 |
<script language="JavaScript" src="http://www.vcharkarn.com/javafeed/article/18360" type="text/javascript"></script> |
|
ความต่างระหว่างการแปล การถอดความ และการเลียนแบบ
เรามักได้ยินเสียงบ่นว่า การแปลแบบนี้สร้างผลเสียต่อความบริสุทธิ์ของภาษา และความงอกงามของภาษาภายในชาติ ภารกิจอันยากลำบากในการนำเสนอสิ่งที่เป็นต่างด้าวในภาษาประจำชาติของตนเอง...
post ครั้งแรก: Fri 4 May 2007, 3:52 pm ปรับปรุงล่าสุด: Fri 4 May 2007, 7:21 pm
|
หน้าที่ 2 - แนวความคิดเกี่ยวกับการแปล
การถอดความ (paraphrase)
คือการหาทางเอาชนะความไร้เหตุผลของภาษา เพียงแต่อาศัยวิธีทื่อ ๆ โดยบอกตัวเองว่า "ถึงแม้ฉันไม่พบคำในภาษาของฉันที่สอดรับกับคำในภาษาต้นฉบับ ฉันก็ยังหาวิธีคงคุณค่าของต้นฉบับไว้ได้ด้วยโดยเพิ่มคำจำกัดความหรือคำขยายความเข้าไป" ดังนั้น การถอดความจึงแก้ปัญหาด้วยการรวบรวมรายละเอียดที่นิยามอย่างหลวม ๆ แกว่งไปแกว่งมาระหว่างสองขั้วของ "ความมากเกินไป" ที่เยิ่นเย้อรุงรัง กับ "ความน้อยเกินไป" อย่างน่าเสียดาย
ด้วยวิธีการนี้ มันอาจถ่ายทอดเนื้อหาบางส่วนออกมาได้อย่างถูกต้องเที่ยงตรงในขอบเขตจำกัด แต่ละทิ้งความประทับใจของต้นฉบับไปโดยสิ้นเชิง ทั้งนี้เพราะภาษาอันมีชีวิตชีวาถูกฆ่าอย่างไม่มีทางกู้ชีพ ทุกคนรู้สึกได้ว่า ต้นฉบับไม่มีทางเป็นแบบนี้ และไม่มีทางกลั่นออกมาจากอารมณ์ความรู้สึกของมนุษย์คนหนึ่ง นักถอดความจัดการกับองค์ประกอบของทั้งสองภาษา ราวกับมันเป็นสัญลักษณ์ทางคณิตศาสตร์ที่สามารถลดทอนจนเหลือค่าเท่ากันได้ด้วยการบวกหรือลบ แต่จิตวิญญาณของภาษาที่แปลงมาหรือภาษาต้นฉบับย่อมไม่มีทางสำแดงออกมาได้ด้วยกระบวนการแบบนี้
ยิ่งกว่านั้น ถ้าการถอดความพยายามค้นหาร่องรอยทางจิตวิทยาของการเชื่อมโยงทางความคิด ซึ่งมักคลุมเครือและเลื่อนลอย โดยใช้อนุประโยคต่าง ๆ เสริมเข้ามา ย่อมเท่ากับว่าการถอดความนั้นพยายามทำตัวเป็นงานอรรถกถาพร้อม ๆ กันไปด้วย โดยเฉพาะในงานเขียนยาก ๆ การถอดความจึงยิ่งห่างไกลจากแนวความคิดของการแปลออกไปอีก
การเลียนแบบ (imitation)
คือการยอมจำนนต่อความไร้เหตุผลของภาษา ยอมรับว่าไม่มีทางสร้างแบบจำลองของผลงานศิลปะการประพันธ์จากภาษาหนึ่งไปเป็นอีกภาษาหนึ่ง โดยที่แต่ละส่วนของภาษาปลายทางสอดรับกับแต่ละส่วนของภาษาต้นทางอย่างเที่ยงตรง ดังนั้น ด้วยความแตกต่างของภาษา (ซึ่งเชื่อมโยงไปถึงความแตกต่างอื่น ๆ ที่สำคัญอีกเป็นจำนวนมาก) จึงไม่มีทางทำอะไรได้ นอกจากเขียนเลียนแบบขึ้นมาใหม่ โดยที่ผลงานทั้งหมดประกอบขึ้นมาจากส่วนต่าง ๆ ที่แตกต่างอย่างเห็นได้ชัดจากส่วนต่าง ๆ ของต้นฉบับ แต่กระนั้นก็ตาม มันยังให้ผลลัพธ์สุดท้ายที่ใกล้เคียงกับต้นฉบับโดยรวม เท่าที่ความแตกต่างในวัตถุดิบจะเอื้อให้เกิดขึ้นได้
