 |
<script language="JavaScript" src="http://www.vcharkarn.com/javafeed/article/17982" type="text/javascript"></script> |
|
|
คุณแม่ลูกสามกับ Child Centred
คุณแม่ลูกสามท่านนี้ เธอต่อสู้เพื่ออนาคตของลูกและต้องการให้ลูกเป็นอย่างที่เธอชอบ..เธอหวัง...เลือกโรงเรียนที่เห็นว่าดีที่สุดให้ลูก เมื่อลูกยังเล็ก..ลูกทำตามที่แม่ต้องการ...แต่วันหนึ่งเมื่อ...คุณครูได้ให้ข้อคิดว่า.."คุณได้ถามลูกหรือเปล่าว่าเขาชอบอะไร.." ..
ผู้เขียน: ครูคิม ชมแล้ว: 590 ครั้ง
post ครั้งแรก: Thu 15 March 2007, 9:03 am ปรับปรุงล่าสุด: Sat 5 May 2007, 12:53 pm
|
หน้าที่ 1 - บทความ
นับว่าเป็นความบังเอิญ ที่ได้รู้จักกับคุณแม่ลูกสามท่านหนึ่งในงานการประกวดดนตรีเยาวชน ด้วยอัธยาศรัยที่เป็นไมตรี จึงได้สนทนากันในเรื่องที่มีสาระตรงใจกับอาชีพของผู้เขียน เธอเล่าให้ฟังว่า
เธอมีลูกสามคน คนโตเป็นชายอายุ 14 ปี กำลังเรียนอยู่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนรัฐบาล ลูกสาวคนรองอายุ 11 ปีกำลังเรียนอยู่ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนเอกชน และลูกชายคนเล็กอายุ 5 ขวบเรียนอยู่ชั้นอนุบาลปีที่ 2 โรงเรียนเดียวกับพี่สาว
เธอตั้งความหวังกับลูกทั้งสามคนของเธอไว้สูงมาก ว่าจะต้องเข้าโรงเรียนดี ๆ หรู ๆ เสียค่าใช้จ่ายแพง ๆ และลูกจะต้องเรียนจบในระดับที่สูงสุด ประกอบอาชีพที่มั่นคงคือรับราชการที่มีเกียรติ มีความมั่นคงถาวร เพราะครอบครัวมีฐานะร่ำรวย
เมื่อลูกชายคนโตอายุได้ 3 ขวบเธอได้เลือกโรงเรียนเอกชนที่มีชื่อเสียง และภายหลังได้ทราบจากคุณครูว่าลูกชายของเธอไม่มีความพร้อมในด้านร่างกายบางส่วนคือกล้ามเนื้อมือไม่แข็งแรง ในความเป็นจริงเธอก็ได้รับรู้ว่าลูกของเธอเป็นเด็กดี ว่านอนสอนง่าย ให้ทำอะไรก็ทำตาม ไม่ดื้อ ไม่ซนและชอบนั่งนิ่ง อยู่เงียบ ๆ น่าจะเป็นเด็กที่เลี้ยงง่าย ไม่มีปัญหา เป็นสิ่งที่เธอภาคภูมิใจเป้นอย่างยิ่ง
เธอแก้ปัญหาโดยการอ่านหนังสือ ตำราเกี่ยวกับการแก้ปัญหา...ตื่นนอนแต่เช้าปรุงอาหารที่มีคุณค่า นำไปให้ลูกรับประทานในกลางวันด้วย ให้ลูกปั้นดินน้ำมัน จนร่างกายและอวัยวะแข็งแรงขึ้น ในที่สุดก็ให้ลูกไปฝึกว่ายน้ำ...แรก ๆ ลูกก็ไม่ยอม เธอได้ใช้ความพยายามและวิธีการต่าง ๆ จนลูกยอมฝึกว่ายน้ำ จนกระทั่งมีความสามารถว่ายน้ำเก่ง ได้รับรางวัลชนะเลิศในการแข่งขั้นทุกครั้ง เป็นที่ชื่นชมของใครต่อใครและทำให้เธอปลื้มและมีความสุขมาก
