 |
<script language="JavaScript" src="http://www.vcharkarn.com/javafeed/article/18360" type="text/javascript"></script> |
|
ความต่างระหว่างการแปล การถอดความ และการเลียนแบบ
เรามักได้ยินเสียงบ่นว่า การแปลแบบนี้สร้างผลเสียต่อความบริสุทธิ์ของภาษา และความงอกงามของภาษาภายในชาติ ภารกิจอันยากลำบากในการนำเสนอสิ่งที่เป็นต่างด้าวในภาษาประจำชาติของตนเอง...
post ครั้งแรก: Fri 4 May 2007, 3:52 pm ปรับปรุงล่าสุด: Fri 4 May 2007, 7:21 pm
|
หน้าที่ 3 - ถ่ายทอดความรู้สึกถึงความเป็นต่างด้าว
ยังมีความยากลำบากประการอื่น ๆ อีก เมื่อนักแปลต้องพิจารณาถึงความสัมพันธ์ที่เขามีต่อภาษาที่เขาเขียน และความสัมพันธ์ของงานแปลที่มีต่อผลงานอื่น ๆ ของตัวเขาเอง ถ้าเราตัดบรรดาบรมครูผู้โดดเด่นที่เชี่ยวชาญหลายภาษาราวกับเป็นภาษาเดียวกันทั้งหมดออกไป หรือคนที่ช่ำชองในภาษาที่สองยิ่งกว่าภาษาแม่ของตน (สำหรับคนประเภทหลังนี้ ดังที่เรากล่าวมาแล้วว่าเขาเป็นนักแปลไม่ได้) ในส่วนคนอื่น ๆ ที่เหลือนั้น ไม่ว่าจะอ่านภาษาต่างประเทศได้คล่องแคล่วเพียงไร ก็ยังรู้สึกถึงความเป็นต่างด้าวของภาษาอยู่ดี นักแปลควรถ่ายทอดความรู้สึกถึงความเป็นต่างด้าวนี้อย่างไร ให้ผู้อ่านที่เขากำลังเสนอผลงานแปลเป็นภาษาแม่ได้รู้สึกเช่นเดียวกัน?
แน่นอน เราอาจบอกว่า คำตอบต่อปริศนานี้มีมาตั้งนานแล้ว และใช้คำตอบนี้แก้ปริศนากันมาจนมากเกินพอเสียอีก กล่าวคือ ยิ่งงานแปลใช้สำนวนลีลาตามต้นฉบับมากเท่าไร มันก็ยิ่งให้ความรู้สึกต่างด้าวแก่ผู้อ่านมากเท่านั้น นี่ก็อาจเป็นความจริง และโดยทั่วไปเราก็มักหัวเราะเยาะความคิดนี้กันง่าย ๆ แต่ถ้าหากเราไม่ต้องการได้ความรื่นรมย์มาในราคาถูก ถ้าเราไม่ต้องการตีขลุมงานแปลที่ยอดเยี่ยมที่สุดกับงานแปลแบบเด็กนักเรียนที่แย่ที่สุดไว้ในประเภทเดียวกัน ถ้าอย่างนั้น เราต้องยอมรับว่า เงื่อนไขที่เป็นหัวใจสำคัญของวิธีการแปลแบบนี้คือจุดยืนต่อภาษา ที่มิเพียงไม่ใช่เรื่องดาษดื่นที่เห็นกันทั่วไป แต่ยังบอกให้เรารู้ด้วยว่ามันไม่ได้เกิดขึ้นมาเองอย่างสะเปะสะปะ แต่จงใจแสวงหาความคล้ายคลึงที่แปลกแยก
เราต้องยอมรับว่า การทำเช่นนี้ได้อย่างแนบเนียนและพอเหมาะพอดี โดยไม่สร้างผลเสียต่อภาษาของตนเองและต่อตัวเอง น่าจะเป็นความยากลำบากที่สุดที่นักแปลคนหนึ่งต้องก้าวข้ามไปให้ได้ ความพยายามนี้ดูเหมือนเป็นรูปแบบของความอัปยศที่แปลกประหลาดที่สุดที่นักเขียนคนหนึ่ง ซึ่งไม่ใช่นักเขียนไร้ฝีมือเลยแม้แต่น้อย กลับต้องมาทำร้ายตัวเอง ใครบ้างไม่อยากให้ภาษาประจำชาติของตัวเองไพเราะงดงามจับใจในทุก ๆ ประโยค ในทุก ๆ รูปแบบทางวรรณคดีเท่าที่ทำได้? ใครบ้างไม่อยากให้กำเนิดลูกที่เหมือนตัวเองแทนที่จะเป็นลูกนอกคอก? ใครบ้างอยากนำเสนอตัวเองในลีลาที่มีเสน่ห์และสง่างามน้อยกว่าความสามารถที่แท้จริง มิหนำซ้ำบางครั้งยังต้องยอมทำตัวกระด้างแข็งทื่อและสร้างความอิหลักอิเหลื่อแก่ผู้อ่านตามความจำเป็น เพื่อคอยเตือนให้ผู้อ่านตระหนักตลอดเวลาว่านักแปลกำลังทำอะไร?