การสร้างใหม่แบบนี้ย่อมไม่ใช่ผลงานดั้งเดิมอีกต่อไป ทั้งยังมิได้มุ่งหมายที่จะเป็นตัวแทนและสำแดงถึงจิตวิญญาณของภาษาต้นทางอย่างแท้จริงด้วย ความเป็นต่างด้าวที่มีอยู่ในต้นฉบับถูกเปลี่ยนแปลงไปจนไม่เหลือซาก เมื่อพิจารณาถึงความแตกต่างของภาษา ศีลธรรมและการศึกษา ผลงานประเภทนี้คาดหมายที่จะทำปฏิกิริยาต่อผู้อ่าน เช่นเดียวกับที่ต้นฉบับทำปฏิกิริยาต่อผู้อ่านในภาษาดั้งเดิมให้มากที่สุดเท่าที่ทำได้
ในการพยายามรักษาปฏิกิริยาเดียวกันนี้ไว้ มันจึงต้องบูชายัญเอกลักษณ์ของผลงานนั้นเสีย
ด้วยเหตุนี้เอง นักเลียนแบบจึงไม่มีเจตนาแม้แต่น้อยนิดที่จะชักนำทั้งสองฝ่ายเข้ามาหากัน กล่าวคือ ผู้เขียนภาษาต้นฉบับกับผู้อ่านผลงานเลียนแบบ ทั้งนี้เพราะนักเลียนแบบไม่เชื่อว่า ความสัมพันธ์โดยตรงระหว่างสองฝ่ายนี้เป็นไปได้ เขาเพียงแต่ต้องการให้ผู้อ่านได้รับความประทับใจคล้ายกับที่ผู้อ่านร่วมภาษากับต้นฉบับได้รับเท่านั้นเอง
การถอดความมักใช้ในงานวิชาการ ส่วนการเลียนแบบมักใช้ในงานศิลปะ และดังที่ทุกคนยอมรับว่า ผลงานศิลปะย่อมสูญเสียน้ำเสียง ความงามและเนื้อหาทางศิลปะทั้งมวลไปกับการถอดความ ในทำนองเดียวกัน คงไม่มีใครโง่พอที่จะคิดหาทางเลียนแบบผลงานชิ้นเอกทางวิชาการโดยเขียนเนื้อหาขึ้นมาใหม่ตามอำเภอใจเป็นแน่
อย่างไรก็ตาม กระบวนการทั้งสองแบบนี้ย่อมไม่เป็นที่พึงพอใจแก่ใครก็ตาม ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากคุณค่าของผลงานชิ้นเอกในภาษาอื่น และต้องการถ่ายทอดพลังของผลงานนั้น ให้แก่ผู้อ่านที่พูดภาษาเดียวกับเขา อีกทั้งเขายังมีแนวความคิดเกี่ยวกับการแปลที่เข้มงวดกว่านั้นอยู่ในใจด้วย ในที่นี้ เราไม่สามารถประเมินค่าการถอดความและการเลียนแบบให้ละเอียดกว่านี้ เพราะมันอยู่นอกเหนือแนวความคิดเกี่ยวกับการแปล เราเพียงแต่หยิบยกขึ้นมา เพื่อตีกรอบให้เห็นถึงขอบเขตของสิ่งที่เราสนใจ
แต่เมื่อนักแปลที่แท้จริง ซึ่งต้องการชักนำสองฝ่ายที่แยกขาดจากกันโดยสิ้นเชิงให้เข้ามาหากัน กล่าวคือผู้ประพันธ์กับผู้อ่าน และช่วยให้ผู้อ่านได้รับความเข้าใจและความรื่นรมย์ที่ถูกต้องและสมบูรณ์ที่สุดเท่าที่ทำได้จากผู้ประพันธ์ โดยไม่ต้องบังคับให้ผู้อ่านก้าวออกมาจากพรมแดนของภาษาแม่ มีหนทางใดบ้างที่เปิดแก่นักแปลผู้มีวัตถุประสงค์เช่นนั้น?
