 |
<script language="JavaScript" src="http://www.vcharkarn.com/javafeed/article/17940" type="text/javascript"></script> |
|
จตุคามรามเทพ
.อีกหน้าประวัติศาสตร์ของวงการศรัทธา
หลักฐานที่ใช้อ้างอิงได้ในหลักวิชาการมีอยู่น้อยนิด ความเป็นมาของจตุคามรามเทพจึงอาจเต็มไปด้วยตำนานและจินตนาการที่น่าตื่นตาตื่นใจ จนถึงวังวนแห่งการเก็งกำไรอย่างเช่นวัตถุมงคลที่สร้างขึ้นหลายๆรุ่น
ผู้เขียน: บัวอื่น ชมแล้ว: 2,376 ครั้ง
post ครั้งแรก: Wed 7 March 2007, 1:57 pm ปรับปรุงล่าสุด: Mon 12 March 2007, 12:13 am
|
หน้าที่ 1 - หลากตำนานองค์จตุคามรามเทพ
ในระยะนี้ผ่านไปไหนมาไหนมักจะได้ยินคนพูดถึง จตุคามรามเทพอยู่บ่อยๆ
หากเข้าใจว่าคำๆนี้เพิ่งปรากฎก็กล่าวได้ว่าเป็นความเข้าใจผิด เพียงแค่พระนามจตุรามนามเทพเพียงเพิ่งเป็นที่สนใจของบุคคลทั่วไปในสังคมท่านั้น หาได้ใช่เพิ่งจะปรากฏ หากแต่
พระนามจตุคามรามเทพ มีปรากฏอยู่ในนามรามเทพเป็นคำที่ปรากฏอยู่ในศิลาจากรึกมาช้านานเเล้ว
จตุคามรามเทพหาใช่ชื่อที่เพิ่งเกิดขึ้นในปัจจุบันทันด่วนแต่เป็นชื่อที่เคยพบในศิลาจารึกของสมัยศรีวิชัยที่ระบุว่า จตุคามรามเทพ
"ทรงศักดานุภาพดุจดังพระอาทิตย์และพระจันทร์ ที่ขจัดความมืดมัวในโลก" ด้วยหลักฐานที่ใช้อ้างอิงได้ในหลักวิชาการมีอยู่น้อยนิดดังนั้นความเป็นมาของจตุคามรามเทพจริงเต็มไปด้วยตำนานและจินตนาการที่น่าตื่นตาตื่นใจ
เชื่อกันว่า จตุคามรามเทพ คือ เทพรักษาพระบรมธาตุจังหวัดนครศรีธรรมราช สถิตอยู่บนที่บานประตูทางขึ้นพระบรมธาตุ ในปี พ.ศ. 2530 เมื่อมีการตั้งดวงเมืองนครศรีธรรมราชขึ้นใหม่ และสร้างศาลหลักเมืองของจังหวัด จึงมีการทำพิธีอัญเชิญองค์พ่อจตุคามรามเทพไปสถิต ณ ที่นั้นเป็นต้นมา ในด้านของความเป็นมาขององคืจตุคามรามเทพนั้นแตกต่างกันไปเช่น
ความเชื่อแรกเชื่อกันว่าองคืจตุคามรามเทพ คือกษัตริย์ของอาณาจักรนครศรีรรมราช ที่ทรงพระนามว่า พระเจ้าจันทรภานุ พระนามจันทรภานุนั้นนักประวัติศาสตรืบอกว่าเป้นชื่อตำแหน่ง ที่เปรียบได้กับพระมหาอุปราชของกรุงศรีอยุธย ตามหลักฐานทางประวัติศาสตร์ พระเจ้าจันทรภานุเป้นกษัตรองคืรองของอาณาจักรในราชวงศ์ศระรรมโศกราช เป็นช่วงแห่งความรุ่งเรืองถึงขีดสุดของเมือง ที่ส
ามารถรวบหัวเมืองทั้ง12 เป็นเมือง 12 นักษัตรของนครศระรรมราชได้ อันได้แก่
ตราหนู หมายถึง เมืองสายบุรี
ตราวัว หมายถึง เมืองปัตตานี
ตราเสือ หมายถึง เมืองกลันตัน
ตรากระต่าย หมายถึง เมืองปาหัง
ตรางูใหญ่ หมายถึง เมืองไทรบุรี
ตรางูเล็ก หมายถึง เมืองพัทลุง
ตราม้า หมายถึง เมืองตรัง
ตราแพะ หมายถึง เมืองชุมพร
ตราลิง หมายถึง เมืองบันทายสมอ
ตราไก่ หมายถึง เมืองสะอุเลา
ตราหมา หมายถึง เมืองตะกั่วป่า และถลาง
