 |
<script language="JavaScript" src="http://www.vcharkarn.com/javafeed/article/18312" type="text/javascript"></script> |
|
Stem Cell For Life
สัมภาษณ์ น.สพ. ศุภเสกข์ ศรจิตติ ถึงที่มาของธนาคาร Stem Cell และบทบาทสำคัญในการรักษาโรค
ผู้เขียน: vteam ชมแล้ว: 32,962 ครั้ง
post ครั้งแรก: Fri 27 April 2007, 11:20 am ปรับปรุงล่าสุด: Wed 8 August 2007, 12:49 am
|
หน้าที่ 1 - Stem Cell ไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป
Stem Cell ไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไปเมื่อเทคโนโลยีทางการแพทย์ก้าวหน้าในการนำ
Stem Cell มารักษาโรคได้มากกว่า70ชนิด แต่น้อยคนนักที่จะเข้าใจความหมายของ
Stem Cell อย่างแท้จริง
วิชาการดอท คอมได้รับเกียรติจาก
น.สพ. ศุภเสกข์ ศรจิตติ จบการศึกษาจากคณะสัตวแพทย์ศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย แม้จะเป็นสัตวแพทย์แต่ท่านเคยเทรนเรื่องยาจากออสเตเลีย มาให้ความรู้เรื่องนี้
ทำไม คุณหมอ ถึงมาสนใจเรื่อง Stem Cell
เนื่องจากที่ผ่านมาผมเป็นคนที่สนใจเรื่องยามาก่อนครับ และก็ได้มีโอกาสทำยา
Specials หมายถึงยาที่ไม่มีในเมืองไทย ทั้งของคนและของสัตว์ แต่เราเอาเข้ามาให้เป็นเฉพาะรายบุคคลนะครับ เพราะยาพวกนี้ยังไม่ผ่าน อย.ในบ้านเรา จากจุดนี้ทำให้เราเห็นว่าในอนาคต
stem cell น่าจะมีบทบาทเข้ามาแทนที่ยาได้เป็นอย่างดี โรคอะไรที่ยาทั่วไปรักษาไม่ได้ หรือได้ผลไม่ดีก็อาจใช้
Stem cell ได้ และอีกอย่างหนึ่งที่ทำให้ผมสนใจด้านนี้ก็คือ การที่เราอยากเห็นผู้ป่วยไม่ว่าคนหรือสัตว์ ได้รับการรักษาให้หายจากโรค เพราะหลายโรคนั้นคงต้องรอให้สเต็มเซลล์เป็นตัวเลือกในการรักษาครับ
Stem Cell คืออะไร
คำไทยใช้คำว่า เซลล์ต้นกำเนิด ถ้าแปลตรงตัว
Stem ก็แปลว่าลำต้น ซึ่งเซลล์ต้นกำเนิดนี้ย้อนไปถึงการกำเนิดชีวิตนั่นเอง กระบวนการกำเนิดชีวิตมนุษย์หรือสัตว์นั้น สเปิร์มของผู้ชาย จะมาผสมกับไข่ของผู้หญิงกลายเป็น1เซลล์ จากนั้นหนึ่งเซลล์จะทำการแบ่งตัวเป็นทวีคูณ กลายเป็นอวัยวะต่างๆ ขึ้นมา ดังนั้นเซลล์ต้นกำเนิดก็เหมือนเซลล์ที่กลายเป็นอะไรก็ได้ เช่นถ้าไปอยู่ที่สมองก็กลายเป็นเซลล์สมอง ไปอยู่ที่เซลล์ตับก็กลายเป็นเซลล์ตับ
Stem Cell สร้างความน่าอัศจรรย์ใจและแสดงให้เห็นถึงความก้าวหน้าของวงการแพทย์ ด้วยคุณสมบัติดังนี้
1.สามารถแบ่งตัวของตัวเองได้ตลอด
2.สามารถเปลี่ยนตัวเองได้ เช่นเปลี่ยนแปลงตัวเองเป็นเม็ดเลือดแดง เม็ดเลือดขาว หรือเป็นเซลล์อื่นๆได้