ในทัศนะของข้าพเจ้า มีเพียงสองหนทางเท่านั้น
- หนทางหนึ่งคือนักแปลปล่อยให้นักเขียนเป็นอย่างที่เป็นอยู่ให้มากที่สุด และดึงผู้อ่านให้เป็นฝ่ายเข้ามาหานักเขียน
- ส่วนอีกหนทางหนึ่งคือปล่อยให้ผู้อ่านเป็นอย่างที่เป็นอยู่ให้มากที่สุด และดึงนักเขียนให้เป็นฝ่ายเข้ามาหาผู้อ่าน
สองหนทางนี้แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง หากว่าใช้หนทางใด ก็ควรยึดถือหนทางนั้นให้เข้มงวดที่สุดเท่าที่ทำได้ เพราะหากผสมสองหนทางนี้เข้าด้วยกัน ย่อมก่อให้เกิดผลลัพธ์ที่ลักลั่นอย่างยิ่ง และอาจกลายเป็นว่าทั้งผู้ประพันธ์และผู้อ่านไม่ได้ขยับเข้ามาใกล้กันเลย
ความแตกต่างระหว่างสองวิธีการนี้ และในข้อที่ว่ามันมีความสัมพันธ์กันแบบนี้ ย่อมเห็นได้ชัดทันที สำหรับในกรณีแรก นักแปลใช้ผลงานแปลของตนเองชดเชยให้แก่การขาดความเข้าใจในภาษาต้นทางของผู้อ่าน นักแปลพยายามถ่ายทอดต่อผู้อ่านถึงภาพพจน์เดียวกัน ความประทับใจเดียวกันกับที่ตัวนักแปลเองได้รับจากผลงานประพันธ์นั้น โดยอาศัยความรู้ที่เขามีต่อภาษาต้นทาง และพยายามดึงผู้อ่านให้ขยับเข้ามาสู่จุดยืนเดียวกับเขา ซึ่งเป็นจุดยืนที่แปลกแยกจากผู้อ่านอย่างแท้จริง ยกตัวอย่างเช่น
ถ้างานแปลพยายามทำให้ผู้ประพันธ์ชาวโรมัน พูดและเขียนอย่างชาวเยอรมันต่อชาวเยอรมัน ย่อมเท่ากับงานแปลนั้นไม่ได้ดึงผู้ประพันธ์ให้ก้าวเข้ามาสู่จุดที่นักแปลยืนอยู่ เพราะผู้ประพันธ์ไม่ได้พูดภาษาเยอรมันกับนักแปล แต่พูดภาษาละตินต่างหาก ในทางตรงกันข้าม นี่เป็นการดึงผู้ประพันธ์ให้ก้าวเข้ามาอยู่ในโลกของผู้อ่านชาวเยอรมันโดยตรงและเปลี่ยนผู้ประพันธ์ให้กลายเป็นหนึ่งในหมู่ผู้อ่าน และนี่คือวิธีแปลแบบที่สองต่างหาก
การแปลแบบแรกจะสมบูรณ์แบบตามวิธีการของมัน หากเราพูดได้ว่า ถ้าผู้ประพันธ์เรียนรู้ภาษาเยอรมันได้ดีเท่ากับที่นักแปลเรียนรู้ภาษาละติน ผู้ประพันธ์ย่อมแปลงานของตนเองที่เดิมเขียนเป็นภาษาละติน ไม่แตกต่างไปจากที่นักแปลแปลออกมา แต่การแปลแบบที่สอง ไม่ได้แสดงให้เห็นว่าผู้ประพันธ์จะแปลงานของตนเองอย่างไร แต่แสดงให้เห็นว่าหากผู้ประพันธ์เป็นชาวเยอรมัน เขาจะเขียนต้นฉบับออกมาเป็นภาษาเยอรมันอย่างไร
