 |
<script language="JavaScript" src="http://www.vcharkarn.com/javafeed/article/18360" type="text/javascript"></script> |
|
ความต่างระหว่างการแปล การถอดความ และการเลียนแบบ
เรามักได้ยินเสียงบ่นว่า การแปลแบบนี้สร้างผลเสียต่อความบริสุทธิ์ของภาษา และความงอกงามของภาษาภายในชาติ ภารกิจอันยากลำบากในการนำเสนอสิ่งที่เป็นต่างด้าวในภาษาประจำชาติของตนเอง...
post ครั้งแรก: Fri 4 May 2007, 3:52 pm ปรับปรุงล่าสุด: Fri 4 May 2007, 7:21 pm
|
หน้าที่ 4 - เป็นเป้าหมายทางประวัติศาสตร์ที่แท้จริงของการแปล
ใครก็ตามที่เชื่อว่า ความคิดกับการถ่ายทอดความคิดมีคุณสมบัติภายในที่เป็นแก่นแท้เดียวกัน และศิลปะในการทำความเข้าใจวาทกรรมอันหนึ่ง (ซึ่งหมายรวมถึงการแปลทั้งหมดด้วย) ตั้งอยู่บนความเชื่อนี้ ใครคนนั้นสามารถแยกแยะบุคคลจากภาษาประจำชาติของเขา และเชื่อว่าตัวเขา หรือแม้เพียงแค่ห่วงโซ่ความคิดของเขา สามารถเป็นหนึ่งเดียวกันและเหมือนกันในทั้งสองภาษาได้หรือไม่?
และถ้าหากความคิดย่อมแตกต่างกันในบางแง่มุม ใครคนนั้นกล้าถอดรื้อวาทกรรมนั้นไปจนถึงแกนกลาง เพื่อแยกเอาส่วนที่เป็นภาษาออก แล้วใช้กระบวนการทางเคมีบางอย่างผสมส่วนที่เป็นแกนในสุดเข้ากับสาระและพลังของอีกภาษาหนึ่งหรือไม่? แน่นอน เพื่อแก้ปัญหานี้ ย่อมจำเป็นต้องรื้อเอาทุกสิ่งทุกอย่าง แม้แต่รายละเอียดปลีกย่อยที่สุด ที่เป็นผลสะท้อนจากทุกสิ่งทุกอย่างที่ผู้ประพันธ์เคยพูดและได้ยินในภาษาแม่นับตั้งแต่วัยเด็กเป็นต้นมา ออกไปจากงานเขียนของเขาให้หมด จนผู้ประพันธ์เหลือแต่ตัวล่อนจ้อนกับแนวความคิดเฉพาะบางอย่างซึ่งมีต่อเนื้อหาบางประการ หลังจากนั้น จึงป้อนทุกสิ่งทุกอย่างที่ควรเป็นผลสะท้อนของสิ่งที่เขาน่าจะพูดและได้ยินในภาษาต่างประเทศนับแต่จุดเริ่มต้นของชีวิต หรือนับจากวินาทีแรกที่เขาทำความรู้จักกับภาษาต่างชาตินั้นกลับเข้าไปใหม่ จนกระทั่งเขาสามารถคิดและเขียนในภาษาต่างชาติได้เหมือนภาษาดั้งเดิมของตัวเอง สิ่งนี้จะเป็นไปได้ก็คงต้องรอไปจนถึงวันที่เราสามารถสร้างสิ่งมีชีวิตขึ้นมาจากกระบวนการทางเคมีเทียมกระมัง(3)
อันที่จริง เป้าหมายของการแปลแบบนี้ กล่าวคือแบบที่จินตนาการว่าผู้ประพันธ์น่าจะเขียนต้นฉบับด้วยภาษาของนักแปล เป็นเป้าหมายที่ไม่เพียงแต่ไม่มีทางบรรลุถึง แต่ยังไร้แก่นสารและกลวงเปล่าในตัวมันเอง เพราะใครก็ตามที่ตระหนักถึงพลังสร้างสรรค์ของภาษา โดยที่ภาษานั้นเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับลักษณะเฉพาะของชนชาติ ย่อมต้องยอมรับด้วยว่าสำหรับผู้ประพันธ์ที่ยิ่งใหญ่ทั้งหลาย ความรู้ทั้งหมดของเขา รวมทั้งการถ่ายทอดความคิด เป็นสิ่งที่ก่อรูปขึ้นในภาษาและผ่านภาษา
