สารบัญ
หน้าที่ 6 - น้ำขึ้น-น้ำลง Tidal force และ Earth tide
อิทธิพลของแรงโน้มถ่วงที่เราคุ้นเคยกันเป็นอย่างดีอันหนึ่งคือปรากฏการณ์น้ำขึ้นน้ำลง ซึ่งเกิดจากแรงโน้มถ่วงของดวงจันทร์ที่กระทำต่อโลก ในภาพเป็นปรากฏการณ์น้ำขึ้นน้ำลงที่ Nova Scotia ในแคนนาดาซึ่งเป็นน้ำขึ้นน้ำลงที่ มีความสูงมากที่สุดในโลก คือประมาณ 16 เมตร (ข้อมูลจาก
http://museum.gov.ns.ca/fossils/protect/tides.htm)
คำถาม? น้ำขึ้นน้ำลงเกิดขึ้นวันละกี่ครั้ง (ขึ้นสูงสุดถึงลงต่ำสุดนับเป็น 1 ครั้ง)
คำตอบ: ปรากฏการณ์น้ำขึ้นน้ำลง มีทั้งแบบที่เกิดขึ้นสองครั้งต่อวัน (semidiurnal) และ แบบที่เกิดน้ำขึ้นน้ำลงวันละครั้ง (diurnal) แต่โดยส่วนมากแล้วเราจะพบว่าน้ำจะขึ้นสูงสุดและลงต่ำสุดสองครั้งต่อวัน
ทำไมน้ำขึ้นน้ำลงเกิดขึ้นวันละสองครั้ง
เป็นที่ทราบกันดีว่าแรงโน้มถ่วงจากดวงจันทร์ย่อมถึงดูดน้ำในมหาสมุทรบนโลก แต่จากความจริงที่ว่า แรงดึงดูดระหว่างมวลนั้นขึ้นกับระยะทาง (

) ผู้สังเกตบนโลกจะสังเกตพบว่า นอกจากมหาสมุทรด้านที่อยู่ใกล้ดวงจันทร์จะถูกแรงดึงดูดระหว่างมวลดูดเข้าหาดวงจันทร์แล้ว มหาสมุทรด้านที่อยู่ตรงข้ามจากดวงจันทร์ยังถูกแรงโน้มถ่วงของดวงจันทร์ผลักให้โป่งออกไปอีกด้วย
ปรากฏการณ์นี้ขัดแย้งกับความจริงที่ว่าแรงโน้มถ่วงดึงดูดมวลเข้าหากันเสมอหรือไม่? เราจะลองพิจารณาการคำนวณง่ายๆต่อไปนี้
จากรูปให้ดวงจันทร์อยู่ห่างจากโลกเป็นระยะ

มวลของดวงจันทร์มีค่าเท่ากับ

สมมุติว่ารัศมีของโลก มีค่าเท่ากับ

เราจะพิจารณาโมเลกุลของน้ำบนผิวของมหาสมุทร มวล

ที่ตำแหน่ง

อาศัยกฎแรงโน้มถ่วงของนิวตัน แรงโน้มถ่วงจากดวงจันทร์ที่กระทำกับโมเลกุลนี้คือ
โดยอาศัยการประมาณ

เราจะได้ว่า
โดยที่เรานิยาม แรง Tidal Force

ดังสมการ
ในทำนองเดียวกันพิจารณาโมเลกุลของน้ำมวล

ที่ตำแหน่ง

แรงโน้มถ่วงจากดวงจันทร์ที่กระทำกับโมเลกุลนี้คือ
เพื่อความง่ายในการพิจารณาอาจจะสมมุติว่าโลกกำลังเคลื่อนที่เข้าหาดวงจันทร์ด้วยอิทธิพลของแรงโน้มถ่วง สำหรับผู้สังเกตภายนอก ผู้สังเกตที่อยู่ที่จุดศูนย์กลางโลกจะเห็นว่าแรงดึงดูดจากดวงจันทร์ที่กระทำที่ ณ. ตำแหน่ง A มีค่ามากกว่าแรงที่ตำแหน่ง B ดังนั้นโมเลกุลน้ำที่ตำแหน่ง A ก็จะวิ่งเข้าหาดวงจันทร์ด้วยความเร่งมากกว่าโมเลกุลของน้ำที่อยู่ที่จุดศูนย์กลางโลก และ มากกว่าความเร่งของโมเลกุลน้ำที่ตำแหน่ง B ตามลำดับ
แต่สำหรับผู้สังเกตที่อยู่ที่จุดศูนย์กลางโลก ซึ่งตัวเขาเองกำลังตกเข้าหาดวงจันทร์ เขาจะเห็นว่า โมเลกุลน้ำที่ตำแหน่ง A พยายามที่จะเร่งเข้าหาดวงจันทร์ ด้วยอิทธิพลของแรง Tidal force

ส่วนโมเลกุลที่ตำแหน่ง B ก็จะถูกแรง Tidal Force ผลักให้เคลื่อนที่ออกจากดวงจันทร์ ผู้สังเกตทั้งสองจึงเห็นว่าน้ำในมหาสมุทรโป่งออกทั้งด้านที่ใกล้และด้านที่ไกลจากดวงจันทร์ การพิจารณานี้ใช้ได้สำหรับในกรณีที่ดวงจันทร์โคจรรอบโลกเช่นกัน อย่างไรก็ตาม ในการพิจารณา Tidal Force เราจะสนใจเฉพาะแต่แรงโน้มถ่วงจากภายนอก ซึ่งในที่นี้คือแรงโน้มถ่วงจากดวงจันทร์ แต่จะไม่พิจารณาแรงดึงดูดภายในเนื่องจากมวลสารของโลกที่กระทำต่อโมเลกุลของน้ำ
(ภาพประกอบจากอินเทอร์เน็ต) โลกไม่ได้อยู่นิ่งๆแต่มันถูกดวงจันทร์ดึงดูดเข้าไป แต่แรงโน้มถ่วงจากดวงจันทร์ที่ A มากกว่าที่ B นั่นคือโมเลกุลที่ A วิ่งเข้าหาดวงจันทร์เร็วกว่า B ผู้สังเกตบนโลกจะรู้สึกว่า A ถูกดึงเข้าหาดวงจันทร์ ด้วยแรง

