกับการดำรงชีวิตในสังคม สังคมโลก ซึ่งจะได้ผลอย่างไร ก็ขึ้นอยู่กับผู้ขับเคลื่อนในที่นี้คือ ครู ควรจัดการเรียนการสอน ปรับเปลี่ยนกระบวนการเรียนรู้ที่ยืดหยุ่นให้ผู้เรียนได้มีโอกาสได้เลือกเรียนในสิ่งที่สอดคล้องกับความสนใจ แสวงหาความรู้ รู้จักคิดวิเคราะห์ และการแก้ปัญหาด้วยตนเอง สุดท้ายจะได้ผลหรือไม่ ก็อยู่ที่ การวัดผลที่หลากหลาย ผลออกมาเป็นเช่นไร ก็นำข้อพกพร่อง ไป ปรับปรุง พัฒนา เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่พึงประสงค์ โดยเฉพาะพฤติกรรมที่พึงประสงค์นั้น มีสาเหตุหรือปัจจัย ก็คือ จิตใจ มุ่งพัฒนาจิตให้ยึดมั่นในวิถีประชาธิปไตย หัวใจธรรมาภิบาล ยึดมั่นในสันติสุข อยู่ในกรอบศิลธรรมของแต่ละศาสนา ผดุงความดีงามของจิตมนุษย์ให้สูงขึ้น หากจิตใจของมนุษย์ได้รับการพัฒนา ให้ คิดดี สำนึกดี มีค่านิยมที่ดี จนได้เป็นบุคคลที่มีเจตคติที่ดีทั้งต่อตนเอง และสังคมในทุกๆ ด้าน ทุกๆ ระดับ วันนั้น คนไทยจะมีชีวิตที่ ดี เก่ง และมีความสุข สังคมไทยจะได้รับการพัฒนาที่ยั่งยืนและอยู่ดีมีสุขของคนไทย

ดังนั้น หากต้องการปฏิรูปการศึกษาก็ต้องปฏิรูปกระบวนการเรียนรู้ คือการพัฒนาผู้เรียนให้มีคุณภาพเป็นไปตามเกณฑ์มาตรฐานที่หลักสูตรหรือมาตรฐานชาติ สถานศึกษากำหนดไว้ ครูควรจัดกระบวนการเรียนรู้เพื่อพัฒนาความรู้สึกนึกคิดของผู้เรียนให้มีเจตคติที่ดี เกิดพฤติกรรมที่พึงประสงค์ นั้นก็หมายความว่า เกิดการปฏิรูปการศึกษา ทั้งระดับบุคคล สถานศึกษา สังคมและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ตามเป้าหมายการศึกษา คือ ผู้เรียนเป็น คนดี คนเก่ง และ มีความสุข ยึดคุณธรรมนำความรู้ สู่สังคมไทย

สรุปสาระสำคัญแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 10 (พ.ศ. 2550 - 2554) ที่เกี่ยวกับ ธรรมาภิบาลแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 8 (พ.ศ. 2540 - 2544) และ แผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 9 (พ.ศ. 2545 - 2549) มี คนเป็นศูนย์กลางการพัฒนา แผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 10 ประเทศไทยยังคงต้องเผชิญการเปลี่ยนแปลงหลายบริบท ทั้งที่เป็นโอกาสและข้อจำจัด ดังนั้นจึงต้องปรับตัวพร้อมรับการเปลี่ยนแปลงในอนาคตและแสวงหาผลประโยชน์อย่างรู้เท่าทันโลกาภิวัตน์ และสร้างภูมิคุ้มกันให้กับทุกภาคส่วนตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง
วิสัยทัศน์และพันธกิจ
วิสัยทัศน์ประเทศไทย
มุ่งพัฒนาสู่ "สังคมอยู่เย็นเป็นสุขร่วมกัน (Green and Happiness Society) คนไทยมีคุณธรรมนำความรู้ รู้เท่าทันโลก ครอบครัวอบอุ่น ชุมชนเข้มแข็ง สังคมสันติสุข เศรษฐกิจมีคุณภาพ เสถียรภาพ และเป็นธรรม สิ่งแวดล้อมมีคุณภาพ และทรัพยากรธรรมชาติยั่งยืนอยู่ภายใต้ระบบบริหารจัดการประเทศที่มีธรรมาภิบาล ดำรงไว้ซึ่งระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และอยู่ในประชาคมโลกได้อย่างมีศักดิ์ศรี"