ดังนั้นจึงไม่มีบุคคลใดที่ผูกพันกับภาษาเพียงแค่เป็นกลไก ราวกับภาษาเป็นสิ่งที่เกาะเกี่ยวตัวเขาไว้แต่เพียงภายนอก เปรียบเหมือนเราสามารถเปลี่ยนม้าเทียมรถได้ง่าย ๆ ฉันใด คนเราก็เลือกสวมบังเหียนภาษาอีกภาษาหนึ่งให้ความคิดของตนได้ง่าย ๆ ฉันนั้นก็หาไม่ ทว่านักเขียนทุกคนย่อมสามารถผลิตงานต้นฉบับได้ด้วยภาษาแม่ของตนเท่านั้น ด้วยเหตุนี้ แม้แต่เพียงหยิบยกคำถามที่ว่าเขาสามารถเขียนงานเป็นภาษาอื่นได้หรือไม่ ก็เป็นคำถามที่เป็นไปไม่ได้แล้ว...(4)
การประยุกต์ใช้วิธีการนี้ทำได้จำกัดขนาดไหน --อันที่จริง ในสาขาการแปลแทบจะเท่ากับศูนย์-- เราคงเห็นได้ชัดขึ้น หากพิจารณาถึงอุปสรรคที่ไม่มีทางข้ามพ้นได้ในแต่ละสาขาทางศิลปะและวิชาการ พึงต้องกล่าวว่าแม้กระทั่งการใช้ภาษาในชีวิตประจำวัน มีเพียงแค่ไม่กี่คำในภาษาหนึ่งที่มีคำในอีกภาษาหนึ่งซึ่งต้องตรงกันอย่างสมบูรณ์ จนถึงขั้นที่ว่าคำ ๆ นั้นสามารถใช้แทนกันได้ในทุกกรณี และสามารถให้ความหมายเดียวกันในบริบทเดียวกันได้เสมอ ยิ่งเป็นมโนทัศน์ยิ่งหาได้ยาก (โดยเฉพาะถ้ามันแฝงไว้ด้วยเนื้อหาทางปรัชญา) ยิ่งอย่าไปพูดถึงแนวความคิดทางปรัชญาทั้งหมด ในสาขาปรัชญายิ่งเป็นมากกว่าสาขาอื่นใด
แม้ว่าในทุก ๆ ภาษาจะมีทัศนะที่แตกต่างกันอยู่ในเวลาเดียวกันหรือสืบช่วงเป็นลำดับก็ตาม แต่ภายในภาษานั้นก็ยังมีระบบของมโนทัศน์ ซึ่งมีการบรรจบ เชื่อมโยงและส่งเสริมซึ่งกันและกันในภาษาเดียวกัน ทำให้ภาษานั้นเป็นองค์รวมเพียงหนึ่งเดียวซึ่งส่วนย่อย ๆ แต่ละส่วนไม่สอดคล้องต้องตรงกับระบบใด ๆ ในภาษาอื่นเลย แม้กระทั่งมโนทัศน์ของพระเจ้าและภาวะ ซึ่งเป็นคำนามมูลฐานและคำกริยามูลฐาน ก็อาจไม่ใช่ข้อยกเว้นด้วยซ้ำ เพราะกระทั่งสิ่งที่เป็นสากล แม้ตั้งอยู่นอกขอบเขตของคุณสมบัติที่เป็นลักษณะเฉพาะเจาะจง ก็ยังถูกแต่งแต้มสีสันด้วยภาษา
ปัญญาของทุกผู้คนย่อมปรากฏเป็นจริงในระบบภาษาดังกล่าว ทุกคนย่อมดึงมาจากสิ่งที่มีอยู่ ทุกคนช่วยกันสำแดงให้เห็นสิ่งที่ยังไม่มี แต่มีศักยภาพที่เป็นไปได้ มีเพียงวิถีทางนี้เท่านั้นที่ปัญญาของปัจเจกบุคคลจึงมีชีวิตชีวาขึ้นมา และสามารถเป็นใหญ่เหนือการดำรงอยู่ของเขาอย่างแท้จริง แน่นอนว่าเขาย่อมหลอมรวมตัวเองเข้าไปในภาษาอย่างสมบูรณ์