ส่วน B ถูกผลักออกไปด้วยแรงเดียวกัน
แรง Tidal force ยังมีส่วนสำคัญมากในทางดาราศาสตร์ เช่น ถ้าวัตถุเคลื่อนที่เข้าใกล้ดาวหรือเทหะวัตถุ ที่มีมวลมากๆ ความเข้มของแรงโน้มถ่วงที่จุดต่างๆบนวัตถุจะมีค่าแตกต่างกันมากเป็นผลให้แรง Tidal force ที่ปลายทั้งสองข้างของวัตถุมีค่ามาก ถ้าสนามโน้มถ่วงของดาวนั้นแรงพอ วัตถุสามารถถูกฉีกออกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยได้เลยทีเดียว ตัวอย่างเช่น กรณีของดาวหาง Shoemaker-Levy 9 ที่ถูกแรง Tidal force ของดาวพฤหัสฉีกให้แตกเป็นชิ้นเล็กๆก่อนที่จะพุ่งชน หรือ กรณีของวัตถุที่ตกเข้าไปในหลุมดำ และ ดาวนิวตรอนเป็นต้น

จากภาพ แรง Tidal force ของดาวที่มีมวลมากๆสามารถยืดให้วัตถุฉีกขาดออกจากกันได้
ข้อมูลเพิ่มเติมเรื่องน้ำขึ้นน้ำลง (เสียใจด้วย ... เป็นภาษาอังกฤษ)
ที่ ScienceWorld
http://scienceworld.wolfram.com/physics/Tide.html
ที Wiki
http://en.wikipedia.org/wiki/Tide
และที่ Wiki
http://en.wikipedia.org/wiki/Tidal_force อีกเช่นกัน
Earth tide
ไม่เพียงแต่แรงโน้มถ่วงจากดวงจันทร์ (และดวงอาทิตย์) จะมีผลต่อน้ำบนผิวโลกซึ่งเป็นของเหลวเท่านั้น แต่ยังมีผลกับพื้นดินหรือส่วนของแข็งอีกด้วย ทำให้เกิดปรากฏการณ์ที่ เรียกว่า Earth tide
พื้นดินบนผิวโลก ถ้ามองในเผินๆเหมือนกับเป็นของแข็ง แต่จริงๆแล้วเป็นของไหล แผ่นดินของทวีปมีการเคลื่อนไหวตลอดเวลา แรงโน้มถ่วงจากดวงอาทิตย์และดวงจันทร์ ทำให้ผิวดินของโลกสูงขึ้นและต่ำลงทุกๆ 12 ชั่วโมง (ความแตกต่างมากสุดประมาณ 30 cm)
ปรากฏการณ์นี้วัดได้ด้วยกระบวนการทางธรณีวิทยา เช่น วัดคลื่นเสียง หรือวัดการเปลี่ยนแปลงของสนามโน้มถ่วงโลก เป็นต้น
ข้อมูลเพิ่มเติมดูได้จาก
http://www.earthsci.unimelb.edu.au/ES304/MODULES/GRAV/NOTES/tidal.html
*หมายเหตุ
งานเขียนชิ้นนี้ ได้รับการคุ้มครองสิทธิตามพระราชบัญญัติคุ้มครองสิทธิทางปัญญา โดยลิขสิทธิเป็นของผู้เขียน ที่ให้เกียรตินำเผยแพร่ผ่าน วิชาการ.คอม เรามีความยินดีและอนุญาตให้ทำซ้ำหรือเผยแพร่ต่อเพื่อประโยชน์ทางการศึกษาเท่านั้น กรุณาให้เกียรติผู้เขียน โดยอ้างชื่อผู้เขียนและ วิชาการ.คอม (www.vcharkarn.com) ทุกครั้งที่ทำการเผยแพร่ต่อ ห้ามนำส่วนหนึ่งส่วนใดไปเผยแพร่ต่อในสื่อที่เอื้อประโยชน์ทางธุรกิจก่อนได้รับอนุญาต ขอขอบคุณที่ร่วมกันช่วยสร้างให้สังคมไทยเป็นสังคมแห่งปัญญา
จำนวน 3 ความเห็น, หน้า่ | -1-
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1 8 พ.ค. 2550 (17:37) ขอบคุณสุดๆเป้นประโยชน์มากๆเลยอ่ะ
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 2 28 ส.ค. 2550 (19:45) หนูขอไปอ้างอิงทำรายงานนะคะ
ขอบคุณค่า
ช่วยได้มากเลยค่ะ
เนื้อหาทันสมัยกว่าหนังสืออ้างอิงในห้องสมุดเยอะเลย
เขียนอีกเยอะๆเลยนะคะ
^o^/
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 3 9 ก.พ. 2551 (23:11) ขอบคุณมากครับ จบฟิสิกส์มานานหลายสิบปีแล้ว ลูกโตขึ้นชั้น ม. 1 เลยต้องกลับมาทบทวนอีกที
ขอบคุณมากครับ ขอใช้ประโยชน์จากท่านนะครับ