 |
<script language="JavaScript" src="http://www.vcharkarn.com/javafeed/article/18198" type="text/javascript"></script> |
|
เล่าเรื่อง การจัดตั้งห้องสมุดอุดมศึกษา
การ บุกเบิก ห้องสมุด ที่มีขึ้นพร้อมๆ กับการเปิดสถาบันอุดมศึกษา ห้องสมุดจะดำเนินไปในทิศทางใด แต่ละระดับต้องมีจำนวนทรัพยากรห้องสมุดเป็นจำนวนเท่าใด งานเบื้องหลังของ "บรรณารักษ์" ซึ่งคนส่วนใหญ่มักจะมองไม่เห็น
post ครั้งแรก: Wed 11 April 2007, 11:32 am ปรับปรุงล่าสุด: Wed 11 April 2007, 4:02 pm
|
หน้าที่ 1 - การการดำเนินงานห้องสมุดในระดับสากล
Create by: Chelie M. harn Cooper
ระหว่างไม่กี่ปีมานี้มีสถาบันอุดมศึกษาเอกชนเปิดใหม่เพื่อรองรับกับจำนวนผู้เรียนที่มีมากขึ้นตามลำดับ ซึ่งขั้นตอนของการขอเปิดสถาบันอุดมศึกษา นอกจาก เรื่องสาขาที่เปิดสอน บุคลากร หลักสูตร สถานที่และอื่นๆ จิปาถะแล้ว หนึ่งในนั้นคือห้องสมุด ซึ่งเป็นส่วนสำคัญที่จะสนับสนุนการเรียนการสอน เป็นแหล่งค้นคว้าหลักของผู้เรียนและผู้สอนแล้ว ห้องสมุดยังสามารถที่จะเป็นหน้าเป็นตาของสถาบันการศึกษานั้นๆ ได้ ถ้าเพียงแต่ผู้บริหารระดับสูงของสถาบันจะมีวิสัยทัศน์ที่กว้างไกลและเล็งเห็น ผล ที่จะเกิดจากห้องสมุดได้ ทั้งนี้
บรรณารักษ์หรือนักเอกสารสนเทศ ผู้รับผิดชอบในการ บุกเบิก ย่อมเป็น พรีเซนเตอร์ ที่จะนำเสนอ ภาพ ของห้องสมุดให้เป็นห้องสมุดที่สามารถรองรับการใช้งานได้จริงตามหลักสูตรของสถาบันฯ ได้
ในสาขาอาชีพด้านบรรณารักษ์ ในสายตาของคนทั่วไป งานห้องสมุดคือการจัดหนังสือขึ้นชั้น เฝ้าห้องสมุด และทำหน้าตาเป็นยักษ์คอยจ้องจับผิดผู้ใช้บริการที่ทำเสียงดัง และแอบกินขนมในห้องสมุด ภาพลักษณ์และภาพพจน์โดยธรรมชาติของงานถูกสร้างมาให้เป็นแบบนั้น งานเบื้องหน้าคืองานบริการ แต่งานเบื้องหลังคืองานเทคนิคซึ่งคนส่วนใหญ่จะมองเห็นเพียงงานเบื้องหน้า นั่นคือการคอยให้คำแนะนำการใช้ห้องสมุด งานบริการช่วยค้นคว้า งานยืม-คืน
แต่น้อยคนนักจะรู้ว่าบรรณารักษ์คนหนึ่งนั้นสามารถที่จะทำทุกอย่างเกี่ยวกับ หนังสือ ได้ตั้งแต่การผลิตกระดาษจนกระทั่งจัดเก็บ แน่นอน... วิชาเอกบรรณารักษ์ นักศึกษาสาขานี้ต้องเรียนรู้เรื่องบรรณารักษศาสตร์เบื้องต้น ความเป็นมาของห้องสมุด ความเป็นมาของกระดาษและตัวอักษร ขั้นตอนการผลิตตัวอักษร และในลำดับต่อมาก็ต้องเรียนถึงการผลิตหนังสือ เรียนการซ่อมหนังสือ เรียนการจัดหมวดหมู่หนังสือ จนถึงการจัดเก็บให้อยู่ในรูปแบบที่