การแปลแบบที่สองจึงมีบรรทัดฐานของความสมบูรณ์แบบอยู่ที่การรับประกันว่า หากผู้อ่านชาวเยอรมันทุกคนสามารถแปลงกายเป็นผู้เชี่ยวชาญและบุคคลร่วมสมัยกับนักเขียน ผลงานต้นฉบับย่อมก่อให้เกิดความประทับใจต่อผู้อ่านแบบเดียวกับผลงานแปล ทั้งนี้เพราะผู้ประพันธ์ถูกแปลงเป็นชาวเยอรมันไปแล้ว
เห็นได้ชัดว่า วิธีการนี้อยู่ในใจของบรรดานักแปลที่ใช้สูตรว่า ควรแปลให้เสมือนหนึ่งผู้ประพันธ์เขียนเป็นภาษาเยอรมันเอง จากการเปรียบเทียบ ทำให้เห็นชัดทันทีว่า กระบวนการทั้งสองแบบย่อมแตกต่างกันในทุกรายละเอียดเพียงไร และทุกสิ่งทุกอย่างจะออกมาผิดเพี้ยนและล้มเหลวเพียงไรหากใช้สองวิธีการนี้สลับกันไปมาในโครงการแปลเดียวกัน
ยิ่งกว่านั้น ข้าพเจ้าขอยืนยันว่า นอกเหนือจากสองวิธีการนี้แล้ว ไม่มีวิธีการที่สามที่มีเป้าหมายแน่ชัดอีก อันที่จริง ไม่มีวิธีการอื่นอีกแล้วที่เป็นไปได้ สองฝ่ายที่แยกจากกันต้องมาพบกันที่จุด ๆ หนึ่ง ซึ่งจุด ๆ นั้นย่อมเป็นตัวนักแปลเสมอ หรือไม่ก็อีกฝ่ายหนึ่งเชื่อมโยงกับอีกฝ่ายโดยสมบูรณ์ ในความเป็นไปได้สองประการนี้ มีเพียงประการเดียวเท่านั้นที่อยู่ในขอบเขตของการแปล
ส่วนอีกประการอาจเกิดขึ้น เช่นในกรณีที่ผู้อ่านชาวเยอรมันเกิดเข้าใจภาษาละตินขึ้นมาโดยสมบูรณ์ หรือภาษาเกิดครอบงำผู้อ่านโดยสมบูรณ์ จนถึงขั้นที่เปลี่ยนผู้อ่านไปอย่างสิ้นเชิง ดังนั้น สิ่งที่เคยพูด ๆ กันมาเกี่ยวกับการแปลตามตัวอักษรกับการแปลตามความหมาย เกี่ยวกับการแปลอย่างซื่อสัตย์และการแปลแบบอิสระ (รวมทั้งไม่ว่าจะใช้สำนวนเรียกอย่างไรต่อไปข้างหน้าก็ตามที) ต่อให้อ้างว่าเป็นวิธีการที่แตกต่างกันแค่ไหน ถึงที่สุดแล้ว มันต้องตกอยู่ในสองวิธีการที่กล่าวมาข้างต้นเสมอ
แต่ถ้าหากจะถกเถียงกันถึงข้อผิดพลาดและข้อดีโดยอยู่ในบริบทนี้ ถ้าอย่างนั้น การแปลที่ผลิตซ้ำความหมายอย่างซื่อตรง หรือการแปลที่ตรงตามตัวอักษรเกินไปหรืออิสระเกินไปในวิธีการหนึ่ง ๆ ก็คงถือได้ว่ามีความแตกต่างกัน ด้วยเหตุนี้ ความตั้งใจของข้าพเจ้า โดยมิพักกล่าวถึงคำถามต่าง ๆ เกี่ยวกับหัวข้อนี้ที่ผู้สันทัดกรณีได้ปราศรัยกันไปบ้างแล้ว ข้าพเจ้าต้องการพิจารณาเฉพาะลักษณะโดยรวมกว้าง ๆ ของสองวิธีการนี้เท่านั้น ทั้งนี้เพื่อแสดงให้เห็นถึงข้อเสีย (รวมทั้งข้อจำกัดของการนำมาประยุกต์ใช้) ของแต่ละวิธีการ และแต่ละวิธีการสามารถบรรลุถึงเป้าหมายของการแปลได้สูงสุดในระดับไหน จากมุมมองของการสำรวจความคิดอย่างกว้าง ๆ การสัมมนาครั้งนี้ถือเป็นบทเกริ่นนำเท่านั้น
