คุณยังไม่ได้ Log in | สมัครสมาชิก ฟรี
กลับหน้าแรก วิชาการ.คอม
<script language="JavaScript" src="http://www.vcharkarn.com/javafeed/article/18360" type="text/javascript"></script>
ความต่างระหว่างการแปล การถอดความ และการเลียนแบบ
เรามักได้ยินเสียงบ่นว่า การแปลแบบนี้สร้างผลเสียต่อความบริสุทธิ์ของภาษา และความงอกงามของภาษาภายในชาติ ภารกิจอันยากลำบากในการนำเสนอสิ่งที่เป็นต่างด้าวในภาษาประจำชาติของตนเอง...
ผู้เขียน: ภัควดี : แปล ชมแล้ว: 19,423 ครั้ง
post ครั้งแรก: Fri 4 May 2007, 3:52 pm ปรับปรุงล่าสุด: Fri 4 May 2007, 7:21 pm
อยู่ในส่วน: ภาษาต่างชาติ

หน้าที่ 1 - จากภาษาหนึ่งสู่อีกภาษา
ทฤษฎีการแปล : ฟรีดริช ชไลเออร์มาเคอร์
ความต่างระหว่างการแปล การถอดความ และการเลียนแบบ
"On the Different Methods of Translating"(1)
Friedrich Schleiermacher
ภัควดี : แปล


หมายเหตุ: ต้นฉบับนำมาจาก
http://www.nokkrob.org/index.php?appl=&obj=Topic.View(cat_id=c002,id=9)
แปลเป็นภาษาอังกฤษโดย
Waltraud Bartscht


เผยแพร่บนเว็ปไซต์มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน วันที่ ๒๕ เมษายน พ.ศ. ๒๕๔๘


การที่คำพูดถูกแปลจากภาษาหนึ่งไปเป็นอีกภาษาหนึ่ง เป็นเรื่องที่เราพบเจอทุกหนแห่งในรูปแบบต่าง ๆ กันไป ในด้านหนึ่ง การแปลช่วยให้ผู้คนที่เคยถูกขวางกั้นจากกันด้วยความกว้างใหญ่ของพื้นโลกมาติดต่อกันได้ หรืออาจช่วยดูดซับเอาผลิตผลของภาษาที่สาบสูญไปแล้วหลายศตวรรษมาไว้ในอีกภาษาหนึ่ง

ในอีกด้านหนึ่ง เราไม่จำเป็นต้องก้าวออกไปนอกพรมแดนของภาษาใดภาษาหนึ่งเพื่อพบกับปรากฏการณ์ของการแปล เพราะภาษาพูดของชนเผ่าที่แตกต่างกันภายในหนึ่งชนชาติ และพัฒนาการที่แตกต่างกันของภาษาเดียวกันหรือภาษาท้องถิ่นในแต่ละศตวรรษ หากจะกล่าวอย่างเข้มงวดแล้ว ย่อมถือเป็นภาษาที่แตกต่างกัน บ่อยครั้งต้องอาศัยการแปลโดยสิ้นเชิง

แม้กระทั่งคนร่วมยุคสมัยเดียวกัน ไม่ได้ถูกขวางกั้นด้วยภาษาท้องถิ่น แต่มาจากคนละชนชั้นทางสังคมที่มีการติดต่อกันน้อยมาก และมีช่องว่างทางการศึกษา ก็มักสื่อสารกันได้รู้เรื่องต่อเมื่ออาศัยกระบวนการแปลเช่นกัน

จะว่าไปแล้ว มิใช่มีบ่อยครั้งหรือที่เราต้องแปลคำพูดของคนอีกคนหนึ่งให้ตัวเราเองฟัง แม้ว่าคน ๆ นั้นจะดูใกล้เคียงกับเรา แต่มีความรู้สึกนึกคิดที่แตกต่างจากเรามาก? เวลาที่เรารู้สึกว่า คำพูดเดียวกัน ถ้าออกมาจากปากของเรา น่าจะมีความหมายแตกต่างออกไปโดยสิ้นเชิง หรือมีน้ำหนักแข็งกว่าหรืออ่อนกว่าเมื่อออกมาจากปากของเขา และเราคงใช้ถ้อยคำสำนวนที่แตกต่างออกไป หากเราต้องการสื่อสารในสิ่งเดียวกับที่เขาตั้งใจจะพูด เมื่อเรานิยามความรู้สึกนี้ให้แก่ตัวเองอย่างแจ่มชัดมากขึ้น และเมื่อมันกลายเป็นความคิดในใจเรา นั่นเท่ากับเรากำลังแปลนั่นเอง มีบ้างบางครั้งด้วยซ้ำไปที่เราต้องแปลคำพูดของตัวเราเอง เมื่อเราต้องการทำให้คำพูดนั้นเป็นของเราจริง ๆ