3.ยังเป็นตัวของตัวเอง คือมีค้างของตัวเองเสมอ ยังคงมีความเป็น Stem Cell อยู่นั่นเอง
ด้วยคุณสมบัติสามประการที่กล่าวมา เมื่อ Stem Cell เข้าสู่ร่างกาย ก็จะวิ่งเข้าส่วนที่ร่างกายต้องการ ภาษาทางการแพทย์เรียกว่าHomingเพราะเมื่อร่างกายมีบาดแผลจะมีการหลั่งสารบางอย่างออกมา ซึ่งสารตัวนี้เป็นตัวดึงดูดให้วิ่งเข้าไปสร้างหรือซ่อมแซม
ทุกสิ่งทุกอย่างย่อมมีทั้งข้อดีและข้อเสีย Stem Cellเองก็มีข้อจำกัดในการรักษาด้วยเช่นกัน
1.ระยะเวลาการรักษาต้องใช้เวลาพอประมาณ เช่นถ้าคนไข้ถึงจุดวิกฤตเต็มที แต่ต้องปลูกถ่ายไขกระดูก ซึ่งร่างกายต้องใช้ระยะเวลาสักพัก ก็อาจไม่ทันการณ์
2.ช่วงที่ทำการรักษาโรคอย่างหนึ่งอยู่ ต้องพยายามรักษาร่างกายไม่ให้มีโรคแทรกซ้อน ไม่เช่นนั้น Stem Cellก็จะวิ่งไปรักษาที่อื่นด้วยเช่นกัน
3. Stem Cell มีหลายแหล่ง แต่ละแหล่งก็มีชนิดของ Stem Cellที่แตกต่างกันออกไป การนำไปใช้ก็ขึ้นอยู่กับชนิดของ Stem Cellที่ใช้รักษาโรคนั้นๆ
4.ถ้าเป็นการขอรับบริจาคจากบุคคลอื่นที่มิใช่ญาติ มีโอกาสที่ร่างกายจะรับแค่1ต่อ50,000ถ้าเป็นพ่อ แม่ ลูก มีโอกาส1ต่อ2 ถ้าเป็นพี่น้องท้องเดียวกัน มีโอกาส1 ต่อ 4
5.ผู้ที่นำมารักษาต้องเป็นผู้เชี่ยวชาญ โดยเฉพาะ
Stem Cell นำมาจากไหนได้บ้าง
Stem Cell ของมนุษย์สามารถเก็บได้หลายระยะ เริ่มตั้งแต่ยังเป็นตัวอ่อนในระยะบลาสโตซิสท์ (ไข่ผ่านการผสมกับสเปิร์มมาแล้วประมาณ4-5วัน) เรียกว่า
Embryonic stem cell แต่เนื่องจากยังมีมุมมองในแง่ศีลธรรมกันอยู่มาก เพราะหลายคนที่มีความเห็นว่าการนำ
Embryonic stem cell มาใช้นั้นเป็นการฆ่าตัวอ่อน ซึ่งอันนี้ก็แล้วแต่ทัศนะของแต่ละคน ดังนั้นจึงขอพูดถึง Stem Cellที่นำมาใช้ประโยชน์ต่อมนุษย์ในปัจจุบันและไม่ขัดกับหลักศีลธรรม โดยเราจะพูดถึง
Adult Stem Cell ซึ่งประโยชน์ที่นำมาใช้เรียกได้ว่าไม่ด้อยไปกว่ากัน และไม่ขัดแย้งในเชิงศีลธรรม
แหล่งที่พบ Adult Stem Cell ได้แก่เลือด ไขกระดูก เลือดจากสายรก (สายสะดือ) ตัวสายสะดือ ไขมัน ฟันน้ำนม เรียกได้ว่า สามารถพบได้เกือบทุกอวัยวะของร่างกาย แต่แหล่งที่พบแต่ละที่นั้นมีข้อดีข้อเสียและการนำมาใช้แตกต่างกันไป ดังนั้นจึงขอยกเพียงบางที่มาทำความเข้าใจกัน
Stem Cell จากเลือด
เลือดทั่วๆไปในร่างกายมี Stem Cell แต่มีปริมาณน้อยมาก หากเราต้องการเร่งให้ไขกระดูกปลดปล่อย Stem Cellออกมาสู่ระบบเลือดในปริมาณมากขึ้น หมอจะฉีดยากระตุ้นการสร้างเม็ดเลือดขาว หรือที่เรียกว่า
G-CSF ( Granulocyte Colony Stimulating Factor ) เข้าไป และทำการเก็บ Stem Cell ด้วยเครื่อง