พันธกิจ
มุ่งสู่ " สังคมอยู่เย็นเป็นสุขร่วมกัน " ภายใต้แนวปฏิบัติของ " ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง " จึงได้กำหนดพันธกิจพัฒนาประเทศ ดังนี้
1. พัฒนาคนให้มีคุณภาพ คุณธรรม นำความรู้อย่างเท่าทัน มีสุขภาวะที่ดี
2. เสริมสร้างเศรษฐกิจให้มีคุณภาพ และเป็นธรรม
3. ดำรงความหลากหลายทางชีวภาพ และสร้างความมั่งคงของฐานทรัพยากรธรรมชาติ
4. พัฒนาระบบบริหารจัดการประเทศให้เกิดธรรมาภิบาลภายใต้ระบอบประชาธิไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข มุ่งสร้างกลไกและกฎระเบียบที่เอื้อต่อการกระจายผลประโยชน์จากการพัฒนาสู่ทุกภาคี ควบคู่กับการเสริมสร้างความโปร่งใส สุจริต ยุติธรรม รับผิดชอบต่อสาธารณะมีการกระจายอำนาจและกระบวนการที่ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมในการตัดสินใจ สู่ความเป็นธรรมทางเศรษฐกิจ สังคม และการใช้ทรัพยากร
วัตถุประสงค์และเป้าหมายหลัก
วัตถุประสงค์ ด้านการธรรมาภิบาล คือ เพื่อเสริมสร้างธรรมาภิบาลในการบริหารจัดการประเทศสู่ภาครัฐ ภาคธุรกิจเอกชน และภาคประชาชน และขยายบทบาทขีดความสามารถขององค์กรปกครองครองส่วนท้องถิ่น ควบคู่กับการเสริมสร้างและกระบวนการมีส่วนร่วมในการพัฒนาวัฒนธรรมประชาธิปไตยให้เกิดผลในทางปฏิบัติต่อการอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุข
เป้าหมาย
เพื่อให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ ที่ได้กำหนดไว้มีดังนี้
1. เป้าหมายการพัฒนาคุณภาพคน
2. เป้าหมายการพัฒนาชุมชนและแก้ปัญหาความยากจน
3. เป้าหมายด้านเศรษฐกิจ
4. เป้าหมายการสร้างความมั่งคงของฐานทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม
5. เป้าหมายด้านธรรมาภิบาล
มุ่งให้ธรรมาภิบาลของประเทศดีขึ้น มีคะแนนภาพลักษณ์ของความโปร่งใส 5.0 ภายในปี 2554 ระบบราชการมีขนาดที่พอเหมาะ และมีการดำเนินงานที่คุ้มค่าเพิ่มขึ้น ลดกำลังคนภาคราชการให้ได้รอยละ 10 ภายในปี 2554 ธรรมาภิบาลในภาคธุรกิจเอกชนเพิ่มขึ้น ท้องถิ่นมีความสามารถในการจัดเก็บรายได้ และมีอิสระในการพึ่งตนเองมากขึ้นและภาคประชาชนมีความเข้มแข็ง รู้สิทธิ หน้าที่ และมีส่วนร่วมมากขึ้นในการตัดสินใจและรับผิดชอบในการบริหารจัดการประเทศ รวมทั้งให้มีการสร้างองค์ความรู้เกี่ยวกับประชาธิปไตยและธรรมาภิบาลในบริบทไทยเพิ่มขึ้น
จากที่กล่าวมาเป็นสาระบางส่วนของแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 10 (พ.ศ. 2550 - 2554) ที่เกี่ยวกับ ธรรมาภิบาล ที่มุ่งให้ คนเป็นศูนย์กลางแห่งการพัฒนา ตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง การขับเคลื่อนต้องใช้ "ความรู้ " ในการพัฒนาด้านต่าง ๆ สอดคล้องกับวิถีของสังคมไทย ตลอดจนสร้างศีลธรรมและจิตสำนึกใน " คุณธรรม " ดำรงรงตนอย่างมั่นคงในกระแสโลกาภิวัตน์ ในการพัฒนาดังกล่าวจะต้องมีวัตถุประสงค์ ทิศทางหรือเป้าหมายที่ชัดเจน เชื่อมโยงสอดคล้องทุกระดับ ดังนั้น สมควรที่คนไทย ผู้ที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะภาคราชการ สถานศึกษา ต้องมีความชัดเจนในเรื่องแผนมหภาคเชื่อมโยงปรับเปลี่ยนให้สอดคล้องเป็นกรอบทิศทางกับนโยบายการบริหารงาน โดยเฉพาะแผนการศึกษาเพื่อการดำเนินการจัดการศึกษาของสถานศึกษาให้บรรลุเป้าหมาย และหากสังคมไทย ภาครัฐ เอกชน สถานศึกษายึดหลักธรรมาภิบาลควบคู่กับการเสริมสร้างและกระบวนการมีส่วนร่วมในการพัฒนาวัฒนธรรมประชาธิปไตยเป็นพื้นฐาน ซึ่งจะช่วยพัฒนาสังคมทั้งระบบให้มีคุณภาพและมีประสิทธิภาพ เสริมสร้างความโปร่งใส สุจริต ยุติธรรม มีรับผิดชอบต่อสาธารณะให้เกิดผลในทางปฏิบัติต่อการอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุขภายใต้ระบบบริหารจัดการประเทศที่มีธรรมาภิบาล ดำรงไว้ซึ่งระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และอยู่ในประชาคมโลกได้อย่างมีศักดิ์ศรี ด้วยวิถีประชาธิไตย หัวใจธรรมาภิบาล