อีกครั้งหนึ่ง ทักษะการแปลไม่ได้ใช้เพียงเพื่อวัตถุประสงค์ที่จะโยกย้ายสิ่งที่ภาษาหนึ่งสร้างขึ้นในทางวิชาการและวาทศิลป์มาปลูกลงบนพื้นดินต่างประเทศ เพื่อขยายขอบเขตของพลังความคิดเท่านั้น แต่ยังใช้ในการติดต่อค้าขายทางธุรกิจระหว่างบุคคลต่างชนชาติ รวมทั้งการติดต่อสื่อสารทางการทูตระหว่างรัฐบาลอธิปไตย ซึ่งต่างฝ่ายต่างนิยมเจรจากับอีกฝ่ายด้วยภาษาของตัวเอง เพื่อเป็นหลักประกันว่าต่างเท่าเทียมกันอย่างแท้จริง โดยไม่จำเป็นต้องใช้ภาษาที่ตายแล้ว(2)

แน่นอน ในการอภิปรายครั้งนี้ เราไม่คิดจะพูดครอบคลุมหมดทุกเรื่องที่อยู่ในขอบเขตกว้างใหญ่ของหัวข้อนี้ ความจำเป็นที่ต้องมีการแปล แม้แต่ภายในภาษาและสำนวนพูดของตัวเอง --ซึ่งเป็นความจำเป็นทางด้านอารมณ์ความรู้สึกเฉพาะหน้าไม่มากก็น้อย-- ในแง่ของความสำคัญแล้ว ถือว่าไม่จำเป็นต้องมีการชี้แนะมากไปกว่าปัจจัยทางด้านอารมณ์ความรู้สึก หากต้องมีการวางกฎเกณฑ์เกี่ยวกับการแปลประเภทนี้ มันก็คงเป็นแค่กฎเกณฑ์ที่วางจุดยืนทางด้านจริยธรรมล้วน ๆ เพื่อให้คนเปิดใจกว้างต่อสิ่งต่าง ๆ ที่ไม่ได้เกี่ยวกันมากนัก

8266


แต่ถ้าหากเรายกการแปลประเภทนี้ออกไปก่อน และว่ากันเฉพาะการแปลจากภาษาต่างประเทศมาเป็นภาษาของเรา เราสามารถแบ่งการแปลประเภทนี้ออกเป็นสองระเบียบวิธี ซึ่งมิใช่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง เพราะมันมักจะไม่เป็นเช่นนั้น แต่แตกต่างกันด้วยเส้นแบ่งที่เหลื่อมซ้อนกันมากกว่า กระนั้นก็ยังถือว่าเป็นระเบียบวิธีที่ต่างกันอยู่ดี หากพิจารณาถึงเป้าหมายสุดท้ายของแต่ละวิธี หน้าที่ของล่ามอยู่ในโลกของธุรกิจ ส่วนหน้าที่ของนักแปลที่แท้จริงอยู่ในด้านวิชาการและศิลปะ หากท่านใดเห็นว่าคำนิยามนี้ใช้ตามอำเภอใจ โดยถือตามความเข้าใจทั่วไปว่า ล่ามหมายถึงการถ่ายทอดระหว่างภาษาด้วยปาก และการแปลคือการถ่ายทอดทางลายลักษณ์อักษร ข้าพเจ้าก็ต้องขออภัยที่ใช้คำสองคำนี้ เพราะมันยังใช้ได้ดีในกรณีนี้และคำนิยามทั้งสองแบบก็ยังไม่แตกต่างกันจนเกินไป

การเขียนเหมาะกับงานวิชาการและศิลปะ เพราะการเขียนทำให้ผลงานดำรงคงทน การถ่ายทอดผลงานวิชาการและศิลปะด้วยปากย่อมไร้ประโยชน์พอ ๆ กับที่ไม่น่าเป็นไปได้ แต่ในการติดต่อทางธุรกิจ การเขียนเป็นแค่เครื่องมือที่เหมือนอุปกรณ์อย่างหนึ่ง ในกรณีนี้ การสื่อสารด้วยปากเป็นวิธีที่เหมาะสมที่สุด และโดยพื้นฐานแล้ว เราควรถือว่า งานล่ามที่เขียนเป็นลายลักษณ์อักษรเป็นแค่การจดบันทึกงานล่ามด้วยปากเท่านั้นเอง