Apheresis ข้อดีของวิธีนี้คือ เราสามารถเก็บ Stem Cell ให้ได้ตามจำนวนที่เราต้องการนำไปปลูกถ่ายในผู้ป่วย แต่ข้อเสียคือ อาจมีผลข้างเคียงจากการใช้ยา
G-CSF และ Stem Cell ที่ได้จะมี T-Cell ซึ่งเป็นเสมือนหน่วยความทรงจำว่าร่างกายเคยเป็นโรคอะไรมาแล้วบ้าง ซึ่งT-Cell นี้อาจทำให้ร่างกายไม่ยอมรับการปลูกถ่าย และยิ่งอายุมากขึ้นศักยภาพของ Stem Cell ในร่างกายก็ลดลงเช่นกัน
Stem Cell จากไขกระดูก
หรือที่เรารู้จักกันในชื่อ การปลูกถ่ายไขกระดูก ในกระดูกมี Stem Cell มากเพียงพอที่จะนำมาใช้ แต่วิธีการนำมาใช้ยุ่งยากและค่อนข้างเจ็บมาก คือ ผู้ให้จะต้องวางยาสลบและทำในห้องศัลยกรรมของโรงพยาบาล โดยแพทย์จะเจาะเข้าไปบริเวณกระดูกเชิงกรานให้ถึงไขกระดูก แล้วดูด Stem Cell ที่อยู่ในโพรงไขกระดูกให้เพียงพอกับจำนวนที่ต้องใช้ และที่แน่ๆเจาะแค่รูเดียวคงไม่เพียงพอ และต้องนอนรักษาตัวในโรงพยาบาล 1 วัน และกลับไปพักฟื้นอีกอย่างน้อย 5 วัน
Stem Cell จากเลือดในสายรก
การเก็บเลือดจากสายรก จะทำได้แค่ช่วงที่เด็กแรกคลอดเท่านั้น ข้อดี คือ มีปริมาณ T-Cell น้อยมาก เพราะเด็กนั้นยังไม่เคยสัมผัสโรคใดๆ มีวิธีการจัดเก็บง่าย ปลอดภัย ไม่มีความเจ็บปวดต่อทั้งแม่และเด็ก นักวิทยาศาสตร์ พบว่ามี Stem Cell อยู่หลากหลายชนิดในเลือดจากสายรก ปัจจุบันมีโรคกว่า 70 ชนิดที่สามารถนำเลือดจากสายรกไปใช้รักษา นอกจากนี้ยังมีการทดลองเปลี่ยน Stem Cell ที่ได้จากเลือดในสายรกนี้ให้เป็นเซลล์ชนิดอื่นๆ นอกจากเซลล์เม็ดเลือด เช่น เซลล์ประสาท เซลล์ กระดูก เซลล์ตับ เซลล์หลอดเลือด เซลล์กระดูกอ่อน กล้ามเนื้อหัวใจ หรือแม้กระทั้งผลิตอินซูลิน ถึงแม้จะอยู่ในช่วงการทดลอง แต่ก็มีความเป็นไปได้สูงที่จะนำมาใช้ได้จริง
Stem Cell ที่เก็บจากเลือดในสายรกนั้น ถ้านำไปรักษาพ่อแม่ มีเพียง HLA ตรงกัน3 ตำแหน่งก็สามารถใช้ได้ แต่ถ้าเป็น Stem Cell จากแหล่งอื่น ต้องตรงกันถึง 6 ตำแหน่ง จึงจะสามารถนำไปรักษาได้ แต่เลือดจากสายรกก็มีข้อเสีย คือ ปริมาณที่เก็บได้มีจำนวนน้อย จึงสามารถนำมาใช้ได้กับเด็กหรือ ผู้ใหญ่ที่มีน้ำหนักน้อย เพราะจำนวน Stem Cell ที่นำมาใช้ ต้องเหมาะสมกับน้ำหนักตัวของผู้ป่วย แต่นักวิทยาศาสตร์ ก็ไม่ได้นิ่งนอนใจ ที่จะพัฒนาการเพิ่มจำนวนของ Stem Cell ที่ได้จากสายรกให้มีปริมาณเพียงพอสำหรับคนที่มีน้ำหนักมากๆ
*หมายเหตุ