เพราะฉะนั้น ถ้านักแปลที่แปลผลงานของนักเขียนทางปรัชญา ไม่ยอมโอนอ่อนภาษาในการแปลให้คล้อยตามภาษาต้นฉบับบ้างเท่าที่ทำได้ เพื่อเสนอให้เห็นแนวคิดของระบบมโนทัศน์ที่พัฒนาขึ้นมาในภาษาต้นฉบับ และถ้าหากนักแปลพยายามทำให้ผู้เขียนพูด ราวกับผู้เขียนก่อรูปความคิดและสำนวนลีลาขึ้นมาในอีกภาษาหนึ่งตั้งแต่ต้น นักแปลจะทำเช่นไรต่อองค์ประกอบที่แตกต่างกันในสองภาษา นอกจากอาศัยการถอดความ ซึ่งเท่ากับนักแปลย่อมไม่บรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้ เพราะการถอดความย่อมไม่มีทางมีอะไรเหมือนผลงานที่สร้างสรรค์ขึ้นมาในภาษาของผู้ประพันธ์ หรือไม่ก็แปลงปัญญาและความรู้ทั้งหมดของผู้ประพันธ์ให้กลายเป็นระบบความคิดในภาษาของนักแปลและเปลี่ยนส่วนประกอบย่อย ๆ ทั้งหมดไปเสียเลย?
หากทำเช่นนี้ นักแปลไม่มีทางบอกได้ว่า การเปลี่ยนแปลงตามใจชอบนี้มีขอบเขตจำกัดอยู่แค่ไหน อันที่จริง เราต้องขอกล่าวว่า ใครก็ตามที่มีความเคารพแม้เพียงน้อยนิดต่อการคิดค้นทางปรัชญา ไม่สมควรพาตัวเองเข้ามาพัวพันในเกมที่มีกติกาหละหลวมแบบนี้เลย
เพลโต โปรดอภัยให้ข้าพเจ้าด้วยที่ขอกระโดดจากนักปรัชญาไปหานักเขียนสุขนาฏกรรม หากคำนึงในแง่ของภาษา รูปแบบงานเขียนชนิดนี้มีความใกล้เคียงกับบทสนทนาจริง ๆ ในสังคมมากที่สุด การถ่ายทอดเรื่องราวทั้งหมดผูกพันอยู่กับค่านิยมของยุคสมัยและของชนชาตินั้น ๆ ซึ่งย่อมสะท้อนออกมาได้แจ่มชัดสมบูรณ์ที่สุดในภาษา ความมีเสน่ห์และเป็นธรรมชาติคือคุณค่าสูงสุดในงานเขียนประเภทนี้ และนี่คือเหตุผลว่า ทำไมความยากลำบากของการแปลตามวิธีการดังกล่าวข้างต้น จึงมีมากมายมหาศาล เพราะการพยายามทำให้ใกล้เคียงกับภาษาต่างประเทศมากที่สุดย่อมทำลายคุณค่าในการนำเสนอไปสิ้น
ครั้นหากนักแปลต้องการให้ผู้ประพันธ์บทละครพูดราวกับเขาเขียนขึ้นมาเป็นภาษาของนักแปลเอง ย่อมมีอะไรมากมายหลายอย่างที่พูดไม่ได้ เพราะมันไม่มีอยู่ในชนชาติอื่นและจึงไม่มีสัญลักษณ์ในภาษานั้น ๆ ในกรณีแบบนี้ นักแปลต้องตัดบางส่วนทิ้งไปเลย ซึ่งเท่ากับทำลายรูปแบบและพลังของผลงานโดยรวม หรือไม่นักแปลก็ต้องหาอย่างอื่นมาแทนที่
ในสาขานี้ สูตรสำเร็จที่มักนิยมใช้กันคือการเลียนแบบล้วน ๆ หรือไม่ก็ใช้ส่วนผสมของการแปลกับการเลียนแบบที่สับสนและลักลั่นอย่างน่าเกลียด รังแต่จับผู้อ่านเหวี่ยงโยนไปมาอย่างไร้ความปรานีราวกับลูกบอล ระหว่างโลกของเขากับโลกต่างด้าว ระหว่างพลังสร้างสรรค์และปฏิภาณของผู้ประพันธ์กับนักแปล ผู้อ่านย่อมหาความรื่นรมย์ไม่ได้ ลงท้ายจะมีแต่ความปวดเศียรเวียนเกล้าและคับข้องใจเสียมากกว่า
