 |
<script language="JavaScript" src="http://www.vcharkarn.com/javafeed/article/18408" type="text/javascript"></script> |
|
|
ทำไมดวงอาทิตย์ถึงโตจัง?
คุณสมบัติทางฟิสิกส์ของดาวฤกษ์ เช่น ดวงอาทิตย์ สามารถศึกษาอาศัยความรู้ฟิสิกส์พื้นฐาน เช่น กฎของคูลอมป์ ความยาวคลื่นของ de Broglie หลักการไม่คงที่ของไฮเซนบอร์ก บทความนี้เหมาะสำหรับครูผู้สอนที่จะนำไปยกตัวอย่างประกอบการสอนควอนตัมและนิวเคลียร์ฟิสิกส์ระดับมัธยม
post ครั้งแรก: Thu 10 May 2007, 2:15 pm ปรับปรุงล่าสุด: Mon 7 January 2008, 8:27 am
|
หน้าที่ 2 - ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับดาวฤกษ์
ดวงอาทิตย์และดาวฤกษ์ส่วนใหญ่เป็นดาวที่อยู่ในวิถีหลัก
คุณสมบัติที่น่าประหลาดของดาวใน Main sequence คือถึงแม้ว่ามวลและรัศมีของดาวฤกษ์ในวิถีหลัก หรือ Main sequence จะมีค่าต่างๆกันไป แต่อัตราส่วนระหว่าง มวลของดาวฤกษ์ต่อรัศมีของดาวนั้นจะมีค่าที่จำกัดในช่วงแคบๆ คือ

มีค่าอยู่ระหว่าง 0.7 ถึง 1.8 ดาวฤกษ์สองดวงที่มีมวลต่างกันร้อยเท่ากลับมีอัตราส่วนระหว่างมวลต่อรัศมีต่างกันเพียงประมาณสองเท่าเท่านั้น ทำไมอัตราส่วน

จึงมีค่าเกือบคงที่ในดาววิถึหลัก?
หมายเหตุ อ่านเพิ่มเติมเรื่องดาววิถีหลักได้จาก
http://www.vcharkarn.com/include/article/showarticle.php?Aid=72&page=4
ดวงอาทิตย์เป็นระบบที่มีเสถียรภาพ
การเปลี่ยนแปลงของดวงอาทิตย์ส่งผลต่อทุกชีวิตบนโลก การเปลี่ยนแปลงขนาดของดวงอาทิตย์อาจหมายถึงจุดจบของสิ่งมีชีวิตทุกชนิดบนโลก นับเป็นโชคดีของเราที่ดวงอาทิตย์อยู่ในสถานะที่เสถียร และคงจะเป็นเช่นนี้ไปอีกนับพันล้านปี อาศัยกลศาสตร์ของนิวตัน เราตั้งสมมุติฐานว่าเสถียรภาพของดาวฤกษ์ในวิถีหลักเช่นดวงอาทิตย์นี้ เกิดจากความสมดุลของแรงโน้มถ่วงที่มีทิศพุ่งเข้าหาศูนย์กลางของดาวกับแรงอันเนื่องจากความดันภายในที่มีทิศพุ่งออกข้างนอกดาวฤกษ์ อันเป็นผลให้รัศมีของดาวมีขนาดคงที่ ไม่ยุบตัวและไม่ขยาย
อิทธิพลของแรงโน้มถ่วงสามารถพิจารณาได้จากอัตราเร็วหลุดพ้นของโมเลกุลก๊าซที่อยู่ที่ผิวของดวงอาทิตย์ ซึ่งสามารถคำนวณได้จากฟิสิกส์ระดับมัธยมปลาย (คำนวณได้จากหลักการอนุรักษ์พลังงาน)
เมื่อ

คือค่าคงที่ของแรงโน้มถ่วง แม้ว่าในความเป็นจริงแล้วโครงสร้างภายในของดาวฤกษ์จะมีความซับซ้อนมาก แต่ในที่นี้เราจะสมมุติว่ามวลสารภายในดวงอาทิตย์ประพฤติตัวเป็นก๊าซในอุดมคติ ซึ่งความดันของก๊าซภายในดาวก็จะเชื่อมโยงกับ รากที่สองของอัตราเร็วกำลังสองเฉลี่ย (root mean square speed) หรือ

ของแต่ละโมเลกุล จากวิชาเทอร์โมไดนามิกส์ เราทราบว่า
เมื่อ

คือค่าคงที่ของ Boltzmann,

คืออุณหภูมิของภายในดวงอาทิตย์ (ที่ศูนย์กลาง) และ

คือมวลของโมเลกุลก๊าซ เนื่องจากดวงอาทิตย์มีเสถียรภาพ โมเลกุลของก๊าซเหล่านี้จึงไม่สามารถหลุดออกมาจากได้ นั่นคือเราจะให้

