สารบัญ
หน้าที่ 3 - หลักเกณฑ์การเข้าถึงและการแบ่งปันผลประโยชน์ในผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับจุลชีพ
ก่อนที่จะเข้าสู่เนื้อหาของบทความในตอนนี้ ผู้เขียนขอชี้แจงก่อนว่า ผู้เขียนไม่ใช่นักวิชาการโดยอาชีพ ความสนใจต่อกฎหมายสิทธิบัตรที่เกี่ยวข้องกับทรัพยากรพันธุกรรมได้สิ้นสุดลงเมื่อหลายปีก่อน เนื่องจากผู้เขียนเห็นว่ามีครูบาอาจารย์และนักกฎหมายหลายท่านให้ความสนใจในปัญหาเหล่านี้มาอย่างต่อเนื่องอยู่แล้ว และมีพื้นที่ในกฎหมายบางเรื่องที่ผู้เขียนควรไปให้ความสนใจมากกว่า เนื่องจากไม่มีใครให้ความสนใจนัก ความรู้ของผู้เขียนเกี่ยวกับเรื่องนี้จึงจำกัดอยู่ที่ข้อมูลเมื่อหลายปีก่อนเท่านั้น เพียงแต่เมื่อมีปัญหาเหล่านี้ในบ้านเมือง จึงรู้สึกเดือดร้อนขึ้นมาเท่านั้น
ในบทความนี้ มาถึงปัญหาสำคัญว่าเหตุใดระบบกฎหมายไทยจึงยังมีจุดอ่อนในการคุ้มครองทรัพยากรพันธุกรรมจุลชีพ โดยเฉพาะที่เกี่ยวกับการเข้าถึงและการแบ่งปันผลประโยชน์ที่เกิดขึ้นจากการใช้ทรัพยากรพันธุกรรมจุลชีพ
ระบบกฎหมายทรัพย์สินทางปัญญาที่มีความก้าวหน้ามากที่สุดของไทยก็คือ ระบบกฎหมายคุ้มครองพันธุ์พืช (Plant Variety Protection) เพราะกฎหมายนี้ไม่ได้มุ่งแต่จะให้ความคุ้มครองสิทธิของนักปรับปรุงพันธุ์เท่านั้น แต่ยังให้ความคุ้มครองแก่พันธุ์พืชพื้นเมืองและพันธุ์พืชป่า ซึ่งเป็นทรัพยากรพันธุกรรมพืชอันทรงคุณค่าของประเทศไทยด้วย
ความก้าวหน้าที่มีมากที่สุดในระบบกฎหมายคุ้มครองพันธุ์พืชของไทยก็คือ การรับหลักการในการเปิดเผยแหล่งที่มาของสารพันธุกรรมและการแบ่งปันผลประโยชน์ที่อยู่ในอนุสัญญาว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพ (Convention on Biodiversity) เข้ามาบัญญัติไว้ในกฎหมายทรัพย์สินทางปัญญา ตามกฎหมายนี้ นักปรับปรุงพันธุ์มีหน้าที่ต้องแสดงแหล่งที่มาของสารพันธุกรรมที่ใช้ในการปรับปรุงพันธุ์พืชใหม่นั้น และต้องเปิดเผยข้อตกลงแบ่งปันผลประโยชน์ ในกรณีที่มีการใช้พันธุ์พืชพื้นเมืองหรือพันธุ์พืชป่าในการปรับปรุงพันธุ์พืชใหม่เพื่อผลประโยชน์ทางการค้านั้นด้วย
หลายปีที่ผ่านมา มีบริษัทข้ามชาติจำนวนมากที่นำทรัพยากรพันธุกรรมและภูมิปัญญาท้องถิ่นของไทยไปใช้ในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ แล้วนำผลิตภัณฑ์เหล่านั้นมาขอรับสิทธิบัตร โดยไม่มีการรับรู้ถึงความเป็นเจ้าของภูมิปัญญา หรือแบ่งปันผลประโยชน์ให้แก่เกษตรกรผู้ดูแลรักษาทรัพยากรเหล่านั้นอย่างเป็นธรรม