ยังมีประเด็นอีกสองประการที่ควรทำต่อไปข้างหน้า นั่นคือ สำหรับแต่ละวิธีการ ควรมีการวางกฎเกณฑ์ โดยคำนึงถึงประเภทของงานประพันธ์ที่แตกต่างกันไป และควรมีการเปรียบเทียบและประเมินค่าผลงานแปลที่ดีที่สุดที่ทำตามในแต่ละวิธีการ นี่จะทำให้เราสามารถหาความกระจ่างในเรื่องนี้ได้ดียิ่งขึ้น อย่างไรก็ตาม ข้าพเจ้าขอฝากโครงการทั้งสองนี้ไว้ให้ผู้อื่นสานต่อ หรืออาจเก็บไว้ในโอกาสต่อไป
วิธีการแปลที่มีเป้าหมายต้องการให้ผู้อ่านเกิดความประทับใจ เช่นเดียวกับผู้แปลที่เป็นชาวเยอรมันได้รับจากการอ่านงานชิ้นนั้นในภาษาต้นฉบับ ต้องกำหนดให้แน่ชัดลงไปเสียก่อนว่า ความเข้าใจต่อภาษาต้นฉบับแบบไหนที่งานแปลต้องการเลียนแบบ เพราะมีความเข้าใจแบบหนึ่งที่ไม่ควรเลียนแบบ และมีความเข้าใจอีกแบบหนึ่งที่เลียนแบบไม่ได้
ความเข้าใจแบบที่ไม่ควรเลียนแบบคือ ความเข้าใจแบบเด็กนักเรียนที่ก้มหน้าก้มตาทำงานให้เสร็จ ๆ อย่างติด ๆ ขัด ๆ จนเกือบจะน่าทุเรศและตัดต่อรายละเอียดต่าง ๆ เข้าด้วยกันอย่างมักง่าย ทั้งไม่มีตรงส่วนไหนเลยที่แสดงถึงความเข้าใจชัดเจนต่อผลงานทั้งหมด ไม่มีความเข้าใจที่กระจ่างแจ่มชัดต่อบริบทของผลงานนั้น ตราบที่แวดวงของผู้มีการศึกษาในชนชาติหนึ่ง ยังขาดไร้ประสบการณ์ในการทำความเข้าใจภาษาต่างประเทศอย่างทะลุปรุโปร่ง กลุ่มคนที่ก้าวล้ำหน้ากว่าไม่ควรทำงานแปลแบบนี้เสียเลยจะดีกว่า เพราะถ้ายึดถือความเข้าใจของตัวเองเป็นไม้วัด ก็คงแทบหาคนเข้าใจไม่ได้และคงทำอะไรสัมฤทธิ์ผลได้น้อยเต็มที แต่ถ้าหากงานแปลของพวกเขาเป็นตัวแทนของความเข้าใจที่มีร่วมกัน ผลงานอันรุ่มร่ามนั้นย่อมเลือนหายไปจากเวทีอย่างรวดเร็ว ในช่วงเวลาแบบนั้น การเลียนแบบอย่างอิสระจะช่วยปลุกและขัดเกลาความนิยมให้มีต่องานต่างด้าว และการถอดความอาจช่วยเตรียมความเข้าใจกว้าง ๆ เพื่อกรุยทางให้แก่การแปลในอนาคต...