งานเขียนชิ้นนี้ ได้รับการคุ้มครองสิทธิตามพระราชบัญญัติคุ้มครองสิทธิทางปัญญา โดยลิขสิทธิเป็นของผู้เขียน ที่ให้เกียรตินำเผยแพร่ผ่าน วิชาการ.คอม เรามีความยินดีและอนุญาตให้ทำซ้ำหรือเผยแพร่ต่อเพื่อประโยชน์ทางการศึกษาเท่านั้น กรุณาให้เกียรติผู้เขียน โดยอ้างชื่อผู้เขียนและ วิชาการ.คอม (www.vcharkarn.com) ทุกครั้งที่ทำการเผยแพร่ต่อ ห้ามนำส่วนหนึ่งส่วนใดไปเผยแพร่ต่อในสื่อที่เอื้อประโยชน์ทางธุรกิจก่อนได้รับอนุญาต ขอขอบคุณที่ร่วมกันช่วยสร้างให้สังคมไทยเป็นสังคมแห่งปัญญา
จำนวน 27 ความเห็น, หน้า่ |
1| -
2-
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 8 20 มิ.ย. 2550 (12:47) อยากทราบข้อมูล ของธนาคาร stem cell life เรื่องของค่าใช้จ่ายในการเก็บ stem cell และ
เก็บได้กี่ปี ช่วยส่งมาให้ที่ email ด้วยค่ะ
ขอบคุณค่ะ
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 9 7 ก.ค. 2550 (13:53) ขอ email ของคุณ Petchlada123 ด้วยครับ แล้วจะให้น้องเค้าส่งข้อมูลไปให้ครับ และหากอยากได้ข้อมูลหรือจะปรึกษาด้านนี้ก็ยินดีครับ
และขออณุญาตแจ้งเลยว่า ผมไม่ได้ทำงานให้กับ SCL ตั้งแต่ 1 มีนาคมที่ผ่านมาครับ ปัจจุบันเป็นเพียงผู้ถือหุ้นที่อยากถอนหุ้น และขอมุ่งมั่นที่จะทำงานด้าน Stem cell ให้เป็น Scientific ครับ
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 10 20 ก.ค. 2550 (23:56) stem cell ใช้กับใบหน้าให้สวยใสไร้รอยเหี่ยวย่นได้หรือไม่
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 11 21 ก.ค. 2550 (16:08) ตอบให้ในกระทู้พื้นฐานเรื่องสเต็มเซลล์แล้วนะครับ
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 12 21 ก.ค. 2550 (17:17) ขออนุญาตเรียนถามคุณไข่ต้มร้อนๆ ในส่วนเกี่ยวกับมุมมองการตลาดสำหรับ stem cell หน่อยได้ไหมคะ ถึงแม้คุณฯ บอกว่าจะเน้น stem cell ให้เป็น scientific มากขึ้นก้อตาม แต่อยากได้ความเห็นจากผู้มีประสบการณ์ เนื่องจากมีเพื่อนชวนให้ไปทำงานด้านนี้ค่ะ ขอบพระคุณมากค่ะ
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 13 23 ก.ค. 2550 (20:46) ตอนนี้สามารถรักษาโรคมางสมองได้มากน้อยเพียงใดครับ คือกำลังรอผลวิจัยอยู่ครับขอบคุณครับ
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 15 7 ส.ค. 2550 (18:35) เรื่องการตลาด ขอพูดแค่สั้นๆว่า ทำอะไรก็แล้วแต่ ขอให้ทำจากใจ และเน้นความจริงใจให้กับลูกค้าวันนี้ผมไม่ได้อยู่จุดที่เป็นนักการตลาดเต็มตัว และก็ไม่ได้ทำให้กับ SCL มานานแล้ว ...