เมื่อลูกชายเรียนจบชั้นประถมศึกษา เธอได้หาโรงเรียนเอกชนแห่งใหม่ให้กับลูก และเอาดีทางว่ายน้ำเหมือนเดิม และลูกก็ว่ายน้ำเก่งขึ้นตามลำดับ...ต่อมามีโรงเรียนเอกชนได้เปิดขึ้นใหม่อีกแห่งหนึ่ง เป็นหลักสูตรนานาชาติ เธอก็ย้ายลูกไปเรียนที่นั่นอีก และติดตามลูกอยู่ตลอดเวลา....แล้วเธอก็รู้สึกไม่พอใจที่โรงเรียนใหม่แห่งนี้ดูเหมือนไม่เด่นเรื่องวิชาการ เพราะลูกไม่มีการบ้านไปทำ เธอได้ไปสอบถามที่โรงเรียน คุณครูให้คำตอบว่า ..."โรงเรียนมีความต้องการให้เด็กเข้าใจในสิ่งที่เรียน นำประสบการณ์ที่เรียนไปสร้างความคิดของตนเอง และจัดประสบการณ์ให้เด็กตามศักยภาพและความสนใจ"...ดูเหมือนเธอไม่เข้าใจและรู้สึกผิดหวังมาก...ในขณะนั้นลูกชายของเธอต้องตื่นนอเวลาตี 4.30 น. ไปฝึกว่ายน้ำ รับประทานอาหารเช้าที่สระน้ำ ก่อนไปโรงเรียน และเลิกเรียนก็ไปฝึกว่ายน้ำอีกจนถึงเวลา 20.00 น.เป็นประจำทุกวัน......ในวันหนึ่งเธอถูกคุณครูถามว่า "ลูกชายชอบว่ายน้ำไหม"...แต่เธอไม่สามารถให้คำตอบได้..จนบัดนี้
เธอรู้สึกผิดหวังอีกครั้งหนึ่ง..เมื่อลูกชายไปแข่งขันว่ายน้ำได้รางวัลรองชนะเลิศ ทั้ง ๆ ที่เป็นแชมป์มาก่อน และเธอได้ถามเหตุผลว่าทำไมลูกจึงไม่ได้ครองแชมป์ในการแข่งขั้นครั้งนี้...ลูกชายได้ให้คำตอบว่า ..."แม่ลองไปว่ายดูสิ"....เธอไม่ละความพยายาม ในฐานะที่เคยเป็นแชมป์มาก่อนในอดีต..ก็ไปหาชุดว่ายน้ำ ลงไปว่ายน้ำเป็นเพื่อนลูกชาย..ในที่สุดก็ไม่ประสบผลสำเร็จ
เธอได้พบกับคุณครูและทราบว่า.."ลูกชายของเธอแอบไปที่ห้องดนตรีบ่อย ๆ และไม่ไปอย่างเปิดเผย กลัวคุณครูจะเห็นเข้าแล้วบอกแม่" และเธอก็ถูกคุณครูถามเช่นเดียวกันว่า "ลูกได้บอกไหมว่า..ลูกชอบว่ายน้ำ" ทำให้เธอเป็นทุกข์หนักมากยิ่งขึ้น เพราะเธอมีทัศนคติว่า "นักดนตรีเป็นพวกเต้นกินรำกิน คงไม่ทำให้มีอนาคตก้าวหน้า ไม่ร่ำรวย เหมือนอาชีพอื่น ๆ" และอีกอย่างเธอรู้จักกับนักดนตรีคนหนึ่งซึ่งเคยมีรายได้ดี แต่ไม่รู้จักเก็บหอมรอบริบ ภายหลังติดสุราเรื้อรัง จึงไม่ต้องการให้ลูกเป็นเช่นนี้