ใครบ้างที่ยินดีถูกตราหน้าว่าบัดซบ โดยเพียรพยายามรักษาความใกล้เคียงกับภาษาต่างประเทศเท่าที่ภาษาของตัวเองจะทำได้ และยอมถูกประณามที่เอาภาษาแม่มาบิดเบือนด้วยภาษาต่างด้าวอันผิดธรรมชาติ ประดุจดังพ่อแม่ที่ยอมยกลูก ๆ ให้อยู่ในมือของนักกายกรรม แทนที่จะฝึกฝนกายกรรมในภาษาของตนเองทั้ง ๆ ที่มีความเชี่ยวชาญอยู่แล้ว? ในประการสุดท้าย ใครบ้างที่อยากถูกยิ้มเยาะด้วยความสมเพชจากบรรดาผู้เชี่ยวชาญและปรมาจารย์ผู้ยิ่งใหญ่ทั้งหลาย ซึ่งคอยกระแนะกระแหนว่า พวกเขาไม่มีทางเข้าใจภาษาเยอรมันที่บางทีงุ่มง่ามบางทีรวบรัดนี้ หากมิใช่เพราะมีความรู้ในภาษากรีกกับภาษาละตินเป็นทุนเดิมอยู่ก่อน!
นี่คือสิ่งที่นักแปลทุกคนต้องยอมเสียสละ นี่คืออันตรายที่เขาต้องยอมเอาตัวเองเข้าไปเสี่ยง หากเขาไม่คอยระวังเส้นแบ่งอันเล็กละเอียดที่สุดเพื่อรักษาน้ำเสียงต่างด้าวของภาษาเอาไว้ อันตรายที่เขาไม่มีทางหนีรอดโดยสิ้นเชิง เพราะทุก ๆ คนขีดเส้นแบ่งนี้แตกต่างกันออกไปเล็กน้อยในแต่ละครั้ง ยิ่งกว่านั้น หากเขาคำนึงถึงอิทธิพลของความเคยชินอันหลีกเลี่ยงไม่ได้ เขาก็ต้องวิตกกังวลอีกว่า การทำงานแปลอาจทำให้มีสิ่งแปลกปลอมแอบแฝงเข้ามาในการทำงานเขียนอิสระและสร้างสรรค์ของตน และสัมผัสอันละเอียดอ่อนที่เขามีต่อภาษาประจำชาติอันแข็งแรงของตัวเองอาจตีบตันลงไปบ้าง
และหากเขาคิดเลยไปถึงกองทัพนักเลียนแบบที่มีอยู่เกลื่อนกล่น รวมทั้งความเฉื่อยชาและความสามัญดาษดื่นที่ครอบงำวงการวรรณกรรม เมื่อนั้นเขาย่อมตระหนกเมื่อเห็นว่า ตัวเองต้องรับผิดชอบต่อความหละหลวมและไร้กฎเกณฑ์ ความงุ่มง่ามและความแข็งกระด้าง ความวิบัติของภาษามากขนาดไหน เพราะคงมีแต่คนที่ดีที่สุดและแย่ที่สุดเท่านั้นที่จะไม่พยายามหาข้อดีจอมปลอมจากความพยายามของเขา
เรามักได้ยินเสียงบ่นว่า การแปลแบบนี้สร้างผลเสียต่อความบริสุทธิ์ของภาษา และความงอกงามของภาษาภายในชาติที่ราบรื่นต่อเนื่อง แม้เราจะเก็บเสียงบ่นนี้ไว้เสียก่อน โดยปลอบใจตัวเองว่า ไม่ใช่เวลาเอาข้อดีมาวางเปรียบเทียบกับข้อเสีย และในเมื่อทุกสิ่งที่ดีย่อมต้องมีสิ่งที่แย่แฝงอยู่ ปัญญาย่อมอยู่ตรงที่รู้จักตักตวงเอาสิ่งที่ดีออกมาให้มากที่สุดเท่าที่ทำได้ และขจัดสิ่งที่แย่ให้เหลือน้อยที่สุดเท่าที่ทำได้ เท่านี้ก็ถือว่าเพียงพอแล้วสำหรับภารกิจอันยากลำบากในการนำเสนอสิ่งที่เป็นต่างด้าวในภาษาประจำชาติของตนเอง...