เอาเป็นว่าสิ่งที่ผมไม่อยากเห็น คือ บุคคลที่ไม่รู้จริงแล้วไม่คิดจะศึกษาหวังแต่จะเอาเงินจากกระเป๋าลูกค้าครับ ผมเชื่อว่าไม่มีใครว่าแพงหรอกหากมันดีจริง และพูดถึงข้อดี ข้อเสีย ผลกระทบ ก่อนที่จะให้คนไข้ตัดสินใจว่าจะทำไหม .....ตลาดของสเต็มเซลล์ยังอีกไกลครับ แต่ที่มันจะพังซะก่อนก็จากคนที่ไม่รู้ หรือคนที่รู้แต่เน้นธุรกิจเป็นหลัก เช่น บอกรักาได้ทุกโรคนี่แหละครับที่จะทำให้เสียหมด เพราะคนจะคิดว่า วิทยาการด้านสเต็มเซลล์เป็นสิ่งที่หลอกลวง ทั้งที่มันเป็นวิทยาการที่ดี
ส่วนเรื่องของระบบประสาท อันนี้มีการทดลองออกมาเรื่อยๆครับ ก็คงต้องถามกลับว่าเป็นระบบประสาทส่วนไหนของร่างกายครับ
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 16 17 ส.ค. 2550 (14:53) เวลาคนสูงอายุป่วยเป็นโรคหัวใจที่ต้องผ่าตัดแล้วแพทย์ไม่แน่ใจว่าการผ่าตัดจะเป็นการต่ออายุหรือบั่นทอนอายุผู้ป่วย ทางเลือกที่เสี่ยงน้อยกว่าคือ Cell Therapy แบบจีนโบราณ กล่าวคือ ถ้าผู้ป่วยเป็นโรคหัวใจ เยื่อหุ้มหัวใจ หมอโบราณก็จะหาหัวใจหมูมาปรุงกับตัวยาสมุนไพรให้ดื่มหรือกิน หากการวินิจฉัยโรคถูกต้อง อาการป่วยจะดีขึ้นและหายได้ ไม่ต้องเสี่ยงกับการผ่าตัด
นอกจากนี้การเปลี่ยนอวัยวะ (Implantation) ก็ยังต้องใช้ยาประคับประคองชีวิตหลังการผ่าตัด เช่น ผู้ป่วยผ่าตัดเปลี่ยนไตก็ต้องกินยากดภูมิคุ้มกันตลอดชีวิต แพทย์แผนปัจจุบันจากรพ.จุฬาและรามาธิบดี หลายท่านยืนยันว่า การใช้ Stem cell เพาะอวัยวะในรูปแบบ Cell therapy นั้นปัจจุบันทำได้สำเร็จกับการปลูกถ่ายไขกระดูกเท่านั้น กับอวัยวะอื่นๆ ยังลองผิดลองถูกอยู่แต่มีราคาแพงมาก
คนเราเกิดมาแล้วก็ต้องตาย และเสียภาษี (หนีไม่พ้น) อยู่ถึง 100 ปีแต่ไม่เกิดประโยชน์กับตนเอง (ตัดภพชาติให้สั้นลง) หรือทำประโยชน์ให้ผู้อื่นไม่ได้ พระพุทธเจ้าตรัสว่าสู้คนเกิดมาอยู่เพียง 1 วันแล้วทำภพชาติสิ้นลงไม่ได้
ไม่อยากป่วย เจ็บ หรือตาย ก็ไม่ควรเกิด เกิดมาแล้วก็ต้องป่วย เจ็บ ตายเป็นธรรมดา อยากอยู่นานๆ ก็ทำความดีมากๆ ๆ แล้วก็จะป่วยน้อย เจ็บน้อย ตายช้า อาศัย อิทธิบาท ๔ บำรุงธาตุให้กับร่างกายนี้ ไม่เห็นแก่ความเอร็ดอร่อยมากเกินไป ชีวิตคนในยุคพระพุทธเจ้าโคดม ก็ประมาณ 100 ปี ซึ่งก็น่าจะพอแล้ว
yama
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 52 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 152 ดวง - โหวตเพิ่มดาว
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 17 18 ส.ค. 2550 (11:48) ขออณุญาติคุณ Yama แสดงความคิดเห็นครับ