ดังนั้น การแปลจึงหมายถึงสถานการณ์ที่ตั้งอยู่กึ่งกลางระหว่างสองขั้ว และเป้าหมายของนักแปลคือ ทำให้ผู้อ่านเกิดภาพพจน์และความพึงพอใจ เช่นเดียวกันกับการอ่านงานในภาษาต้นฉบับทำให้เกิดแก่คนที่มีการศึกษา ซึ่งเรามักจะเรียกว่านักอ่านหรือนักเลงหนังสือ สำหรับนักแปลประเภทนี้ เขามีความคุ้นเคยกับภาษาต่างชาติอยู่บ้าง แต่ภาษานั้นก็ยังเป็นภาษาต่างชาติอยู่ดี เขาไม่เหมือนนักเรียนที่ต้องนึกคิดทุกรายละเอียดเป็นภาษาของตัวเองเสียก่อนจึงจะเข้าใจความหมายทั้งหมด แต่เขายังสำนึกถึงความแตกต่างระหว่างภาษาต่างด้าวกับภาษาแม่ของตัวเองเสมอ แม้ในขณะที่หยั่งซึ้งถึงความงามของต้นฉบับก็ตาม
แน่นอน วิธีการและคำนิยามการแปลในลักษณะนี้คงไม่เป็นที่น่าพอใจสำหรับเราอยู่ดี แม้ว่าเราจะยอมรับประเด็นเหล่านี้ก็ตาม เราเห็นแล้วว่า แนวโน้มของการแปลเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อความสามารถในการใช้ภาษาต่างชาติแพร่หลายในแวดวงผู้มีการศึกษาในระดับหนึ่ง ศิลปะการแปลจะเพิ่มขึ้นในลักษณะเดียวกัน และเป้าหมายจะตั้งสูงขึ้น ๆ เรื่อย ๆ แต่นี่จะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อรสนิยมและความรู้ในผลงานทางปัญญาของต่างชาติ แพร่หลายและเพิ่มขึ้นในหมู่ผู้มีการศึกษาที่คอยขัดเกลาและยกระดับการรับรู้ของตน แต่มิได้ถือว่าความรู้ทางภาษาเป็นกิจธุระของตนอย่างจริงจัง
ในขณะเดียวกัน เราไม่อาจละเลยข้อเท็จจริงที่ว่า ยิ่งมีผู้อ่านตอบรับงานแปลมากเท่าไร การทำงานแปลก็ยิ่งยากขึ้นเท่านั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ถ้าเราพิจารณาถึงผลงานทางด้านศิลปะและวิชาการที่โดดเด่นที่สุดของชนชาติหนึ่ง ซึ่งย่อมเป็นเป้าหมายสำคัญในการนำมาแปลของนักแปลอยู่แล้ว ในเมื่อภาษาเป็นข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ เราจึงไม่มีทางเข้าใจความหมายของภาษานั้นอย่างเที่ยงตรง หากปราศจากการเข้าใจความหมายที่ฝังแนบแน่นกับประวัติศาสตร์ ภาษามิใช่สิ่งที่ประดิษฐ์คิดค้นขึ้นมา แต่มันค่อย ๆ ถูกค้นพบ และการทำอะไรกับภาษาและในภาษาตามอำเภอใจเป็นสิ่งที่โง่เง่า งานวิชาการและศิลปะคือพลังสองประการที่ส่งเสริมและช่วยให้การค้นพบนี้ลุล่วง