ในทางตรงกันข้าม นักแปลที่ยึดมั่นในอีกวิธีการหนึ่ง ย่อมไม่มีความตั้งใจแม้แต่น้อยที่จะเปลี่ยนแปลงอะไรตามใจชอบ อีกทั้งผู้อ่านพึงตระหนักอยู่ในใจเสมอว่า ผู้ประพันธ์มีชีวิตอยู่ในอีกโลกหนึ่งและเขียนในอีกภาษาหนึ่ง นักแปลมีข้อผูกมัดเพียงแค่ใช้ศิลปะอันยากลำบาก เพื่อนำเสนอความรับรู้ที่มีต่อโลกต่างด้าวนี้ด้วยวิธีการที่กระชับที่สุดและเหมาะสมที่สุด แล้วปล่อยให้ความเรียบง่ายและความเป็นธรรมชาติที่ยิ่งใหญ่กว่าของต้นฉบับเปล่งประกายออกมา
ตัวอย่างทั้งสอง ซึ่งยกมาจากสองขั้วในศิลปะและวิชาการ แสดงให้เห็นชัดเจนว่า เป้าหมายที่แท้จริงของการแปล กล่าวคือการชื่นชมผลงานต่างชาติอย่างไม่มีอะไรเจือปนให้มากที่สุดเท่าที่ทำได้ ย่อมบรรลุถึงได้น้อยมากหากใช้วิธีการที่ต้องการเสกวิญญาณของภาษาที่แปลกแยกจากต้นฉบับโดยสิ้นเชิงเข้าไปไว้ในงานแปล ยิ่งกว่านั้น ภาษาทุกภาษามีจังหวะจะโคนเฉพาะตัวทั้งในร้อยแก้วและร้อยกรอง ทันทีที่ใช้สมมติฐานว่า ผู้ประพันธ์ควรเขียนด้วยภาษาของนักแปล เราก็ต้องทำให้ผู้ประพันธ์ใช้จังหวะจะโคนของภาษานั้นด้วย ในแง่นี้ ผลงานของเขาย่อมบิดเบี้ยวไปยิ่งกว่าเดิม และการตระหนักถึงลีลาเฉพาะตัวของผู้ประพันธ์ที่งานแปลควรนำเสนอ ย่อมทำได้จำกัดลงไปอีก
อันที่จริง งานเขียนซึ่งตั้งอยู่บนทฤษฎีของนักแปลที่กล่าวถึงในที่นี้ อยู่นอกเหนือวัตถุประสงค์ของเรา เมื่อมองจากจุดยืนแรก การแปลเป็นความจำเป็นสำหรับชนชาติหนึ่ง ซึ่งคนเพียงส่วนน้อยเท่านั้นที่มีความรู้ภาษาต่างประเทศในระดับใช้การได้ ในขณะที่คนส่วนใหญ่มีความนิยมที่จะเสพย์งานต่างชาติ เมื่อไรก็ตามที่คนกลุ่มหลังกลายเป็นคนกลุ่มแรกไปหมด เมื่อนั้นรูปแบบการแปลเช่นนี้ย่อมไร้ประโยชน์ และคงแทบไม่มีใครยินดีรับภารกิจอันไม่น่ายินดีนี้
ส่วนจุดยืนที่สองนั้นแตกต่างออกไป มันไม่เกี่ยวกับความจำเป็นแม้แต่น้อย แต่เป็นงานที่เกิดจากความอยากทำและอยู่ไม่สุข ความรู้ในภาษาต่างชาติควรแพร่หลายในระดับกว้าง และการเข้าถึงผลงานอันเลอเลิศควรเปิดกว้างแก่ทุกคนที่มีความสามารถ การแปลยังคงเป็นกิจกรรมที่น่ากังขา โดยมีผู้ชมที่กระตือรือร้นเข้ามาล้อมวงรับฟัง เมื่อมีคนอาสาจะนำเสนอผลงานของซิเซโรหรือเพลโต ในแบบที่นักปราชญ์เหล่านี้น่าจะเขียนผลงานเป็นภาษาเยอรมันร่วมสมัยโดยตรง