นักวิชาการและองค์กรเอกชนได้พยายามเสนอให้กรมทรัพย์สินทางปัญญา นำหลักการในเรื่องการเข้าถึงและการแบ่งปันผลประโยชน์ไปบัญญัติไว้ในกฎหมายสิทธิบัตรด้วย แต่ไม่ได้รับการตอบสนองจากภาครัฐเท่าใดนัก ร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มพระราชบัญญัติสิทธิบัตรฯ ที่ดำเนินการอยู่ในปัจจุบันจึงมุ่งไปสู่การอำนวยความสะดวกให้แก่ผู้ขอรับสิทธิบัตรและเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานเท่านั้น
อย่างไรก็ดี มิใช่ภาครัฐจะไม่ได้ให้ความสนใจแก่การคุ้มครองภูมิปัญญาท้องถิ่นและทรัพยากรพันธุกรรมเสียทีเดียว กรมทรัพย์สินทางปัญญาได้จัดให้มีการสัมมนาระดมความเห็นในการจัดทำร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองภูมิปัญญาท้องถิ่นขึ้น โดยจะให้ความคุ้มครองแก่ทรัพยากรพันธุกรรมด้วย อย่างไรก็ตาม ความพยายามในการให้ความคุ้มครองภูมิปัญญาท้องถิ่นภายใต้กฎหมายฉบับนี้ กลับถูกคัดค้านจากหน่วยงานภาครัฐด้วยกันเอง โดยเห็นว่ากฎหมายคุ้มครองพันธุ์พืชได้ให้ความคุ้มครองทรัพยากรพันธุกรรมพืชอยู่แล้ว ส่วนการคุ้มครองพันธุ์สัตว์นั้น ก็มีหน่วยราชการอื่นกำลังริเริ่มดำเนินการอยู่แล้วเช่นกัน
เป็นที่น่าเสียใจว่า การดำเนินการร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองภูมิปัญญาท้องถิ่นฯ เป็นไปอย่างล่าช้า เวลาที่ผ่านไปหลายปียังไม่สามารถทำให้สาธารณชนได้เห็นต้นร่างของพระราชบัญญัติฉบับนี้เลย แต่สิ่งที่เป็นที่น่าเสียใจมากกว่าก็คือ ประเด็นการคุ้มครองทรัพยากรพันธุกรรมจุลชีพมิได้ถูกหยิบยกขึ้นมาพิจารณาแม้แต่น้อย
ในปัจจุบัน กฎหมายทรัพย์สินทางปัญญาของไทยไม่มีระบบเปิดเผยการเข้าถึงและการแบ่งปันผลประโยชน์ เมื่อมีการใช้ทรัพยากรพันธุกรรมจุลชีพในการผลิตผลิตภัณฑ์ใหม่ ในระหว่างการเจรจาความตกลงเขตการค้าเสรีระหว่างไทยกับสหรัฐ นักวิชาการและองค์กรเอกชนได้พยายามผลักดันให้ฝ่ายไทยนำหลักการเปิดเผยแหล่งที่มา และการแบ่งปันผลประโยชน์เข้าสู่เวทีของการเจรจา ซึ่งคณะเจรจาด้านทรัพย์สินทางปัญญาในความตกลงการค้าเสรีไทย - สหรัฐ ก็ให้การตอบรับเป็นอย่างดี แม้ว่าในใจอาจทราบว่าการเสนอประเด็นเหล่านี้ไม่มีทางสำเร็จลงได้ก็ตาม