อ้างอิงจากเว็ปไซด์

จรวยพร ธรณินทร์
ข้อมูลพื้นฐานงานนโยบายเร่งรัดปฏิรูปการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการ
http://www.charuaypontorranin.com/index.php?lay=show&ac=article&Id=379841&Ntype=2

ธรรมาภิบาล คืออะไร
http://www.onec.go.th/publication/6-50/sara_6-50.htm


หน้าถัดไป (หน้า 2) >>>
*หมายเหตุ งานเขียนชิ้นนี้ ได้รับการคุ้มครองสิทธิตามพระราชบัญญัติคุ้มครองสิทธิทางปัญญา โดยลิขสิทธิเป็นของผู้เขียน ที่ให้เกียรตินำเผยแพร่ผ่าน วิชาการ.คอม เรามีความยินดีและอนุญาตให้ทำซ้ำหรือเผยแพร่ต่อเพื่อประโยชน์ทางการศึกษาเท่านั้น กรุณาให้เกียรติผู้เขียน โดยอ้างชื่อผู้เขียนและ วิชาการ.คอม (www.vcharkarn.com) ทุกครั้งที่ทำการเผยแพร่ต่อ ห้ามนำส่วนหนึ่งส่วนใดไปเผยแพร่ต่อในสื่อที่เอื้อประโยชน์ทางธุรกิจก่อนได้รับอนุญาต ขอขอบคุณที่ร่วมกันช่วยสร้างให้สังคมไทยเป็นสังคมแห่งปัญญา