1 หาก cell Therapy ได้ผล Stem cell ก็ต้องได้ผลดีกว่า และจากข้อมูล ณ ปัจจุบับพบว่า ยังไงการปลูกถ่ายข้าม species ก็ไม่ดีเท่ากับของตัวผู้ป่วยเอง หรืออย่างน้อยก็ขอเป็นสปีชี่ย์เดียวกันครับ
2 ไม่ใช่ผมไม่เชื่อ Cell therapy นะครับ เพราะพวกผมก็มาจากจุดนี้เช่นกันก่อนที่จะมาเป็น Stem cell therapy
3 ส่วนเรื่องที่หมอบางที่ได้กล่าวอย่างที่คุณเขียนไว้ในความเห็น ผมขอบอกอย่างนี้ครับ
...แพทย์ทั้งหลายขอความกรุณานึกถึงคน 65 ล้านคนตาดำๆ มากกว่าการนึกถึงแต่สถาบันของท่านเอง
4 จากข้อ 3 ผมไม่อยากพูดมาก และก็คงพูดมากไม่ได้ เพราะที่นี่เป็นสาธารณะมันไม่สมควร
สุดท้าย ผมขอเล่านินานเรื่องนึงครับ....เรื่องมีอยู่ว่า เสือ 2 ตัว ทำงานด้านเดียวกัน วันนึง เสือตัวหนึ่งขอความช่วยเหลือ แต่อีกตัวก็ดันไม่ว่างสักที มัวแต่ทำของตัวเองก็เลยไม่สนใจ ด้านเสือที่ขอความช่วยเหลือก็เก่ง และฉลาดอยู่แล้ว ก็เลยยิ่งรู้สึกว่าชั้นก็เป็นหนึ่งในด้านกัดเหยื่อ ใยฉันต้องให้คู่แข่งอยู่เหนือกว่า ในเมื่อวิธีการที่ฉันทำฉันทำมานานแล้ว เรื่องไรล่ะ...
แล้ววันนึงความจริงจะปรากฎครับ
ยังไงผมไปเขียนบทความอันที่ 3 ก็มาจากเรื่องที่คุณกล่าว...ก็ลองอ่านดูนะครับ อยากรู้บางเรื่องต้องหลังไมค์ครับ TIT (This Is Thailand)
http://www.vcharkarn.com/include/article/showarticle.php?aid=32173
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 18 24 ส.ค. 2550 (19:39) ผมก็เป็นคนหนึ่งที่ให้ภรรยาเก็บ stem cell เช่นเดี่ยวกัน เมื่อ 1 เดือนผ่านมานี้เอง กับสภากาชาดไทย ซึ่งในตอนแรกก็ไม่มีข้อมูลเลยแต่ฟังจากเพื่อนบอกมาอีกที และก็ได้รับข้อมูลเช้นเดี่ยวกันว่ามีบริษัทเอกชนอีกหลายแห่งที่ทำธุรกิจนี้ด้วยเช่นกัน แต่ที่ตัดสินใจเก็บกับสภากาชาดไทยเพราะคิดอะไรไม่ออกแต่คิดว่าสภากาชาดไทยเปิดมานานน่าจะได้รับความไว้วางใจ นั้นเป็นเหตุผลที่เลือกเก็บ แต่พอหลังจากนั้นก็ได้รับข้อมูลมากขึ้น ก็เป็นจริงอย่างที่คิด เทคนิคการเก็บหรือที่เรียกว่าการ Freeze นั้นได้รับการรับรองและ Train โดยตรงจาก WHO และที่มากไปกว่านั้นผมยังซาบซึ่งการทำงานของเจ้าหน้าที่ ที่มารอ ตั้งแต่ดึกดื่นๆจนน้องคลอดออกมา ถ้าใครอยากศึกษาว่าประโยชน์เป็นอย่างไรก็ลอโทรไปที่สภากาชาดไทยหรือเข้า website ดูสิครับ
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 21 31 ต.ค. 2550 (19:26) คืออยากทราบว่า stem cell สามารถเพาะเองได้รึเปล่าคะ
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 22 31 ต.ค. 2550 (19:44) คือว่ามันไม่เป็นไรเหรอถ้าจะเอาเซลล์ของอีกคนไปใส่ให้อีกคนดีเอ็นเอมันไม่เหมือนกันนี่คะ