คนที่มีจิตปราดเปรื่อง ซึ่งรับรู้ถึงลักษณะเฉพาะอันโดดเด่นของชนชาติตน ไม่ว่าโดยอาศัยศิลปะหรืองานวิชาการ และกลายเป็นผู้มีบทบาทในภาษาประจำชาติ ผลงานของเขาย่อมบรรจุไว้ด้วยประวัติศาสตร์ส่วนหนึ่งของชนชาตินั้น ๆ นี่ย่อมสร้างความยากลำบากอย่างใหญ่หลวงต่อนักแปลงานวิชาการ จนบ่อยครั้งที่ไม่อาจก้าวข้ามความยากลำบากนี้ไปได้
เพราะใครก็ตามที่มีความรู้เพียงพอ เมื่อได้อ่านผลงานอันยอดเยี่ยมประเภทนี้ในภาษาต้นฉบับ อิทธิพลที่มันมีต่อภาษาย่อมไม่คลาดจากสายตาเขา เขาย่อมสังเกตเห็นว่า ถ้อยคำไหน การผูกประโยคใด สำแดงให้เห็นความแปลกใหม่อันงดงามน่าทึ่ง เขาย่อมมองเห็นว่า ถ้อยคำและการผูกประโยคนั้นแทรกซึมเข้าไปในภาษาตามความต้องการพิเศษในจิตของผู้ประพันธ์ และพลังในการใช้ถ้อยคำของเขา การสังเกตนี้ย่อมกำหนดความประทับใจที่ผู้แปลได้รับ ดังนั้น มันจึงเป็นส่วนหนึ่งในภารกิจของการแปลที่ต้องสื่อสารความประทับใจนี้แก่ผู้อ่านให้ได้ มิฉะนั้น ส่วนที่สำคัญที่สุดที่มุ่งหมายให้เกิดแก่ผู้อ่านย่อมตกหล่นหายสูญไป
แต่จะทำให้สำเร็จได้ด้วยวิธีการใด? กล่าวให้เฉพาะเจาะจงลงไปก็คือ มีบ่อยครั้งทีเดียวที่คำเก่า ๆ เชย ๆ ในภาษาของเรา เป็นคำเพียงคำเดียวที่สอดรับกับคำใหม่ในภาษาต้นฉบับ ดังนั้น หากนักแปลต้องการแสดงให้เห็นถึงคุณภาพของผลงานชิ้นนั้นว่า มีอิทธิพลต่อรูปแบบภาษาอย่างไร เขาก็ต้องนำเนื้อหาที่ผิดแผกออกไปอย่างสิ้นเชิงมาใส่ไว้แทน ซึ่งเท่ากับหาทางออกด้วยวิธีการเลียนแบบ! แม้ในจุดที่เขาสามารถใช้คำใหม่ต่อคำใหม่ คำที่มีนิรุกติศาสตร์และรากศัพท์ใกล้เคียงที่สุดก็ไม่มีทางผลิตซ้ำความหมายได้โดยสมบูรณ์ และจำเป็นต้องสร้างคำเชื่อมโยงอื่น ๆ ขึ้นมา ถ้าไม่อยากทำลายบริบทที่แวดล้อมอยู่!