ในทางตรงกันข้าม เวทีการเจรจาความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจไทย - ญี่ปุ่น กลับไม่ได้มีการนำเสนอประเด็นนี้ให้สาธารณชนได้เห็นอย่างเป็นรูปธรรม สาธารณชนไม่เคยเห็นร่างข้อเสนอของฝ่ายไทยในการคุ้มครองทรัพยากรพันธุกรรมแม้แต่น้อย ผลลัพธ์ที่ได้จากความตกลงฉบับนี้มีเพียงการเสนอให้มีการจัดตั้งคณะอนุกรรมการด้านทรัพย์สินทางปัญญาระหว่างทั้งสองฝ่าย โดยจะมีการนำประเด็นเกี่ยวกับทรัพยากรพันธุกรรมเข้าหารือด้วยเท่านั้น ซึ่งไม่มีประโยชน์แม้แต่น้อย แต่ก็สุดความสามารถของคณะเจรจาที่จะทำได้แล้ว
แม้ว่าประเทศไทยยังมีจุดอ่อนที่ต้องปรับปรุงเพื่อคุ้มครองฐานทรัพยากรพันธุกรรมหลายประการด้วยกัน แต่ขอบเขตของการให้ความคุ้มครองสิทธิบัตรจุลชีพทั้งตามความตกลง JTEPA และกฎหมายไทยก็เป็นสิ่งที่ต้องรอการพิสูจน์. ในต่างประเทศ ปัญหาทำนองเดียวกันนี้เคยถูกท้าทายด้วยสถานการณ์จริง
ผู้เขียนจำได้ว่าหญิงชาวอังกฤษคนหนึ่งเคยประกาศยื่นคำขอรับสิทธิบัตรตัวเอง เพื่อต้องการทราบว่ามนุษย์อาจถูกจดสิทธิบัตรได้หรือไม่, และมีหลักฐานทางวิชาการปรากฏว่า นักวิทยาศาสตร์รายหนึ่งได้ยื่นคำขอรับสิทธิบัตรในตัวอ่อนที่มีสารพันธุกรรมของมนุษย์และสัตว์อยู่ โดยได้ประกาศว่าตนเองไม่ต้องการได้รับสิทธิบัตร แต่ต้องการทราบว่าสำนักงานสิทธิบัตรจะออกสิทธิบัตรให้แก่การประดิษฐ์นี้หรือไม่ และหากปฏิเสธ การปฏิเสธนั้นจะใช้เหตุผลใด
เมื่อความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจต้องดำเนินต่อไป การเรียกร้องให้ปกป้องผลประโยชน์ของชาติก็คงต้องดำเนินต่อไปเช่นกัน ส่วนตัวผู้เขียนคิดว่า ทรัพยากรพันธุกรรมเป็นสมบัติร่วมกันของคนทั้งชาติ ซึ่งไม่อาจนำผลประโยชน์ส่วนบุคคล ไม่ว่าจะเป็นการลดภาษี หรือการเปิดเสรีด้านการค้า การค้าบริการ หรือการลงทุน มาแลกเปลี่ยนได้ ถึงแม้ว่าผลประโยชน์เช่นนี้จะมีส่วนช่วยการพัฒนาเศรษฐกิจของชาติโดยรวมก็ตาม ความเห็นเช่นนี้อาจจะแตกต่างกันก็ได้ แต่ที่น่าประหลาดใจก็คือ เหตุใดความพยายามเข้าไปช่วยคิดหรือมีส่วนร่วมของประชาชนจึงต้องมีอุปสรรคมากมายเช่นนี้
*หมายเหตุ
งานเขียนชิ้นนี้ ได้รับการคุ้มครองสิทธิตามพระราชบัญญัติคุ้มครองสิทธิทางปัญญา โดยลิขสิทธิเป็นของผู้เขียน ที่ให้เกียรตินำเผยแพร่ผ่าน วิชาการ.คอม เรามีความยินดีและอนุญาตให้ทำซ้ำหรือเผยแพร่ต่อเพื่อประโยชน์ทางการศึกษาเท่านั้น กรุณาให้เกียรติผู้เขียน โดยอ้างชื่อผู้เขียนและ วิชาการ.คอม (www.vcharkarn.com) ทุกครั้งที่ทำการเผยแพร่ต่อ ห้ามนำส่วนหนึ่งส่วนใดไปเผยแพร่ต่อในสื่อที่เอื้อประโยชน์ทางธุรกิจก่อนได้รับอนุญาต ขอขอบคุณที่ร่วมกันช่วยสร้างให้สังคมไทยเป็นสังคมแห่งปัญญา
ยังไม่มีความเห็นเพิ่มเติม