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 23 7 พ.ย. 2550 (14:46) YOU can NEVER USE someone else's stem cells for ANY treatment before you test for TISSUE COMPATIBILITY! If not compatible, REJECTION will happen and the recipient may even die, the stem cells of the organ will be rejected. If the mismatch is small then immunosuppressive medication may control rejection but it may still happen! And this is true for bone marrow diseases. FOR ANY OTHER treatments like directly into the organ affected ONLY YOUR OWN stem cells are good! DO not believe anything else!
www.thaistemlife.co.th for the most correct information!
081 3460 7676 24hr hotline
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 25 11 ธ.ค. 2550 (17:25) เคยมีการทดลองใช้ stem cell ในการรักษาผู้ป่วย HIV ไหมครับ แล้วได้ผลเป็นยังไง
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 26 11 ธ.ค. 2550 (19:25) รบกวนเรียนถามคุณหมอ
ปัจจุบันมีการนำ stem cell มารักษาในผู้ป่วยอัมพฤก / อัมพาต หรือไม่ค่ะ คุณพ่อป่วยเป็นอัมพฤก ด้านซ้าย ท่านก็รอความหวังว่าจะหาย ... กลุ้มมาก ๆ เลยค่ะ
ถ้ามี แต่ไม่ได้อยู่ในประเทศไทย มีที่ประเทศไหนบ้างค่ะ ที่ทำสำเร็จแล้ว ... ถ้าคุณหมอสะดวกขอทราบที่ติดต่อด้วยนะค่ะ
กราบขอบพระคุณล่วงหน้าค่ะ
lekk9
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 1 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 150 ดวง - โหวตเพิ่มดาว
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 27 16 ธ.ค. 2550 (09:13) อยากทราบว่า stem cell สามารถที่จะรักษาโรคภูมิแพ้ได้หรือไม่
และสามารถนำstem cell มาใช้ในผู้ป่วยที่เป็นมะเร็งในโพรงจมูกรึเปล่า
ถ้ารักษาไม่ได้ สามารถที่จะนำstem cell มารักษาโรคที่เกิดต่อเนื่องจากการเป็นมะเร็งโพรงจมูกหรือไม่ อย่างเช่น ภาวะที่มะเร็งเข้าถึงกระดูก(บริเวณกราม)และภาวะที่มะเร็งเข้าสู่น้ำเหลือง
ขอความกรุณาด้วยครับ ผมจะหาวิธีรักษาให้พ่อของผมครับ
ขอบคุณล่วงหน้าครับ
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 28 19 มี.ค. 2551 (00:40) ThaiStem Life มาเอวเลยเหรอครับ Hello Dr.Cortas
เดี๋ยวขอมาตอบวันหลังนะครับ