จำนวน 1 ความเห็น, หน้า่ | -1-
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1 23 ก.ย. 2550 (06:16)
54302
หลักอะไรต่อมิอะไร เยอะแยะไปหมด ล้วนแล้วแต่ถูกต้อง เถียงไม่ได้ในหลักการทั้งสิ้น เราสามารถหาอ่านได้ ศึกษาได้อย่างไร้ขีดจำกัด เพียงแค่ปลายนิ้วคลิก คนทั้งหลายรู้ แต่มีที่ตระหนักจริง ๆ สักเท่าไร หน้าที่ของครู คือการสอน การจัดบรรยากาศ ออกแบบ กระบวนการสอน การเรียน การศึกษา สังเกต ค้นคว้าทดลองว่า ที่เราสอนอย่างนี้ เกิดปัญหาอย่างนี้ เราจะแก้ไขอย่างไรในคราวหน้า สอนไปแล้ว นักเรียนเกิดการเรียนรู้อย่างไร ได้อะไรไปเท่าไร
คนที่ไม่รู้ ไม่เข้าใจ เราจะทำอย่างไร นักเรียนคนใดในห้องเรียนที่เก่ง ที่ ดี ที่มีความสุข ที่มีความทุกข์ ที่คิดเก่ง ที่คิดไม่เป็น ฯลฯ นี่เป็นหน้าที่ของครูทั้งนั้น ที่เรามาเรียนสายครูโดยตรง เพราะ ประโยคของใครก็ไม่รู้ที่ว่า ครูก็เหมือนแพทย์ ที่ช่วยชีวิตคนไข้ อาชีพครูเป็นprofessional เป็นอาชีพที่สูงส่ง จึงเข้ามาเรียน ตั้งใจมา ไม่ใช่ว่าเรียนอะไรไม่ได้แล้วจึงมา
เป็นครู แต่พอเอาเข้าจริง หนักกว่าแพทย์ เพราะแพทย์นั้น เขาไม่ต้องล้างเครื่องมือ ไม่ต้องเตรียนมเครื่องมือ เขาแค่ทดลอง คิด วิเคราะห์ว่าจะรักษาคนไข้อย่างไร หน้าที่อื่น ๆ เป็นของพยาบาล แต่อาชีพครู ต้องรักษา(แก้ไข/พัฒนา)นักเรียน ภาระงานทุกอย่างตกที่ครูทั้งหมด
ตั้งแต่เตรียมการสอน อบรมนักเรียน เก็บขยะ ปัดกวาดห้องพัก แบกของ(สมุดนักเรียนไปขึ้นรถ) ตรวจงานที่บ้าน เพราะที่โรงเรียนสอนตลอด ยกเว้นเวลากินข้าว ทำงานให้โรงเรียน
เช่นการประกันคุณภาพ การควบคุมภายใน งานที่หน่วยเหนือจะเข้ามาดู ทำpower point เพื่อเสนองานของโรงเรียน ทำงานเพื่อความก้าวหน้าของตัวเอง (บ้างเล็กน้อย นอกเวลาราชการ)
เป้นที่ปรึกษานักเรียน ทำแผลนักเรียน โทร.คุยกับผู้ปกครองเวลานักเรียนขาดเรียน แก้ปัญหาทุกเรื่อง เป็นกระบอกเสียงของเพื่อนครูในเรื่องคับข้องใจ เสนอโครงการใหม่ ๆ
ตรวจข้อสอบตนเอง ตัดเกรด เตรียมรับเด้กใหม่เข้ามา คอยประสานชุมชน ผู้ปกครอง
ออกไปประชุมนอกโรงเรียน กลับมาสอนชดเชยนักเรียน ทำเอกสารให้เด้กที่ขาดเรียน
เรียกเด็กมาคุย (บางทีเด็กขอคุย) ไม่เคยคิดว่าอาชีพครูจะหนักหนาสาหัสขนาดนี้ แต่ที่อยู่กันได้ ก็ มีความสุขนะ เพราะคิดว่า แม้กระทั้งองค์พระประมุขของชาติเองก็ยังทรงเหน็ดเหนื่อย แล้วเราจะสบายได้อย่างไร ยังจำข้อความที่เป็นPower Point ได้ตอนหนึ่ง อันเนื่องมาจากพระราชดำริของพระองค์ ว่า ถ้ามีใครมาถามว่า เป็นอย่างไรบ้าง ให้เราตอบว่า สบายมาก
เพราะฉะนั้น ตอนนี้ เราสบายมาก
nit_n เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 43 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 160 ดวง - โหวตเพิ่มดาว


กรุณา login เพื่อ comment งานเขียนนี้

???? สมัครสมาชิก ฟรี ตลอดชีพ


ครู...ชิต
(นายชิตณรงค์ ขดภูเขียว)

ผู้ชมข้อมูลนี้แล้ว 11,837 ครั้ง
เป็นสมาชิก: นานกว่า 2 ปี
แบ่งปันความรู้ 2,380 ครั้ง
ได้รับดาว 250 ดวง

โหวตเพิ่มดาว


บทความอื่น

วิถีประชาธิปไตย หัวใจธรรมาภิบาล สืบสานการปฏิรูปการศึกษาไทย [4,232]
?????? 0 ?????? ?? ??????????????????

บทความแนะนำ

การเกิด สึนามิ [537,257]
GMO พันธุวิศวกรรมศาสตร์ นางฟ้า หรือ ซาตาน [398,119]

Blog แนะนำ

วิชาการ.คอม ขอแนะนำงานเขียนชิ้นนี้ นำชัย ชวนคิด ฝัน และสรรค์สร้างสังคมไทย ด้วยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และธรรม [415,870]
Global Warming { English } [159,120]

Hot Links

คลังข้อสอบ | ข่าววิชาการ
เล่นกล/เกม | อ่านนิยาย
ข่าวทุนการศึกษา | ลิงค์

ขอบคุณผู้สนับสนุน

Google
 
ติดต่อลงโฆษณา :   คุณอันนา 081 4965363
สำนักงาน :   02 2015735
อีเมล์ :   
Copyright© 2000-2007, Vcharkarn.Com. All rights reserved.
คลิ๊กเพื่อดูสถิติ
รับรองและสนับสนุนโดย

สสวท.

มูลนิธิ พสวท.

พสวท.