และถ้าหากมีใครสักคนก้าวไปไกลถึงขั้นที่ไม่เพียงนำเสนอในภาษาของตนเองเท่านั้น แต่ยังนำเสนอเป็นภาษาต่างชาติอีกภาษาหนึ่งด้วย เราย่อมถือว่าเขาเป็นปรมาจารย์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในศาสตร์และศิลป์ของการผสานรวมจิตวิญญาณของต่างภาษาเข้าด้วยกัน ซึ่งทั้งยากเย็นและแทบเป็นไปไม่ได้ เราย่อมเห็นว่าผลงานที่ปรากฏออกมา หากกล่าวอย่างเข้มงวดแล้ว หาใช่การแปลไม่ และผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นไม่ใช่การชื่นชมผลงานดั้งเดิมที่แท้จริง มันน่าจะเข้าใกล้ไปข้างการเลียนแบบมากกว่า และมีแต่คนที่คุ้นเคยกับนักเขียนอยู่ก่อนแล้ว จึงจะได้รับความรื่นรมย์อย่างแท้จริงจากผลงานเทียมหรือผลงานทางศิลปะนั้น เป้าหมายจึงน่าจะอยู่ที่การสาธิตให้เห็นความสัมพันธ์อันคล้ายคลึงกันระหว่างการถ่ายทอดและการผูกประโยคบางอย่าง รวมทั้งรูปแบบเฉพาะตัวของภาษาที่แตกต่างกัน อีกทั้งประเทืองภาษาให้รุ่มรวยขึ้นด้วยจิตวิญญาณเฉพาะตัวของบรมครูชาวต่างชาติ แต่แยกขาดจากภาษาของเขาอย่างสิ้นเชิง...
ต่อจากนี้เราจะไปไหน? เราเห็นร่วมในทัศนะดังกล่าวและปฏิบัติตามคำแนะนำข้างต้นหรือเปล่า? เห็นได้ชัดว่า ผลงานยุคโบราณถูกแปลออกมาในแบบนี้น้อยมาก และคนสมัยใหม่ส่วนใหญ่ ซึ่งท้อใจกับความยากของการแปลที่แท้จริง มักพึงพอใจแค่การเลียนแบบหรือการถอดความ ใครสามารถอ้างได้ว่า มีผลงานคลาสสิกหรือภาษาเยอรมันชิ้นไหนบ้างที่เคยถูก แปล เป็นภาษาฝรั่งเศส? แต่แม้ว่าเราชาวเยอรมันอาจพอใจฟังคำแนะนำนี้มากก็ตาม เราก็คงไม่ปฏิบัติตาม
ความจำเป็นซึ่งแสดงออกมาอย่างชัดเจนในภารกิจอันแปลกประหลาดของชนชาติเรา ผลักดันให้พวกเราจำนวนมากทำงานแปล เราไม่สามารถถอยกลับและต้องก้าวต่อไป เช่นเดียวกับที่ผืนดินของเราน่าจะรุ่มรวยและอุดมสมบูรณ์ยิ่งขึ้น อีกทั้งภูมิอากาศของเราคงสดชื่นยิ่งขึ้น หลังจากนำพืชพรรณต่างชาติเข้ามาปลูกมากขึ้น ฉันใดฉันนั้น เราย่อมรู้สึกว่าภาษาของเรา ซึ่งเราฝึกปรือกันน้อยลงเพราะความเฉื่อยชาตามแบบชาวยุโรปเหนือ มันคงงอกงามและคลี่คลายพลังที่สมบูรณ์แบบออกมาได้ โดยอาศัยการปะทะสังสรรค์กับสิ่งที่เป็นต่างชาติอย่างหลากหลายที่สุดเท่านั้น ในขณะเดียวกัน
ดูเหมือนชนชาติเราจะถูกสาปเพราะความเคารพที่มีต่ออะไรก็ตามที่เป็นต่างด้าว และเพราะความนิยมในการทำตัวเป็นสื่อกลาง ทำให้เราเข้าแบกรับเอาขุมทรัพย์ของศิลปะและวิชาการต่างชาติ รวมทั้งขุมทรัพย์ของตัวเองในภาษาของตัวเอง เพื่อนำมาผนึกประสานกันในองค์รวมทางประวัติศาสตร์อันยิ่งใหญ่ ซึ่งจะได้เก็บรักษาไว้อย่างปลอดภัยในใจกลางของยุโรป บัดนี้ ด้วยความช่วยเหลือของภาษาของเรา ทุก ๆ คนจึงได้ชื่นชมขุมทรัพย์จากต่างยุคต่างสมัยอย่างบริสุทธิ์เที่ยงแท้เท่าที่เป็นไปได้สำหรับชาวต่างชาติ นี่แหละที่น่าจะเป็นเป้าหมายทางประวัติศาสตร์ที่แท้จริงของการแปล ดังที่มันกลายเป็นลักษณะประจำชนชาติเราไปแล้ว...