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 29 20 มี.ค. 2551 (10:47) ก่อนอื่นขอย้ำนะครับว่า ผมไม่ได้ทำงานให้ Stem Cell for Life มาปีกว่าแล้วครับ ปัจจุบันผมทำงานให้ น.พ. จอน ยังพิชิต ที่ Miracele Medicine
ตอบเรื่อง HIV ....stem cells ไม่สามารถรักษา HIV ได้ครับ และส่วนตัวผมคิดว่าหากจะนำสเต็มเซลล์มาแค่ "ช่วยเสริม" การรักษา นั้นเป็นไปได้ แค่ให้มีสุขภาพดีขึ้น แต่หมอๆและนักวิทย์ที่ต้องเจาะเลือดมักจะกังวลการปนเปื้อนเชื้อ ระหว่างการเก็บเลือดครับ
ตอบเรื่อง อัมพฤก .....ปัจจุบันมีการนำสเต็มเซลล์มารักษาโรคทางด้านนี้อยู่เยอะพอสมควรครับ หากอยากได้ข้อมูลมากขึ้นรบกวนส่งอีเมล์มาที่ supasek@miracele-medicine.com ครับ แล้วผมส่ง Paper ไปให้ดูครับ
โรคภูมิแพ้ ผมว่าคงไม่คุ้มกับการรักษาด้วยสเต็มเซลล์ทีค่าใช้จ่ายสูงมาก แค่แพทย์แผนปัจจุบัน ร่วมกับการฝังเข็มก็น่าจะโอเคแล้วครับ ไม่เหมือนกับโรคแพ้ภูมิตัวเอง เช่น SLE (โรคพุ่มพวง) , รูมาตอยด์ ที่อันตรายและทรมาน ผมว่าอันนี้ค่อยคุ้มกับการรักษาครับ
โรคมะเร็ง....มะเร็งที่เป็นก้อนๆ หรือที่หมอเรียกว่า Solid Tomour นั้น "สเต็มเซลล์ทำได้แค่ช่วยเสริมการรักษา" การรักษาที่ Advance นั้นจะเป็นการใช้ ภูมิคุ้มกันบำบัด เช่น การใช้เซลล์ที่ชื่อ NK cell (จากของญาติ) ที่ผ่านการคัดแยก T cell ออกเพื่อลดการเกิดการไม่ยอมรับเนื้อเยื่อ (อย่างที่ Dr. Costas เขียนข้างบน) และทำการแยก NK ให้บริสุทธิ์ แล้วผ่านกระบวนการเพิ่ม Potency จึงฉีดกลับให้ผู้ป่วย แต่ก็ต้องฉีดยากระตึ้นตามอีก 14 วันและ Follow ดูอาการ จากนั้นอาจทำ Dendritic cell Vaccine ให้กับผู้ป่วยเพื่อป้องกันการกลับมาเป็นซ้ำ (ตอนนี้ผมทำได้แค่ NK ส่วน DCV ผมยังไม่ได้ set ผมแยก DC ได้เท่านั้น)
ปล. HIV ก็หนมาศึกษาการใช้ NK เหมือนกันครับ แต่ผลการทดลองที่ ตปท. ยังไม่สมบูรณ์ แต่จากทฤษฎีแล้วมีความเป็นไปได้สูงในการรักษาครับ
ผมตอบในฐานะนักวิทยาศาสตร์นะครับ เพราะหลายเรื่องที่ผมพูดนี้ ยังเป็นเรื่องใหม่มากสำหรับประเทศไทย หากท่านใดสงสัยก็ติดต่อผมโดยตรงที่ supasek@miracele-medicine.com
หมายเหตุ อีเมล์ที่ให้นี้ ให้เฉพาะคนที่อยากรู้ข้อมูลจริงๆ เช่น เป็นคนป่วย เป็นนักวิจัย ผมจะขออนุญาตไม่ตอบกับพวกชอบหลอกถาม พวกสืบข้อมูลนะครับ
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 30 29 มี.ค. 2551 (17:42) คิดว่า ไปลองอ่านข้อมูล เพิ่มเติมที่ miracele-medicine ด้วยก็ดีนะคะ
karen
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 1 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 70 ดวง - โหวตเพิ่มดาว