ทั้งหมดนี้คือความยากลำบากที่เป็นขวากหนามในวิธีการแปลแบบนี้ รวมทั้งข้อบกพร่องที่แฝงอยู่ในหัวใจสำคัญของวิธีการด้วย แต่ถึงแม้จะเต็มไปด้วยข้อบกพร่องดังกล่าว เราก็ยังต้องยอมรับหนทางอันขรุขระและไม่อาจปฏิเสธคุณูปการของมันได้ วิธีการนี้ตั้งอยู่บนเงื่อนไขสองประการคือ ความเข้าใจในงานเขียนต่างด้าวเป็นที่แพร่หลายและมีสภาพที่น่าพึงพอใจ กับอีกประการหนึ่งคือภาษาประจำชาติต้องมีความยืดหยุ่นได้ในระดับหนึ่ง
เมื่อไรที่เงื่อนไขเหล่านี้มาบรรจบพบกัน การแปลรูปแบบนี้ย่อมกลายเป็นปรากฏการณ์ธรรมดา เนื่องจากมันมีอิทธิพลต่อวิวัฒนาการทางภูมิปัญญาโดยรวม และมีคุณค่าบางอย่าง อีกทั้งยังสร้างความอภิรมย์อย่างเห็นได้ชัด แต่จำเป็นหรือไม่ที่ต้องกล่าวถึงวิธีการตรงกันข้าม ซึ่งผู้อ่านไม่ต้องใช้ความพยายามหรือความยากลำบากแต่ประการใดเลย
วิธีนี้ต้องการเนรมิตให้ผู้ประพันธ์ต่างชาติมาปรากฏอยู่ตรงหน้า และนำเสนอผลงานอย่างที่ควรจะเป็น หากว่าผู้ประพันธ์คนนั้นเขียนต้นฉบับเป็นภาษาของผู้อ่าน เรามักได้ยินข้อเรียกร้องนี้อยู่บ่อย ๆ ว่าเป็นสิ่งที่นักแปลที่แท้จริงพึงปฏิบัติ และเป็นวิธีการที่เหนือกว่าและสมบูรณ์แบบมากกว่าเมื่อเปรียบเทียบกับวิธีการแรก มีการทดลองกระทำกันมาบ้างแล้วด้วย อาจถือเป็นผลงานชิ้นเอกด้วยซ้ำไป ซึ่งต่างมุ่งมั่นที่จะบรรลุเป้าหมายนี้ เราลองประเมินวิธีการนี้สักหน่อยและดูซิว่ามันเหมาะสมหรือไม่หากใช้วิธีการนี้ ซึ่งแน่นอนว่าเป็นวิธีการที่ใช้กันน้อยกว่า เกลือกว่าจะนำมาใช้กันให้มากขึ้นและอาจแทนที่วิธีการแรก ซึ่งยังมีข้อน่ากังขาและไร้ประสิทธิภาพในหลาย ๆ แง่
เราเห็นได้ในทันทีว่าภาษาของนักแปลไม่มีอะไรต้องกริ่งเกรงจากวิธีการนี้เลย กฎประการแรกของนักแปลในวิธีการนี้ก็คือ เมื่อพิจารณาถึงความสัมพันธ์ระหว่างผลงานของเขากับภาษาต่างชาติแล้ว นักแปลต้องไม่ทำสิ่งใดที่ไม่พึงกระทำ ในผลงานต้นฉบับประเภทเดียวกันที่เขียนเป็นภาษาประจำชาติของตน เช่นเดียวกับนักเขียนคนอื่น ๆ นักแปลมีหน้าที่ต้องคอยเอาใจใส่อย่างถี่ถ้วนในการรักษาความบริสุทธิ์และความสมบูรณ์แบบของภาษา เพื่อพยายามบรรลุถึงลีลาอันงามสง่า และเป็นธรรมชาติดุจเดียวกันกับที่ผู้ประพันธ์ได้รับการยกย่องในภาษาต้นฉบับของเขา
