คุณยังไม่ได้ Log in | สมัครสมาชิก ฟรี
กลับหน้าแรก วิชาการ.คอม
<script language="JavaScript" src="http://www.vcharkarn.com/javafeed/article/184" type="text/javascript"></script>
ขนมที่ถูกลืม
คุยกับคุณผู้อ่านเรื่องขนมไทยในกระทู้ นึกได้ว่ามีขนมไทยหลายอย่างไม่ค่อยจะเป็นที่รู้จักกันแล้ว บางอย่างก็ถูกลืมเลือนไปเลยทีเดียว ก็เลยขอเก็บมาเล่าสู่กันฟังในเรื่องนี้ค่ะ
ผู้เขียน: เทาชมพู ชมแล้ว: 16,382 ครั้ง
post ครั้งแรก: Tue 27 July 2004, 11:55 am ปรับปรุงล่าสุด: Tue 27 July 2004, 11:55 am
อยู่ในส่วน: ศิลปะวัฒนธรรม

หน้าที่ 1 - ขนมค้างคาว กับ ขนมจีบ
เจ้าของงานเขียน แ้ก้ไขหน้านี้ ได้ที่นี่
คุยกับคุณผู้อ่านเรื่องขนมไทยในกระทู้ นึกได้ว่ามีขนมไทยหลายอย่างไม่ค่อยจะเป็นที่รู้จักกันแล้ว บางอย่างก็ถูกลืมเลือนไปเลยทีเดียว ก็เลยขอเก็บมาเล่าสู่กันฟังในเรื่องนี้ค่ะ



สองอย่างที่จะกล่าวถึงในนี้คือ ขนมค้างคาว กับ ขนมจีบ



'ขนมค้างคาว' เป็นขนมรสคาวไม่ใช่ขนมหวาน ทำด้วยแป้งมีไส้ข้างใน ตัวไส้คือกุ้งและมะพร้าวปรุงรสด้วยเกลือพริกไทยแล้วผัดเข้าด้วยกัน พอสุกก็ปั้นเป็นรูปสามเหลี่ยมหุ้มด้วยแป้งดูรูปร่างคล้ายๆค้างคาวกางปีก จึงเรียกว่าขนมค้างคาว



ขนมค้างคาวที่อร่อยขึ้นชื่อจนกระทั่งชาววังเรียกขานกันว่า 'ขนมค้างคาวเจ้าครอกทองอยู่' คู่มากับ 'ขนมไส้หมูเจ้าครอกวัดโพ' เป็นขนมโด่งดังพอๆกันในสมัยรัชกาลที่ ๑



เจ้าตำรับขนมค้างคาวคือพระชายาเอกในกรมพระราชวังหลัง พระนามของท่านเรียกกันว่า เจ้าครอกทองอยู่ (คำว่า ' เจ้าครอก ' เป็นคำเรียกแบบไม่เป็นทางการ ใช้เรียกเจ้านายสตรีผู้ใหญ่ซึ่งผู้คนนับถือ มีมาตั้งแต่สมัยอยุธยาจนถึงรัตนโกสินทร์) พระประวัติทราบเพียงสั้นๆตามที่ ส.พลายน้อยเล่าไว้ในหนังสือ กระยานิยาย ว่าเดิมเป็นนางข้าหลวงของเจ้าฟ้าหญิงจันทวดี พระราชธิดาพระเจ้าบรมโกศ ซึ่งทรงหนีรอดจากการเสียกรุงศรีอยุธยามาอยู่ที่กรุงธนบุรี ท่านทองอยู่ต่อมาได้สมรสกับพระยาสุริยอภัย หลานชายเจ้าพระยาจักรี ในรัชกาลที่ ๑ เมื่อพระยาสุริยอภัยเลื่อนขึ้นเป็นกรมพระราชวังหลัง ผู้คนก็พากันเรียกพระชายาว่า ' เจ้าครอกทองอยู่ ' หรือ ' เจ้าครอกวังหลัง ' ในเมื่อท่านเคยเป็นกุลสตรีในสมัยอยุธยามาก่อน ตลอดชีวิตท่านก็แต่งองค์อย่างหญิงผู้ดีอยุธยา คือไว้ผมยาวประบ่า นุ่งผ้าจีบ ไม่ตัดผมสั้นและนุ่งโจงกระเบนอย่างสตรีอื่นๆ ที่ต้องเปลี่ยนการแต่งกายให้ทะมัดทะแมงคล้ายผู้ชายในยามศึกสงครามตั้งแต่ตอนเสียกรุงครั้งที่สอง