ซึ่งทำให้เราสามารถที่จะคำนวณอุณหภูมิของดวงอาทิตย์ได้เป็น
สำหรับดวงอาทิตย์มีมวลประมาณ

kg และรัศมี

m และถ้าสมมุติว่าสสารในดวงอาทิตย์ประกอบด้วยอะตอมของธาตุไฮโดรเจนเป็นส่วนใหญ่ เราจะสามารถประมาณอุณหภูมิภายในดวงอาทิตย์อย่างคร่าวๆได้เป็น

K
ถึงแม้ว่าเราจะใช้สมมุติฐานหลายๆอย่างเพื่อความง่ายโดยไม่สนใจโครงสร้างภายในที่ซับซ้อนของดาวฤกษ์และฟิสิกส์ที่ใช้อยู่ในระดับมัธยมปลาย ผลการประมาณอุณหภูมิภายในดวงอาทิตย์ที่ได้ก็มีค่าใกล้เคียงกับอุณหภูมิภายในของดวงอาทิตย์ ซึ่งคาดว่าจะอยู่ระหว่าง

K ถึง

K
ดาวฤกษ์คือเตาปฏิกรณ์ปรมาณูแบบฟิวชัน
เราทราบกันดีว่าปฏิกิริยาที่ทำให้ดวงอาทิตย์ปล่อยแสงสว่างออกมานั้น ไม่ใช่ปฏิกิริยาเผาไหม้ หรือปฏิกิริยาเคมีอื่นๆ แต่เป็นปฏิกิริยานิวเคลียร์แบบฟิวชัน (Fusion) ที่หลอมโปรตอน (นิวเคลียสของไฮโดรเจน) สองตัวเข้าด้วยกันให้กลายเป็นนิวเคลียสของธาตุฮีเลียม สิ่งที่ควรจะแสดงให้นักเรียนเห็นคือปฏิกิริยานิวเคลียร์ฟิวชันเป็นปรากฏการณ์ควอนตัม ซึ่งวิธีที่ง่ายที่สุดคือแสดงให้เห็นว่าถ้าไม่อาศัยแนวคิดทางควอนตัมฟิสิกส์เข้ามาช่วยแล้วปรากฏการณ์นี้จะเกิดขึ้นไม่ได้
ธรรมชาติของแรงนิวเคลียร์ที่เราต้องรู้ก็คือมันเป็นแรงระยะสั้น นั่นคือการที่นิวเคลียสสองนิวเคลียสจะหลอมรวมกันเกิดเป็นปฏิกิริยานิวเคลียร์แบบฟิวชันได้นั้น นิวเคลียสทั้งสองจะต้องเข้าใกล้กันมากพอเพื่อที่จะให้แรงนิวเคลียร์สามารถแสดงอิทธิพลของมันได้ โดยทั่วไปอิทธิพลของแรงนิวเคลียร์จะมีระยะอยู่ที่ประมาณ 1 เฟอร์มี (1 fm หรือ 1 femtometer มีค่าเท่ากับ

เมตร) หรือประมาณขนาดของนิวเคลียส ในการทดลองบางอย่างนักฟิสิกส์ต้องเร่งอนุภาคโปรตอนให้วิ่งชนกับนิวเคลียสของธาตุหนักด้วยเครื่องเร่งอนุภาค ทั้งเพื่อให้พลังงานจลน์ของโปรตอนมีมากพอที่จะพามันให้เข้าไปใกล้นิวเคลียสเป้าหมายให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ โดยทั่วไปพลังงานจลน์ของโปรตอนจะอยู่ในระดับเมกกะอิเล็กตรอนโวลต์ (MeV) อย่างไรก็ตามโปรตอนที่มีพลังงานในระดับ MeV หาได้น้อยมากในดาวฤกษ์
เราอาจจะประมาณระยะใกล้สุดที่โปรตอนจะเข้าใกล้กันได้ โดยใช้ความรู้เรื่องศักย์ไฟฟ้า เนื่องจากว่าโปรตรอนแต่ละตัวมีประจุไฟฟ้าบวก

คูลอมป์ ทันทีที่ๆโปรตอนพยายามที่จะเข้าใกล้กัน แรงคูลอมป์ก็จะพยายามผลักมันออกจากกัน ระยะที่โปรตอนสองตัวเข้าใกล้กันมากที่สุด

คือระยะที่พลังงานจลน์ของโปรตอนถูกเปลี่ยนเป็นพลังงานศักย์ไฟฟ้าจนหมด อาจจะให้นักเรียนแสดงเป็นการบ้านว่า สำหรับดวงอาทิตย์ซึ่งเราสามารถคำนวณได้ว่า
ซึ่งเมื่อพิจารณาหลักอนุรักษ์พลังงานข้างต้นเราจะพบว่าระยะที่นิวเคลียสเข้าใกล้กันได้มากที่สุดจะอยู่ในระดับ picometer หรือ

เมตร ซึ่งมากกว่าขนาดของนิวเคลียสอยู่ประมาณพันเท่า แน่นอนว่าแรงนิวเคลียร์ย่อมจะไม่แสดงอิทธิพลของมันในระยะนี้ ถึงแม้ว่าโปรตอนบางตัวจะมีอัตราเร็วที่มากกว่า