แน่นอน หากเราต้องการสาธิตให้เพื่อนร่วมชาติของเรารับรู้อย่างชัดเจนว่า นักเขียนคนนั้น ๆ มีความหมายต่อภาษาของเขาอย่างไร ย่อมไม่มีทางใดดีไปกว่าหาทางทำให้นักเขียนคนนั้นพูดในแบบที่เราจินตนาการว่า เขาคงจะพูดแบบนั้น ๆ ในภาษาของเรา วิธีการนี้ยิ่งเหมาะสมหากระดับของพัฒนาการในภาษาต้นฉบับมีความใกล้เคียงกับระดับที่ภาษาของเราเป็นอยู่พอดี
ในแง่หนึ่ง เราสามารถจินตนาการได้ว่า แทซิตัส (Tacitus รัฐบุรุษและนักประวัติศาสตร์ชาวโรมัน-ผู้แปล) จะพูดอย่างไรหากเขาเกิดเป็นชาวเยอรมัน หรือให้เที่ยงตรงยิ่งกว่านี้ก็คือ ชาวเยอรมันที่มีความสำคัญต่อภาษาของเราเยี่ยงเดียวกับที่แทซิตัสมีความสำคัญต่อภาษาของเขา ควรจะพูดเช่นนี้ ๆ และความปีติจงบังเกิดแก่นักแปลที่จินตนาการได้อย่างชัดเจนแจ่มแจ้งถึงขนาดที่สามารถทำให้แทซิตัสพูดออกมาได้จริง ๆ!
แต่สิ่งนี้เกิดขึ้นได้หรือไม่กับการทำให้แทซิตัสชาวเยอรมันพูดอย่างเดียวกับแทซิตัสชาวโรมันพูดเป็นภาษาละติน เป็นอีกคำถามหนึ่งที่ใช่ว่าจะตอบว่าทำได้กันง่าย ๆ เพราะมันเป็นคนละเรื่องกันโดยสิ้นเชิงในการทำความเข้าใจอย่างถูกต้องถึงอิทธิพลที่คน ๆ หนึ่งมีต่อภาษาของเขากับการหาทางแสดงมันออกมาโดยวิธีใดวิธีหนึ่ง และเป็นคนละเรื่องกันอีกนั่นแหละในการคาดเดาว่า ความคิดกับสำนวนลีลาของเขาจะปรากฏออกมาอย่างไร หากว่าผู้ประพันธ์คนนั้นคิดและถ่ายทอดความคิดในอีกภาษาหนึ่ง!
*หมายเหตุ
งานเขียนชิ้นนี้ ได้รับการคุ้มครองสิทธิตามพระราชบัญญัติคุ้มครองสิทธิทางปัญญา โดยลิขสิทธิเป็นของผู้เขียน ที่ให้เกียรตินำเผยแพร่ผ่าน วิชาการ.คอม เรามีความยินดีและอนุญาตให้ทำซ้ำหรือเผยแพร่ต่อเพื่อประโยชน์ทางการศึกษาเท่านั้น กรุณาให้เกียรติผู้เขียน โดยอ้างชื่อผู้เขียนและ วิชาการ.คอม (www.vcharkarn.com) ทุกครั้งที่ทำการเผยแพร่ต่อ ห้ามนำส่วนหนึ่งส่วนใดไปเผยแพร่ต่อในสื่อที่เอื้อประโยชน์ทางธุรกิจก่อนได้รับอนุญาต ขอขอบคุณที่ร่วมกันช่วยสร้างให้สังคมไทยเป็นสังคมแห่งปัญญา
ยังไม่มีความเห็นเพิ่มเติม