ตราหมู หมายถึง เมืองกระบุรี
พระองค์ยังทรงเคยกรีฑาทัพเรืออันเกรียงไกรไปตีถึงศรีลังกาและรับเอาพระพุทะศาสนาลังกาวงศืมาประดิษฐานไว้ในแหลมทองจนมั่นคงจนเมืองนครศระรรมราชได้ชื่อวง่าเป้นเมืองพระนั้นเอง
อีกด้านหนึ่งเชื่อกันว่าองค์จตุคามรามเทพ คือ เจ้าชายรามเทพ เป็นบุตรของ นางพญาจันทรา นางพญาพื้นเมืองทะเลใต้ ราชินีขององค์ราชันราตะหรือ พระสุริยะเทพ ซึ่งรวบรวมดินแดนในคาบสมุทรทองคำเข้าเป็นแผ่นดินเดียวกันในพุทธศตวรรษที่ 7 โดยนางพญาจันทรานั้นได้บำเพ็ญเพียรภาวนาจนบรรลุธรรมสำเร็จตรรกศาสตร์ศักดิ์สิทธิ์ ทรงอิทธิฤทธิ์ บังคับคลื่นลมร้ายให้สงบได้ จึงเป็นที่เลื่อมใสศรัทธาของชาวทะเล พากันเรียกขานว่า แม่ย่านาง ซึ่งชาวอาณาจักรศรีวิชัยโบราณให้การนับถืออย่างมาก
เจ้าชายรามเทพซึ่งต่อมาเป็นกษัตริย์อาณาจักรศรีวิชัย ก็ได้ศึกษาเล่าเรียนวิชา จตุคามศาสตร์ จากพระมารดาจนเจนจบ แล้วจึงศึกษา หลักธรรมทางพุทธศาสนา ด้วยเลื่อมใสศรัทธาในนิกายมหายานอย่างแรงกล้า มุ่งมั่นสร้างบารมี ตั้งปณิธานแน่วแน่ที่จะประกาศธรรมทั่วแผ่นดินสุวรรณภูมิ ทรงอุตสาหะ บากบั่นสร้างราชนาวีตามตรรกศาสตร์มหายาน ที่สามารถแล่นฝ่าคลื่นลมได้รวดเร็วและปลอดภัย บรรทุกกำลังพลและสัมภาระได้มากมายมหาศาล เมื่อเสด็จไปน่านน้ำใดก็จะเผยแผ่หลักศาสนา ศิลปะและวิทยาการต่าง ๆ ทุกหนทุกแห่ง
(จากเดลินิวส์)
และในภายหลังเชื่อต่อกันมาว่าจตุคามรามเทพในภายหลังองค์จตุคามรามเทพคือเทวดารักษาพระบรมธาตุ ที่ จ.นครศรีธรรมราช สถิตอยู่ที่บานประตูทางขึ้นพระบรมธาตุ ในปี 2530 เมื่อมีการตั้งดวงเมืองขึ้นใหม่และสร้างศาลหลักเมืองของจังหวัด จึงมีการทำพิธีอัญเชิญองค์จตุคามฯไปสถิตที่ศาลหลักเมืองตั้งแต่นั้นมา
สรุปความได้ว่าหลักฐานทางประวัติศาสตร์เกี่ยวกับจตุคามรามเทพมีอยู่ค่อนข้างน้อยส่วนใหญ่จะเป้นเรื่อรางวเกี่ยวกับตำนานและความเชื่อเสียเป็นส่วนใหญ่ และเป็นเสียงเล่าลือกันแบบปากต่อปากเสียมากกว่า นอกจากหลักฐานกษัตริย์นามพระเจ้าจันทรภานุผู้ประดิษฐานพระพุทะศาสนาลังกาวงในสยามประเทศเท่านั้นที่มีเนื้อหาสาระแน่นหนัก
*หมายเหตุ
งานเขียนชิ้นนี้ ได้รับการคุ้มครองสิทธิตามพระราชบัญญัติคุ้มครองสิทธิทางปัญญา โดยลิขสิทธิเป็นของผู้เขียน ที่ให้เกียรตินำเผยแพร่ผ่าน วิชาการ.คอม เรามีความยินดีและอนุญาตให้ทำซ้ำหรือเผยแพร่ต่อเพื่อประโยชน์ทางการศึกษาเท่านั้น กรุณาให้เกียรติผู้เขียน โดยอ้างชื่อผู้เขียนและ วิชาการ.คอม (www.vcharkarn.com) ทุกครั้งที่ทำการเผยแพร่ต่อ ห้ามนำส่วนหนึ่งส่วนใดไปเผยแพร่ต่อในสื่อที่เอื้อประโยชน์ทางธุรกิจก่อนได้รับอนุญาต ขอขอบคุณที่ร่วมกันช่วยสร้างให้สังคมไทยเป็นสังคมแห่งปัญญา
ยังไม่มีความเห็นเพิ่มเติม