เจ้าครอกทองอยู่ศรัทธาในศาสนา และมีเมตตาต่อบริวารด้วยดี ในจำนวนนั้นคือสุนทรภู่และบุตรชาย ชื่อนายพัดกับนายตาบ ถึงกับเขียนรำพันอาลัยไว้ใน นิราศวัดเจ้าฟ้า รำลึกถึงเมื่อครั้งเจ้าครอกทองอยู่สิ้นพระชนม์




ถึงวัดระฆังบังคมบรมธาตุแทบพระบาทบุษบงองค์อัปสร
ไม่ทันลับกัปกัลป์พุทธันดร พระด่วนจรสู่สวรรคครรลัย
ละสมบัติขัตติยาทั้งข้าบาท โอ้อนาถนึกน่าน้ำตาไหล
เป็นสูญลับนับปีแต่นี้ไป เหลืออาลัยแล้วที่มีพระคุณ
ถึงจนยากบากมาเป็นข้าบาท ไม่ตัดขาดข้าวเกลือช่วยเกื้อหนุน
ทางศรัทธากล้าหาญในการบุญ โอ้พระคุณขาดยศทั้งงดงาม
แม้ตกยากพรากพลัดไปขัดข้อง พัดกับน้องหนูตาบจะหาบหาม
นี่จนใจไปป่าช้าพนาราม สุดจะตามเสด็จได้ดังใจจง





ส่วนเจ้านายสตรีเจ้าตำรับขนมไส้หมู ชาวบ้านเรียกว่าเจ้าครอกวัดโพ มีพระนามเต็มว่ากรมหลวงนรินทรเทวี เป็นพระน้องนางหรือขนิษฐภคินีในพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกฯ ทรงมีวังอยู่ใกล้วัดพระเชตุพน ชาวบ้านจึงขนานนามกันอย่างนี้ ทรงขึ้นชื่อด้านทำขนมไส้หมู คือขนมจีบแบบไทย




ขนมจีบไทยเป็นคนละอย่างกับขนมจีบซาละเปาที่เรากินกันในภัตตาคาร วิธีปั้นขนมจีบ น่าดูมาก คือใช้ก้อนแป้งสดแล้วนำมาวางลงบนฝ่ามือ ใช้นิ้วโป้งอีกมือหนึ่งคลึงจนกระทั่งแผ่ออกเป็นแผ่นกลมบาง แล้วหมุนทั้งฝ่ามือและนิ้วที่คลึงแป้งต่อไปเร็วๆ แป้งจะห่อตัวขึ้นเป็นรูปหม้อปากแคบสูงก้นบาน ใครเคยเห็นวิธีปั้นหม้อดินเผาคงนึกออกนะคะ ส่วนไส้ก็ใช้หมูบดละเอียดผัดให้สุก พอปั้นเป็นรูปหม้อใส่ไส้แล้วจับจีบตรงปากหม้อ จีบให้เป็นกลีบสวยได้ระเบียบแล้วพับเป็นริ้วลงมาตามตัวขนมมองดูคล้ายห่อผ้าพลีต นำไปนึ่งจนสุก ขนมไส้หมูของเจ้าครอกวัดโพ กล่าวกันว่าปั้นประณีตมากจนแป้งบางเฉียบมองเห็นไส้ข้างในแต่ก็ไม่แตกปริหรือขาด นำขึ้นถวายเป็นของเสวย จัดอยู่ในประเภทของหวานทั้งที่มีรสคาว ในกาพย์เห่เรือชมเครื่องคาวหวานในรัชกาลที่ ๒ บรรยายไว้ว่า