*****************************************************
ฟรีดริช ชไลเออร์มาเคอร์ (Friedrich Schleiermacher) (1768-1834) ชาวเยอรมัน ชไลเออร์มาเคอร์ศึกษาเทววิทยาและเป็นศาสตราจารย์ทางด้านเทววิทยาที่มหาวิทยาลัยเบอร์ลินเมื่อปี ค.ศ. 1810 จนตลอดชั่วชีวิต เขาสอนวิชาเทววิทยา การวิจารณ์ การตีความ (hermeneutics) ประวัติปรัชญา จริยศาสตร์และวิภาษวิธี เขามีความสนใจเป็นพิเศษในการสร้างระบบปรัชญาเกี่ยวกับวัฒนธรรม และบทบาทของภาษาในวัฒนธรรม เขาได้รับการยกย่องว่าเป็นผู้ก่อตั้งเทววิทยาของนิกายโปรเตสแตนท์สมัยใหม่
(1) ชไลเออร์มาเคอร์อ่านความเรียงทางวิชาการในหัวข้อ "Methoden des ?bersetzens" เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน ค.ศ. 1813 ณ Royal Academy of Sciences ในกรุงเบอร์ลิน ตีพิมพ์ซ้ำใน Friedrich Schleiermachers s?mmtliche Werke, Dritte Abtheilung: Zur Philosophie , vol. 2 (Berlin: Reimer, 1938), pp. 207-45.
(2) ชไลเออร์มาเคอร์คงหมายถึงภาษาละตินที่เคยใช้เป็นภาษากลางระหว่างชนชาติต่าง ๆ ในยุโรปในยุคกลาง (ผู้แปล)
(3) โปรดอย่าลืมว่าชไลเออร์มาเคอร์เป็นนักปราชญ์ในต้นศตวรรษที่ 19! แต่แม้ว่าปัจจุบันเราอาจสร้างสิ่งมีชีวิตขึ้นมาด้วยกระบวนการทางเคมีเทียมได้ก็ตาม แต่การสร้างความคิดจำลองขึ้นมาอย่างที่ชไลเออร์มาเคอร์บรรยายไว้ยังไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร (ผู้แปล)
(4) แต่ในชั่วรุ่นถัดมา หลังจากที่ชไลเออร์มาเคอร์เสียชีวิตไปแล้ว โจเซฟ คอนราดกลายเป็นตัวอย่างหักล้างความคิดนี้อย่างสิ้นเชิง! กระนั้นก็ตาม ตัวอย่างแบบนี้มีน้อยอย่างยิ่ง (ผู้แปล
*หมายเหตุ
งานเขียนชิ้นนี้ ได้รับการคุ้มครองสิทธิตามพระราชบัญญัติคุ้มครองสิทธิทางปัญญา โดยลิขสิทธิเป็นของผู้เขียน ที่ให้เกียรตินำเผยแพร่ผ่าน วิชาการ.คอม เรามีความยินดีและอนุญาตให้ทำซ้ำหรือเผยแพร่ต่อเพื่อประโยชน์ทางการศึกษาเท่านั้น กรุณาให้เกียรติผู้เขียน โดยอ้างชื่อผู้เขียนและ วิชาการ.คอม (www.vcharkarn.com) ทุกครั้งที่ทำการเผยแพร่ต่อ ห้ามนำส่วนหนึ่งส่วนใดไปเผยแพร่ต่อในสื่อที่เอื้อประโยชน์ทางธุรกิจก่อนได้รับอนุญาต ขอขอบคุณที่ร่วมกันช่วยสร้างให้สังคมไทยเป็นสังคมแห่งปัญญา
ยังไม่มีความเห็นเพิ่มเติม