การแปลมีความแตกต่างจากการเป็นล่ามมาก เมื่อไรก็ตามที่คำไม่ได้ผูกอยู่กับวัตถุที่จับต้องได้หรือข้อเท็จจริงภายนอก (ซึ่งคำทำหน้าที่เพียงพาดพิงถึงเท่านั้น) เมื่อไรก็ตามที่ผู้พูดคิดอย่างเป็นเอกเทศไม่มากก็น้อยและต้องการสื่อสารออกมาตามนั้น เมื่อนั้น ผู้พูดย่อมมีความสัมพันธ์ที่คลุมเครือกับภาษา และคำพูดของเขาจะเป็นที่เข้าใจอย่างถูกต้อง ก็ต่อเมื่อเข้าใจความสัมพันธ์นั้นอย่างถูกต้องด้วย

ในแง่หนึ่ง มนุษย์ทุกคนอยู่ใต้อำนาจของภาษาที่ตนพูด ตัวเขาและการคิดทั้งหมดของเขาเป็นผลผลิตของภาษา เขาไม่สามารถคิดอะไรก็ตามที่อยู่นอกเหนือขีดจำกัดของภาษาโดยยังคงไว้ซึ่งความแน่ชัดแจ่มแจ้ง รูปแบบความคิด ลักษณะและวิธีเชื่อมโยงความคิด มีเค้าโครงวางไว้ให้เขาอยู่แล้วจากภาษาที่เขาเกิดมาและเรียนรู้
ปัญญาและจินตนาการถูกผูกมัดด้วยเงื่อนภาษา แต่ในอีกด้านหนึ่ง มนุษย์ทุกคนที่มีความคิดอิสระและมีสติปัญญาย่อมสร้างรูปแบบภาษาเฉพาะตัวขึ้นมา เพราะจะมีวิธีอื่นใดอีกเล่า หากมิใช่จากอิทธิพลดังกล่าวนี้ ภาษาจึงก่อรูปก่อร่างและเติบโตจากภาวะดิบเถื่อนเริ่มแรก ไปสู่ภาวะที่สมบูรณ์ยิ่งขึ้นในทางวิชาการและศิลปะ

ดังนั้น ในแง่นี้ พลังอันมีชีวิตชีวาของปัจเจกบุคคลนั่นเองที่สร้างรูปแบบใหม่ ๆ ขึ้นมาในภาษาที่เปรียบเสมือนวัตถุดิบอันยืดหยุ่นได้ แรกเริ่มเดิมทีก็ทำไปเพียงเพื่อวัตถุประสงค์ชั่วคราว ที่จะสื่อสารถึงความตระหนักรู้ที่ผ่านวาบเข้ามา แต่ทว่ารูปแบบที่สร้างขึ้นใหม่ทิ้งค้างอยู่ในภาษามากบ้างน้อยบ้าง และมีคนอื่นมารับช่วงเผยแพร่ต่อไป เราสามารถกล่าวได้ด้วยซ้ำไปว่า บุคคลต้องมีอิทธิพลต่อภาษาถึงระดับหนึ่งเท่านั้น เขาจึงสมควรเป็นที่รับฟังในวงกว้างนอกเหนือไปจากแวดวงที่ใกล้ชิดกับตัวเขา

เสียงที่เปล่งออกมาทุกเสียง ถ้าเปล่งออกมาเป็นพัน ๆ ครั้ง ก็ยังคงผลิตซ้ำในแบบเดียวกันเสมอ เสียงนั้นย่อมเลือนหายไปในไม่ช้า มีเพียงเสียงที่กระตุ้นชีพจรใหม่ ๆ เข้าไปในชีวิตของภาษาเท่านั้นที่ยืนยงได้เนิ่นนานกว่า ด้วยเหตุนี้เอง ถ้อยคำที่เป็นอิสระและสูงค่าทุกถ้อยคำ จึงต้องการเป็นที่รับรู้ในสองลักษณะ กล่าวคือ

- ในด้านหนึ่ง เป็นการรับรู้จากจิตวิญญาณของภาษาซึ่งเป็นองค์ประกอบพื้นฐาน ภาษาซึ่งผูกพันและนิยามด้วยจิตวิญญาณและสำแดงออกอย่างแจ่มชัดในตัวผู้พูด

- ในอีกด้านหนึ่ง เป็นการรับรู้จากอารมณ์ความรู้สึกของผู้พูด ในฐานะการกระทำที่เป็นของตัวเขาเอง ซึ่งสามารถเกิดขึ้นและอธิบายได้ด้วยลักษณะเฉพาะในตัวเขาเท่านั้น