ส่วนการว่ายน้ำก็ลดน้อยถอยลง แต่ลูกก็ไม่ยอมบอกแม่ว่าเป็นเพราะเหตุใด วันหนึ่งเธอก็ได้คำตอบว่า..."ลูกชอบดนตรี อยากจะเรียนดนตรี" แต่เธอไม่ได้ตามใจเสียทั้งหมดกลับต่อรองว่า "ถ้าลูกจะเรียนดนตรีก็ได้ แต่ต้องว่ายน้ำไปด้วย" เพระเธอเข้าใจว่าลูกมีความรักแม่ เห็นอกเห็นใจแม่และไม่กล้าขัดใจนั่นเอง
ภาระหนักใจได้เกิดขึ้นกับเธออีกครั้งหนึ่ง ในการแสวงหาโรงเรียนที่สอนดนตรี ที่มีคุณภาพให้กับลูก แต่ก็ตัดสินใจเลือกจ้างครูมาสอนที่บ้านวันละ 1 ชั่วโมง ภายหลังลูกได้ขอเพิ่มเป็น 2 ชั่วโมง และย้ายลูกไปเรียนที่โรงเรียนรํฐบาลที่เรียนอยู่ปัจจุบัน เธอได้รับคำชมจากครูผู้สอนว่าลูกของเธอมีความสามารถและมีพรสวรรค์เกี่ยวกับการดนตรีมาก เรียนได้ประมาณ 5 เดือนโรงเรียนได้คัดเลือกลูกของเธอให้ร่วมวงในตำแหน่งมืออิเลคโทรน ไปแข่งขั้นชิงแชมป์ภาคเหนือที่.......โดยเด็กจะต้องไปนอนค้าง 2 คืนคือเดินทางวันศุกร์ กลับวันอาทิตย์ เธอไม่อนุญาต อ้างว่าลูกติดเรียนพิเศษภาษาอังกฤษกับคอมพิวเตอร์ และได้ไปขอความเห็นจากครูที่ปรึกษา ได้รับการสนับสนุนแนวคิดว่า "ไม่สมควรให้ลูกไป เด็ก ๆ ที่เรียนกับคุณครูดนตรีท่านนี้ ไม่มีวันเรียนเก่ง จะต้องเป็นเด็กเกเร ไม่รักการเรียน ผลการเรียนจะตกต่ำ" ภายหลังเธอถูกผู้บริหารโรงเรียนเชิญไปพบและชี้แจงให้ทราบว่า "ถ้าลูกของเธอไม่ไปร่วมกิจกรรม วงดนตรีจะเล่นไม่ได้" เธอจึงอนุญาตให้ลูกไปด้วยความไม่เต็มใจ ผลปรากฏว่าการแข่งขันครั้งนี้ "ชนะเลิศ"
แล้ววันต่อมา ลูกขออนุญาตไปเรียนพิเศษโปรแกรมซ่อมคอมพิวเตอร์ที่โรงเรียนสารพัดช่าง เธอก็ไม่เห็นด้วยที่โรงเรียนแห่งนี้ไม่สามารถให้ความรู้ทางวิชาการแก่ลูกของเธอได้ เมื่อลูกรบเร้าบ่อย ๆ เธอแอบไปสังเกตพฤติกรรมของโรงเรียนแห่งนี้ว่าเขาสอนอย่างไรกัน และขอเปลี่ยนให้ลูกไปเรียนภาษาอังกฤษได้ไหม ลูกก็ยอมเรียนเพราะตามใจแม่ ในที่สุดเธอก็ผิดหวังอีกครั้งหนึ่ง เมื่อทราบว่าลูกหนีเรียน แต่ไปเล่นอินเทอร์เน็ตกับเพื่อนวัยเดียวกัน เธอโกรธมากถึงกับลงโทษลูกด้วยการเฆี่ยนตี จนลูกทนไม่ไหวได้วิ่งหนีเธอไป และเธอได้ไปตามลูกให้กลับมา และลูกได้ให้เหตุผลว่าถ้าขออนุญาตก็คงไม่ได้ไป จึงหนีไป และเธอจึงตัดสินใจอนุญาตให้ลูกไปเรียนโปรแกรมซ่อมคอมพิวเตอร์ตามที่ต้องการ ปัจจุบันลูกชายของเธอมีความสามารถซ่อมคอมพิวเตอร์ได้ระดับมืออาชีพ