ใช้พื้นที่น้อยที่สุด ได้สารนิเทศครบถ้วนมากที่สุด เรียนเกี่ยวกับวารสารและหนังสือพิมพ์, การจัดทำหนังสือ การผลิตหุ่นและละครสำหรับเด็ก, การจัดทำบรรณานุกรม ดรรชนี และสารสังเขป เรียนรู้ไปจนถึงเรื่องเกี่ยวกับห้องสมุดประเภทต่างๆ ทั้งห้องสมุดประชาชน ห้องสมุดมหาวิทยาลัย ห้องสมุดโรงเรียน ห้องสมุดเฉพาะ ซึ่งถึงแม้จะเน้นเรื่องบรรณารักษ์ แต่นักศึกษาสาขานี้ก็ต้องเรียนเกี่ยวกับวิชาคอมพิวเตอร์และสารสนเทศอีกครึ่งหนึ่งเป็นไฟท์บังคับตามหลักสูตรเต็มคือ บรรณารักษศาสตร์และสารสนเทศศาสตร์ ซึ่งหมายถึง บรรณรักษ์ต้องรู้จักและใช้คอมพิวเตอร์และสารสนเทศในงานห้องสมุดได้
และในระดับสูงถึงปริญญาโทที่เปิดสอนทั้งบรรณารักษศาสตร์ (Library Science),บรรณารักษ -ศาสตร์และสารสนเทศศาสตร์ (Library and Information Science) , สารสนเทศศาสตร์ศึกษา (Information studies) นักศึกษาสาขานี้ก็จะต้องเรียนเกี่ยวกับ สารสนเทศศาสตร์ (Information Science) การบริหารงานห้องสมุด (Library Management) การวางระบบห้องสมุด (Library System) ระบบเครือข่ายในงานห้องสมุด (Library Networking) การดำเนินงานห้องสมุดด้วยระบบคอมพิวเตอร์แบบบูรณาการ (Computerized Integrated Systems for library Management) เป็นต้น และถึงระดับปริญญาเอก คนที่เรียนในสาขานี้ต้องรอบรู้ถึงการการดำเนินงานห้องสมุดในระดับสากล ค้นคว้าวิจัย และพัฒนางานในสาขาให้ก้าวหน้า และเป็นโชคดีที่ระบบการจัดหมวดหมู่หนังสือทั่วโลกใช้เหมือนกัน ไม่ว่าจะเป็นระบบ DC / LC / NLM หรือ ระบบอื่นๆ เฉพาะทาง
ดังนั้น ไม่ว่าจะเรียนจบบรรณารักษ์จากสถาบันใดในโลก ก็สามารถทำงานได้ในทุกห้องสมุดในโลกนี้เช่นกัน
แต่ไม่ว่าจะวิชาการแน่นเปรี๊ยะแค่ไหนก็ตาม งานบรรณารักษ์ก็ยังเป็นงานที่ต้องใช้ทั้งสมองและแรงงาน แถมยังเป็น งานหนัก ที่คนทั่วไปมักจะไม่รู้อีกเช่นกันเพราะการยกหนังสือ ย้ายหนังสือขึ้นชั้น เป็นงานที่ต้องใช้ แรง ทั้งสิ้น และแปดสิบเปอร์เซ็นต์ของคนที่ทำงานด้านนี้เป็นผู้หญิง...
การ บุกเบิก ห้องสมุด ที่มีขึ้นพร้อมๆ กับการเปิดสถาบันอุดมศึกษานั้นเป็นเรื่องที่หนักมากสำหรับบรรณารักษ์ เพราะนอกจากจะต้อง วางแผน ให้ห้องสมุดเป็นห้องสมุดตรงตามหลักสูตรและนโยบายของสถาบันฯ แล้ว ยังต้องมองการณ์ไกลต่อไปอีกว่าห้องสมุดจะดำเนินไปในทิศทางใด เบื้องต้น ตามระเบียบการขอเปิดสถาบันฯ มีข้อกำหนดไว้ว่าการเปิดในแต่ละระดับต้องมีจำนวนทรัพยากรห้องสมุดเป็นจำนวนเท่าใด เช่น จำนวนหนังสือ ต่อนักศึกษา คือ 15 เล่มต่อ 1 คน, จำนวนหนังสือต่ออาจารย์คือ 100 เล่ม ต่อ 1 คน โดยต้องมีหนังสือเฉพาะสาขาวิชาในระดับปริญญาตรี ไม่ต่ำกว่า 500 เล่ม และปริญญาโท ไม่ต่ำว่า 6, 000 เป็นต้น ดังนั้น งานหนัก จึงตกอยู่ที่บรรณารักษ์ ซึ่งต้องจัดซื้อ จัดหา (หรือหาวิธี) ที่จะทำให้มี รายชื่อหนังสือ ครบตามจำนวนที่กำหนดเพื่อยื่นเสนอไปกับข้อบังคับจำเป็นอื่นในการขอเปิดสถาบัน