นักแปลอาจปลอบใจตัวเองว่า ในจุดอื่น ๆ ที่ผู้ประพันธ์ใช้คำเก่าที่รู้จักกันดี เขาคงชดเชยข้อบกพร่องได้บ้าง และคงสามารถบรรลุผลสำเร็จในผลงานโดยรวม แม้ว่าไม่อาจบรรลุผลสำเร็จในแต่ละส่วนย่อยได้ แต่ถ้าหากเราพิจารณาถึงการสร้างคำของผู้ประพันธ์ที่เป็นเอตทัคคะทางภาษาอย่างทั่วถ้วนแล้ว ดูทั้งการใช้ถ้อยคำที่สัมพันธ์กันและรากคำภายในงานเขียนต่าง ๆ ที่มีสหสัมพันธ์กันอย่างมากมายมหาศาล นักแปลจะบรรลุความสำเร็จได้อย่างไร ในเมื่อระบบของมโนทัศน์และสัญญะต่าง ๆ ในภาษาของนักแปลแตกต่างโดยสิ้นเชิงจากภาษาต้นฉบับ และแทนที่รากคำจะต้องตรงกันในช่วงเวลาใดเวลาหนึ่ง มันกลับตัดข้ามกันไปมาในทิศทางที่แปลกประหลาดที่สุด ดังนั้น จึงเป็นไปไม่ได้ที่นักแปลจะใช้ภาษาได้คงเส้นคงวาเหมือนกับภาษาของผู้ประพันธ์
ในแง่นี้ เขาจำต้องพอใจที่จะบรรลุผลสำเร็จในแต่ละส่วนย่อย ๆ แม้ว่าไม่สามารถบรรลุผลสำเร็จในผลงานโดยรวมได้ เขาจำต้องขอร้องผู้อ่านให้เข้าใจว่า ผู้อ่านไม่สามารถนึกพาดพิงถึงงานเขียนอื่น ๆ ได้ชัดเจนเหมือนผู้อ่านภาษาต้นฉบับ แต่ผู้อ่านฉบับแปลจำต้องพิจารณางานแต่ละชิ้นเป็นรายชิ้นไป ผู้อ่านควรเต็มใจชมเชยนักแปลด้วยซ้ำ หากนักแปลสามารถรักษาความคล้ายคลึงไว้ได้ในงานชิ้นสำคัญ ๆ (หรือแม้กระทั่งแค่ในแต่ละส่วนของงานเหล่านั้น) ในแง่ที่ไม่มีคำหนึ่งคำใดถูกแปลโดยใช้คำต่างกันไปร้อยแปดอย่าง หรือไม่มีความแตกต่างลักลั่นเปรอะเปื้อนไปหมดทั้งงานแปล ในขณะที่ต้นฉบับมีการใช้สำนวนคงเส้นคงวาอย่างต่อเนื่อง
*หมายเหตุ
งานเขียนชิ้นนี้ ได้รับการคุ้มครองสิทธิตามพระราชบัญญัติคุ้มครองสิทธิทางปัญญา โดยลิขสิทธิเป็นของผู้เขียน ที่ให้เกียรตินำเผยแพร่ผ่าน วิชาการ.คอม เรามีความยินดีและอนุญาตให้ทำซ้ำหรือเผยแพร่ต่อเพื่อประโยชน์ทางการศึกษาเท่านั้น กรุณาให้เกียรติผู้เขียน โดยอ้างชื่อผู้เขียนและ วิชาการ.คอม (www.vcharkarn.com) ทุกครั้งที่ทำการเผยแพร่ต่อ ห้ามนำส่วนหนึ่งส่วนใดไปเผยแพร่ต่อในสื่อที่เอื้อประโยชน์ทางธุรกิจก่อนได้รับอนุญาต ขอขอบคุณที่ร่วมกันช่วยสร้างให้สังคมไทยเป็นสังคมแห่งปัญญา
ยังไม่มีความเห็นเพิ่มเติม