ผลการเรียนสาระอื่น ๆ ของลูกดีขึ้นกว่าเดิมมาก และยังคงเรียนพิเศษกับโรงเรียนดนตรีอยู่จนทุกวันนี้ เป็นผลให้ลูกสาว และลูกชายคนเล็กชอบดนตรีไปด้วย วันนี้ที่ได้ไปพบกับเธอ เพราะเธอได้พาลูกทั้งสามคนไปประกวดการแข่งขันดนตรีเยาวชน ลูกทั้งสามของเธอมีความสามารถทางดนตรีสูงทุกคน โดยเฉพาะลูกชายคนเล็ก ได้ถูกยอมรับว่าเป็น"อัจริยะทางดนตรี"
ด้านครอบครัว ที่เคยเป็นวิตกกังวล กลับกลายเป็นครอบครัวที่อบอุ่น เวลาออกนอกบ้านลูก ๆจะเตือนให้พ่อ แม่รับ ๆ กลับบ้านและไปร่วมกิจกรรมดนตรีกันภายในครอบครัว ลูก ๆ เป็นนักดนตรี พ่อ แม่ และลูกสาวเป็นนักร้อง และลูกชายคนโตและลูกสาวคนรองพร้อมใจกันขออนุญาตไปเรียนภาษาอังกฤษเพื่อชีวิตที่โรงเรียนสารพัดช่างในเวลาว่าง และทำให้มีความสามารถในการใช้ภาษาอังกฤษในการสื่อสารได้ในระดับที่พอใจ
ก่อนหน้านี้เธอและครอบครัวจะรู้สึกเป็นทุกข์มากที่เมื่อมีใคร ๆ กล่าวชื่นชมลูกของเขาว่าเก่งอย่างโน้น อย่างนี้ ไปแข่งขันชนะเลิศทางวิชาการ ได้รับเกียรติบัตร เกียรติคุณมากมาย เธอรู้สึกอับอายที่ลูกเธอไม่เก่งเหมือนลูกคนอื่น ๆ
ข้อคิดจากผู้เขียน
น่าคิดไหม...จะคิดอย่างไร..คิดแบบคนเป็นแม่...คิดแบบคนเป็นพ่อ...หรือคิดแบบคนเป็นครู...และเรื่องนี้เกี่ยวข้องกับกระบวนการเรียนรู้ตามรูปแบบ Child Cetred หรือไม่
ประสบการณ์ที่ถ่ายทอดข้างต้น ได้เก็บไว้มาตั้งแต่ปี 2547 ในปัจจุบัน เด็ก ๆ ที่ถูกกล่าวถึงประสบความสำเร็จในด้านการศึกษา และมีความสามารถพิเศษด้านดนตรีทุกคน และคุณแม่ได้รับเชิญให้ไปเป็นวิทยากรพิเศษบรรยายในสถาบันการศึกษา...บ่อย ๆ
*หมายเหตุ
งานเขียนชิ้นนี้ ได้รับการคุ้มครองสิทธิตามพระราชบัญญัติคุ้มครองสิทธิทางปัญญา โดยลิขสิทธิเป็นของผู้เขียน ที่ให้เกียรตินำเผยแพร่ผ่าน วิชาการ.คอม เรามีความยินดีและอนุญาตให้ทำซ้ำหรือเผยแพร่ต่อเพื่อประโยชน์ทางการศึกษาเท่านั้น กรุณาให้เกียรติผู้เขียน โดยอ้างชื่อผู้เขียนและ วิชาการ.คอม (www.vcharkarn.com) ทุกครั้งที่ทำการเผยแพร่ต่อ ห้ามนำส่วนหนึ่งส่วนใดไปเผยแพร่ต่อในสื่อที่เอื้อประโยชน์ทางธุรกิจก่อนได้รับอนุญาต ขอขอบคุณที่ร่วมกันช่วยสร้างให้สังคมไทยเป็นสังคมแห่งปัญญา
จำนวน 1 ความเห็น, หน้า่ | -1-
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1 10 ก.พ. 2551 (00:30) น่าสนใจครับ นี่แหละบ่อเกิดปัญหาสังคมตรงประเด็นเป๊ะๆที่ผมเองก็ศึกษาอยู่ น่าเสียดายที่สิ่งเหล่านี้มักจะถูกมองข้ามเสมอ