ระบบการจัดหมวดหมู่และ
โปรแกรมห้องสมุด เป็นอีกความสำคัญอันดับต้นของการจัดตั้งห้องสมุด เพราะหากเป็นห้องสมุดสถาบันการศึกษาในระดับอุดมศึกษา บรรณารักษ์ต้องมองการไกลว่าในระหว่างหนึ่งถึงห้าปีนั้นการเติบโตของสถาบันฯ จะมีแนวโน้มไปในทิศทางใด หากสถาบันฯ โตเร็ว นั่นย่อมหมายถึงห้องสมุดเองก็ต้องโตตามไปด้วย
การจัดหมวดหมู่หนังสือระบบทศนิยมดิวอี้ (Dewey decimal classification: DC) เหมาะสำหรับห้องสมุดขนาดเล็ก, ขนาดกลาง เช่นห้องสมุดโรงเรียน ห้องสมุดประชาชน ห้องสมุดเฉพาะ แต่อาจจะไม่เหมาะกับห้องสมุดขนาดใหญ่เช่นห้องสมุดมหาวิทยาลัยซึ่งมีหนังสือหรือสื่อที่หลากประเภท และจำแนกแยกย่อยลงลึกไปในเนื้อหามากกว่า ดังนั้นโดยส่วนใหญ่
ห้องสมุดมหาวิทยาลัยจึงมักจัดหมวดหมู่ในระบบหอสมุดรัฐสภาอเมริกัน (Library of Congress Classification: LC) ซึ่งหากห้องสมุดแห่งใดใช้ระบบใดอยู่ก่อนแล้ว และต้องเปลี่ยนระบบเมื่อห้องสมุดขยับขยายขึ้นแล้วเรียกได้ว่าเป็นงานที่โหดระดับชาติ ดังนั้นการวางแผนตั้งแต่ต้นจึงเป็นการปูพรมไปถึงอนาคตด้วย
เช่นกัน โปรแกรมห้องสมุดมีให้เลือกตามลักษณะความต้องการใช้งาน หลายปีก่อนนั้นโปรแกรมห้องสมุดต้องซื้อจากต่างประเทศเพียงอย่างเดียวซึ่งอยู่ในราคาที่ค่อนข้างสูง และการซ่อมบำรุงเป็นไปด้วยความยากลำบาก แต่ปัจจุบันโปรแกรมห้องสมุดถูกพัฒนาขึ้นภายประเทศจำนวนมาก ทำให้ประหยัดค่าใช้จ่าย การติดต่อสื่อสารเป็นไปได้ง่าย แต่ยังมีข้อเสียคือบางโปรแกรมความพร้อมในการใช้บริการในแต่ละส่วนงานยังไม่สมบูรณ์พอที่จะใช้กับห้องสมุดขนาดใหญ่ได้ ดังนั้นห้องสมุดมหาวิทยาลัยที่ โตแล้ว จึงเลือกใช้โปรแกรมห้องสมุดที่ซื้อจากต่างประเทศด้วยเหตุผลคือความสมบูรณ์ในตัวโปรแกรมที่ค่อนข้างสูง ใช้งานในวงกว้าง และรองรับกับสารนิเทศที่เพิ่มขึ้นได้ค่อนข้างเหมาะสม ดังนั้นห้องสมุดที่เพิ่งเปิดใหม่จึงต้องมองไกลไปไปถึงอนาคตในเรื่องการใช้โปรแกรมห้องสมุดด้วยเช่นกัน
*หมายเหตุ
งานเขียนชิ้นนี้ ได้รับการคุ้มครองสิทธิตามพระราชบัญญัติคุ้มครองสิทธิทางปัญญา โดยลิขสิทธิเป็นของผู้เขียน ที่ให้เกียรตินำเผยแพร่ผ่าน วิชาการ.คอม เรามีความยินดีและอนุญาตให้ทำซ้ำหรือเผยแพร่ต่อเพื่อประโยชน์ทางการศึกษาเท่านั้น กรุณาให้เกียรติผู้เขียน โดยอ้างชื่อผู้เขียนและ วิชาการ.คอม (www.vcharkarn.com) ทุกครั้งที่ทำการเผยแพร่ต่อ ห้ามนำส่วนหนึ่งส่วนใดไปเผยแพร่ต่อในสื่อที่เอื้อประโยชน์ทางธุรกิจก่อนได้รับอนุญาต ขอขอบคุณที่ร่วมกันช่วยสร้างให้สังคมไทยเป็นสังคมแห่งปัญญา
ยังไม่มีความเห็นเพิ่มเติม