แต่ถ้าอาศัยฟิสิกส์ในระดับมหาวิทยาลัยปีหนึ่ง พิจารณา Maxwell-Boltzmann distribution ของก๊าซของโปรตอนภายใต้อุณหภูมิของดวงอาทิตย์ซึ่งเราคำนวณไว้แล้วข้างต้น จะพบว่าสัดส่วนของโปรตอนที่มีพลังงานในระดับ MeV มีไม่เพียงพอที่จะให้ดวงอาทิตย์ส่องสว่างอย่างที่มันเป็นอยู่ทุกวันนี้ได้ ด้วยเหตุผลที่ว่าโปรตรอนจำนวนมากไม่สามารถเข้าใกล้กันได้มากกว่าระยะ 100 ถึง 1,000 เท่าของขนาดนิวเคลียสนี่เอง เป็นเหตุให้เราควรจะพิจารณาคุณสมบัติทางควอนตัมของนิวเคลียส
*หมายเหตุ
งานเขียนชิ้นนี้ ได้รับการคุ้มครองสิทธิตามพระราชบัญญัติคุ้มครองสิทธิทางปัญญา โดยลิขสิทธิเป็นของผู้เขียน ที่ให้เกียรตินำเผยแพร่ผ่าน วิชาการ.คอม เรามีความยินดีและอนุญาตให้ทำซ้ำหรือเผยแพร่ต่อเพื่อประโยชน์ทางการศึกษาเท่านั้น กรุณาให้เกียรติผู้เขียน โดยอ้างชื่อผู้เขียนและ วิชาการ.คอม (www.vcharkarn.com) ทุกครั้งที่ทำการเผยแพร่ต่อ ห้ามนำส่วนหนึ่งส่วนใดไปเผยแพร่ต่อในสื่อที่เอื้อประโยชน์ทางธุรกิจก่อนได้รับอนุญาต ขอขอบคุณที่ร่วมกันช่วยสร้างให้สังคมไทยเป็นสังคมแห่งปัญญา
จำนวน 3 ความเห็น, หน้า่ | -1-
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 2 28 ธ.ค. 2550 (20:15) บทความนี้เยี่ยมยอดมากครับ
แต่ดูเนื้อหาแล้ว เหมาะกับระดับมหาวิทยาลัยมากกว่า
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 3 2 ม.ค. 2551 (11:57) มัธยมสมัยนี้ เรียนถึงขั้นนี้กันเลยเหรอ จำได้ว่าเนื้อหานี้ เรียนตอนปี ๑ ค่อนไปบางเรื่องก็เรียนตอนปี ๓ บางช่วงก็เรียนตอนปี ๔ แต่บทความนี้ ก็ทำให้ดิฉันเข้าใจฟิสิกส์ที่ควรเข้าใจมากขึ้นเยอะ เพราะเด็กที่เรียนฟิสิกส์บางคน (อย่างเช่นดิฉัน เป็นต้น) จบปี ๔ แล้ว ก็เพิ่งเข้าใจรายละเอียดบางอย่างนี่แหละ บางครั้ง เรียน นิวเคลียร์ อีเอ็ม ควอนตัม จบ ก็จบไปในเทอมนั้น แต่ก็ไม่ได้เฉลียวใจ เอามาเชื่อมโยงกัน ขอบคุณอาจารย์จ้อ มากค่ะที่เปิดประเด็นให้คิด สำหรับบทความนี้
ฟิสิกส์ ถ้าไม่ได้ใช้หรือห่างหายไปนาน บางครั้ง มันก็ลืม โดยเฉพาะควอนตัมด้วยแล้ว ตอนเรียน Solve โน้น Solve นี้ จะเป็นจะตาย แต่เรียนเสร็จไป สอบ final เสร็จ ทิ้งไปอาทิตย์เดียว มาถามคำถามเดิม บางทีก็ตอบไม่ได้ แล้ว นี่อาจเป็นข้อเสียของการเรียนวิทยาศาสตร์ของเด็กไทยก็ได้ ที่บางคนก็เรียนไปเพื่อนสอบอย่างเดียว ทำข้อสอบได้ก็จบกัน แล้วสังคมส่วนใหญ่ ก็ตัดสินว่าใครเก่งหรือไม่เก่งจากเกรดเฉลี่ย เคยเจอเพื่อนบางคน จบวิดยาฟิสิกส์มา ได้เกรดเฉลี่ย 2.49 แต่ก็อดเรียนป.โท ทางฟิสิกส์ เพราะเกรดไม่ถึงตามข้อกำหนดของบัณฑิตศึกษา ทั้ง ๆ ที่เมื่อคุยกับเขา แล้วรู้เลยว่า เขาเป็นคนที่ discuss อะไรต่าง ๆ ได้ดีมาก ๆ มากกว่าคนที่ได้เกรดเฉลี่ย สามกว่า ๆ บางคนเสียอีก น่าเสียดายแทนจริง ๆ