อันที่จริง การเข้าใจถ้อยคำเช่นนี้เกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อมองเห็นชัดเจนว่า ทั้งสองแง่มุมนี้มีความสัมพันธ์ที่แท้จริงต่อกันเช่นไร กระทั่งรู้ว่าแง่ไหนในสองแง่ที่มีอิทธิพลในส่วนทั้งหมดหรือในแต่ละส่วนประกอบ
เราสามารถทำความเข้าใจถ้อยคำที่พูดออกมาในฐานะการกระทำของผู้พูดได้ ก็ต่อเมื่อทำความเข้าใจไปพร้อม ๆ กันว่า อำนาจของภาษาครอบงำผู้พูดตรงไหนและอย่างไร ความคิดวิ่งลงมาตามสายล่อตรงจุดไหน จินตนาการอันเลื่อนลอยจับตัวเป็นรูปร่างตรงไหนและอย่างไร

นอกจากนั้น คำพูดในฐานะผลิตผลของภาษาและในฐานะการสำแดงออกของจิตวิญญาณแห่งภาษา สามารถเข้าใจได้ก็ต่อเมื่อเป็นดังตัวอย่างเช่น ผู้อ่านรู้สึกว่ามีแต่คนกรีกเท่านั้นที่คิดและพูดแบบนี้ มีแต่ภาษากรีกเท่านั้นที่สามารถทำงานในจิตมนุษย์แบบนี้ และคนคนนี้เท่านั้นที่สามารถคิดและพูดภาษากรีกในแบบนี้ มีแต่คนคนนี้เท่านั้นที่สามารถเข้าใจและสร้างรูปร่างให้ภาษาในแบบนี้ และมีแต่แบบนี้เท่านั้นที่ความร่ำรวยของภาษาที่เขาครอบครองอยู่อย่างมีชีวิตชีวาได้สำแดงออกมา กล่าวคือ ประสาทสัมผัสอันละเอียดอ่อนที่มีต่อจังหวะและความไพเราะ ความสามารถที่จะคิดและสร้างสรรค์ที่เป็นของตัวเขาคนเดียว

ถ้าหากความเข้าใจในภาษาเดียวกันก็ยากอยู่แล้ว ทั้งยังต้องอาศัยเงื่อนไขเบื้องต้นของความเข้าใจทะลุปรุโปร่ง ต่อจิตวิญญาณของภาษาและลักษณะเฉพาะตัวของผู้เขียนแล้วไซร้ มันจะไม่ยิ่งเป็นศิลปะที่พัฒนาจนถึงขั้นสูงดอกหรือ เมื่อต้องนำมาใช้กับผลงานของคนต่างชาติและต่างภาษาที่ห่างไกลตัวเรา!

แน่นอน ใครก็ตามที่บรรลุถึงศิลปะแห่งความเข้าใจ ด้วยความมุมานะใฝ่ใจในภาษา ด้วยความรอบรู้ในชีวิตทางประวัติศาสตร์ของชนชาติหนึ่ง และด้วยการตีความผลงานแต่ละชิ้น และตัวผู้ประพันธ์อย่างเข้มงวดกวดขันที่สุด แน่นอน ย่อมมีเพียงคนคนนี้และตัวเขาเท่านั้น ที่สามารถตั้งความปรารถนาที่จะเผยความเข้าใจอันเดียวกันนี้ ที่มีต่อผลงานชั้นเยี่ยมทางศิลปะและวิชาการแก่เพื่อนร่วมชาติและเพื่อนร่วมยุคสมัย

อย่างไรก็ตาม ข้อกังขาย่อมบังเกิดขึ้น ทันทีที่เขาก้าวเข้ามาสู่ภารกิจนี้ ทันทีที่เขาต้องการนิยามเป้าหมายของตนให้แจ่มชัดกว่าเดิม และเริ่มประเมินวิธีการไปสู่เป้าหมายของตน เขาควรพยายามนำทั้งสองฝ่ายเข้ามาหากัน ทั้งที่สองฝ่ายแยกขาดจากกันโดยสิ้นเชิง กล่าวคือนักเขียนฝ่ายหนึ่ง กับเพื่อนร่วมชาติของเขาซึ่งไม่รู้ภาษาของนักเขียนเลยอีกฝ่ายหนึ่ง โดยดึงให้เข้ามามีความสัมพันธ์ต่อกันโดยตรง เหมือนดังนักเขียนกับผู้อ่านในภาษาเดียวกันหรือเปล่า?