ขนมจีบเจ้าจีบห่องามสมส่อประพิมประพาย
นึกน้องนุ่งจีบถวายชายพกจีบกลีบแนบเนียน





ขนมจีบเป็นหนึ่งในงานโชว์ฝีมือ ๔ อย่างของกุลสตรีไทยถือว่าทำยากนักยากหนาจะให้ออกมาสวย ใครทำได้ถือว่าได้มีวิชาดี โดยมากก็จะเป็นชาววังหรือลูกสาวชาววังถึงจะทำได้ อีก ๓ อย่างคือจีบพลูยาว(เอาไว้กินกับหมาก ต้องจีบหางให้ยาวและสวย) ปอกมะปรางริ้ว (ทำยากมากเพราะมะปรางเป็นผลไม้ผิวบางที่สุดชนิดหนึ่ง) ปอกเปลือกเสร็จแล้วใช้มีดทองเหลืองคมบางเซาะเป็นริ้วลวดลายบนผิวมะปรางไม่ให้ช้ำหรือลายขาด ต้องเบามือมาก และท้ายสุดคือละเลงขนมเบื้องไทย ต้องละเลงให้แผ่นบางเกือบเท่ากระดาษ กรอบกำลังดีแต่ไม่ให้ไหม้ติดกระทะ แต่ละอย่างต้องทำด้วยความประณีต ฝึกฝนกันอย่างอดทน สาวยุคมิลเลนเนียมถ้าต้องสอบวิชาทั้ง ๔ อย่างตอน ม. ๖ คงสอบตกกันหมด




หน้าถัดไป (หน้า 2) >>>
*หมายเหตุ งานเขียนชิ้นนี้ ได้รับการคุ้มครองสิทธิตามพระราชบัญญัติคุ้มครองสิทธิทางปัญญา โดยลิขสิทธิเป็นของผู้เขียน ที่ให้เกียรตินำเผยแพร่ผ่าน วิชาการ.คอม เรามีความยินดีและอนุญาตให้ทำซ้ำหรือเผยแพร่ต่อเพื่อประโยชน์ทางการศึกษาเท่านั้น กรุณาให้เกียรติผู้เขียน โดยอ้างชื่อผู้เขียนและ วิชาการ.คอม (www.vcharkarn.com) ทุกครั้งที่ทำการเผยแพร่ต่อ ห้ามนำส่วนหนึ่งส่วนใดไปเผยแพร่ต่อในสื่อที่เอื้อประโยชน์ทางธุรกิจก่อนได้รับอนุญาต ขอขอบคุณที่ร่วมกันช่วยสร้างให้สังคมไทยเป็นสังคมแห่งปัญญา



ยังไม่มีความเห็นเพิ่มเติม

กรุณา login เพื่อ comment งานเขียนนี้

???? สมัครสมาชิก ฟรี ตลอดชีพ


เทาชมพู
(เทาชมพู)

ผู้ชมข้อมูลนี้แล้ว 12,569 ครั้ง
เป็นสมาชิก: นานกว่า 7 ปี
แบ่งปันความรู้ 5,218 ครั้ง
ได้รับดาว 178 ดวง

โหวตเพิ่มดาว


บทความอื่น

ขนมที่ถูกลืม [16,383]
?????? 0 ?????? ?? ??????????????????

บทความแนะนำ

การเกิด สึนามิ [537,257]
GMO พันธุวิศวกรรมศาสตร์ นางฟ้า หรือ ซาตาน [398,122]

Blog แนะนำ

วิชาการ.คอม ขอแนะนำงานเขียนชิ้นนี้ นำชัย ชวนคิด ฝัน และสรรค์สร้างสังคมไทย ด้วยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และธรรม [415,871]
Global Warming { English } [159,121]

Hot Links

คลังข้อสอบ | ข่าววิชาการ
เล่นกล/เกม | อ่านนิยาย
ข่าวทุนการศึกษา | ลิงค์

ขอบคุณผู้สนับสนุน

Google
 
ติดต่อลงโฆษณา :   คุณอันนา 081 4965363
สำนักงาน :   02 2015735
อีเมล์ :   
Copyright© 2000-2007, Vcharkarn.Com. All rights reserved.
คลิ๊กเพื่อดูสถิติ
รับรองและสนับสนุนโดย

สสวท.

มูลนิธิ พสวท.

พสวท.