หรือหากว่าเขาต้องการเปิดทางต่อนักอ่านให้รับรู้เพียงแค่ความสัมพันธ์ และความรื่นรมย์แบบเดียวกับที่ตัวเขาประสบ โดยยังทิ้งร่องรอยให้เห็นความยากลำบากและคงไว้ซึ่งรสชาติของความเป็นต่างด้าว เขาจะบรรลุเป้าหมายนี้ได้อย่างไรด้วยวิธีการเท่าที่มีอยู่? หากต้องการให้ผู้อ่านเข้าใจ ก็ต้องทำให้ผู้อ่านหยั่งซึ้งถึงจิตวิญญาณของภาษาที่เป็นภาษาดั้งเดิมของนักเขียน และผู้อ่านยังต้องสามารถแลเห็นวิธีการเฉพาะตัวของนักเขียนทั้งความคิดและความรู้สึกด้วย

เพื่อบรรลุเป้าหมายสองประการนี้ นักแปลไม่มีวิธีการอื่นใดที่จะนำเสนอต่อผู้อ่าน นอกจากภาษาของตน ซึ่งไม่มีตรงไหนที่สอดคล้องต้องตรงกับภาษาต้นฉบับเลย บวกกับตัวนักแปลเอง ซึ่งความเข้าใจในแง่ของการตีความที่มีต่อนักเขียนมีความชัดเจนมากบ้างน้อยบ้าง และความนิยมชมชื่นที่มีต่อตัวนักเขียนก็มีมากบ้างน้อยบ้างเช่นกัน หากพิจารณาในแง่นี้แล้ว หรือเราต้องถือว่า การแปลช่างเป็นภารกิจที่โง่เขลาเหลือเกิน?


หน้าถัดไป (หน้า 2) >>>
*หมายเหตุ งานเขียนชิ้นนี้ ได้รับการคุ้มครองสิทธิตามพระราชบัญญัติคุ้มครองสิทธิทางปัญญา โดยลิขสิทธิเป็นของผู้เขียน ที่ให้เกียรตินำเผยแพร่ผ่าน วิชาการ.คอม เรามีความยินดีและอนุญาตให้ทำซ้ำหรือเผยแพร่ต่อเพื่อประโยชน์ทางการศึกษาเท่านั้น กรุณาให้เกียรติผู้เขียน โดยอ้างชื่อผู้เขียนและ วิชาการ.คอม (www.vcharkarn.com) ทุกครั้งที่ทำการเผยแพร่ต่อ ห้ามนำส่วนหนึ่งส่วนใดไปเผยแพร่ต่อในสื่อที่เอื้อประโยชน์ทางธุรกิจก่อนได้รับอนุญาต ขอขอบคุณที่ร่วมกันช่วยสร้างให้สังคมไทยเป็นสังคมแห่งปัญญา



ยังไม่มีความเห็นเพิ่มเติม

กรุณา login เพื่อ comment งานเขียนนี้

???? สมัครสมาชิก ฟรี ตลอดชีพ


dummy user
(ผู้ใช้ทดสอบ ที่ไม่มีตัวตน)

ผู้ชมข้อมูลนี้แล้ว 33,198 ครั้ง
เป็นสมาชิก: นานกว่า 7 ปี
แบ่งปันความรู้ 37 ครั้ง
ได้รับดาว 237 ดวง

โหวตเพิ่มดาว


บทความอื่น

ความต่างระหว่างการแปล การถอดความ และการเลียนแบบ [19,424]
?????? 0 ?????? ?? ??????????????????

บทความแนะนำ

การเกิด สึนามิ [520,330]
GMO พันธุวิศวกรรมศาสตร์ นางฟ้า หรือ ซาตาน [371,600]

Blog แนะนำ

วิชาการ.คอม ขอแนะนำงานเขียนชิ้นนี้ นำชัย ชวนคิด ฝัน และสรรค์สร้างสังคมไทย ด้วยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และธรรม [280,401]
Global Warming { English } [116,733]

Hot Links

คลังข้อสอบ | ข่าววิชาการ
เล่นกล/เกม | อ่านนิยาย
ข่าวทุนการศึกษา | ลิงค์

ขอบคุณผู้สนับสนุน

Google
 
ติดต่อลงโฆษณา :   คุณอันนา 081 4965363
สำนักงาน :   02 2015735
อีเมล์ :   
Copyright© 2000-2007, Vcharkarn.Com. All rights reserved.
คลิ๊กเพื่อดูสถิติ
รับรองและสนับสนุนโดย

สสวท.

มูลนิธิ พสวท.

พสวท.