สารบัญ
หน้าที่ 3 - ดวงอาทิตย์เป็นระบบทางควอนตัม
สำหรับอนุภาคมวล

ซึ่งกำลังเคลื่อนที่ด้วยความเร็ว

จะมีโมเมนตัมเท่ากับ

ซึ่งตามทฤษฏีควอนตัมแล้ว ในระดับสเกลเล็กๆ อนุภาคนี้สามารถประพฤติตนเป็นคลื่นได้ ซึ่งความยาวคลื่นอนุภาคนี้สามารถคำนวณได้จาก
เมื่อ

คือค่าคงที่ของพลังก์ (Plancks constant)
ด้วยอาศัยความรู้ข้างต้นเราก็พร้อมที่จะพิจารณากลไกที่สามารถทำให้เกิดปฏิกิริยานิวเคลียร์บนดาวฤกษ์ได้ ปรากฏการณ์ทางควอนตัมฟิสิกส์นี่เองที่เชื่อมช่องว่างระหว่างนิวเคลียส ซึ่งการเชื่อมโยงจะเกิดขึ้นเมื่อความยาวคลื่นของอนุภาคมีค่าใกล้เคียงกับ

(ระยะที่โปรตอนสองตัวสามารถเข้าใกล้กันมากที่สุด) หรือ
เมื่อใดก็ตามที่สภาวะในดาวฤกษ์ทำให้เงื่อนในสมการ (1) เป็นจริง นิวเคลียสของอะตอมก็จะสามารถเข้าใกล้กันมากพอจนกระทั่งแรงนิวเคลียร์สามารถทำงานได้และทำให้เกิดปฏิกริยานิวเคลียร์ฟิวชันในที่สุด นี่คือตัวอย่างง่ายๆที่ทำให้เราเห็นว่าควอนตัมฟิสิกส์มีส่วนสำคัญที่ช่วยให้เราอธิบายได้ว่าทำไมดวงอาทิตย์จึงยังสามารถส่องแสงอยู่ได้
เราสามารถนำสูตรของ

และ

ลงไปแทนในสมการที่ (1) ซึ่งจะทำให้เราพบว่าค่ารากที่สองของอัตราเร็วกำลังสองเฉลี่ย หรือ

ของนิวเคลียสจะต้องมีค่ามากกว่า หรือ อย่างน้อยก็จะต้องเท่ากับความเร็ววิกฤตค่าหนึ่งจึงจะทำให้สามารถเกิดปฏิกิริยานิวเคลียรได้ ซึ่งค่าความเร็วนั้นคือ
เนื่องจาก

และ

เปลี่ยนแปลงไม่เท่ากันเมื่อนิวเคลียสมีความเร็วเปลี่ยนไป เราจะเห็นว่า ปฏิกริยานิวเคลียร์แบบฟิวชันจะไม่สามารถเกิดขึ้นได้ถ้าอัตราเร็วของนิวเคลียสมีค่าน้อยกว่าค่าความเร็ววิกฤต

ตัวอย่างเช่น ถ้าอัตราเร็วของนิวเคลียสมีค่าเป็นครึ่งหนึ่งของอัตราเร็ววิกฤต แรงผลักทางไฟฟ้าจะทำให้ระยะที่นิวเคลียสสามารถเข้าใกล้กันได้มีระยะห่างเพิ่มขึ้นถึง 4 เท่า ในขณะที่ค่าความยาวคลื่น de Broglie เพิ่มขึ้นเพียงแค่สองเท่า ดังนั้นความยาวคลื่นอนุภาคของนิวเคลียสจะไม่ยาวพอที่จะเชื่อมช่องว่างระหว่างนิวเคลียสซึ่งเป็นผลทำให้ปฏิกิริยานิวเคลียร์ฟิวชันไม่สามารถเกิดขึ้นได้
ในขณะเดียวกัน อิทธิพลของแรงโน้มถ่วงของดาวฤกษ์ กับปฏิกิริยานิวเคลียร์บนดาวก็มีความเกี่ยวข้องกันอย่างลึกซึ้ง ซึ่งความเกี่ยวพันนี้สามารถแสดงให้เห็นได้โดยใช้ฟิสิกส์ระดับมัธยมปลาย สำหรับดาวฤกษ์ในวิถีหลักนั้น ถ้าเราให้อัตราเร็ววิกฤต

มีค่าเท่ากับอัตราเร็วหลุดพ้น

จะได้ความสัมพันธ์
หรือเราอาจกล่าวได้ว่า สำหรับดาวฤกษ์ซึ่งไฮโดรเจนในแกนดาวมีปฏิกิริยานิวเคลียร์ฟิวชัน จะมีอัตราส่วนระหว่างมวลของดาวฤกษ์กับรัศมีของดาวฤกษ์เป็นค่าคงที่ ซึ่งเขียนได้ในรูปของค่าคงที่ทางฟิสิกส์ดังนี้
......... (2)
สมการที่ (2) ไม่เพียงแต่แสดงให้เราเห็นถึงความสมดุลระหว่างแรงโน้มถ่วงและแรงทางไฟฟ้า และยังบอกเราด้วยว่าควอนตัมฟิสิกส์มีส่วนสำคัญในการทำให้ปฏิกริยานิวเคลียร์ฟิวชันยังดำเนินต่อไปได้
ถึงแม้ว่าการวิเคราะห์ของเราจะไม่ได้ทำอย่างรัดกุมนัก แบบจำลองจริงๆของดาวฤกษ์จะมีความยุ่งยากและซับซ้อนกว่านี้มาก แต่อัตราส่วนระหว่างมวลกับรัศมีของดาวฤกษ์ในวิถีหลักที่คำนวณได้จากสมการ (2) มีค่าประมาณ

กิโลกรัมต่อเมตร ซึ่งมีค่าใกล้เคียงกับค่าที่วัดได้จากดวงอาทิตย์ของเรา ซึ่งมีค่า

กิโลกรัมต่อเมตร และสำหรับดาวฤกษ์ในวิถีหลักโดยทั่วไปจะมีอัตราส่วน

อยู่ระหว่าง 0.7 ถึง 1.8 ในหน่วย solar unit ซึ่งเทียบได้ว่าอยู่ในช่วง

ถึง

กิโลกรัมต่อเมตร จะเห็นว่าฟิสิกส์ง่ายๆ ที่เราใช้คำนวณให้ค่าที่อยู่ในช่วงที่เชื่อถือได้
เนื่องจากสมการ (2) เราพิจารณาดาวซึ่งใช้เชื้อเพลิงไฮโดรเจนในปฏิกิริยานิวเคลียร์ ถ้าต้องการพิจารณาดาวฤกษ์ที่ใช้ฮีเลียมเป็นเชื้อเพลิง เนื่องจากสมการ (2) ค่ามวลต่อรัศมีจะขึ้นกับประจุไฟฟ้าของนิวเคลียสที่ใช้ในปฏิกิริยา นั่นคือขึ้นกับ

เราจะพบว่าค่า

ของดาวฤกษ์ในวิธีหลักที่ใช้ฮีเลียมเป็นเชื้อเพลิงจะมีค่ามากกว่าค่า

ของดาวฤกษ์ในวิถีหลักที่ใช้ไฮโดรเจนเป็นเชื้อเพลิงอยู่ 16 เท่า (นิวเคลียสของฮีเลียมมีประจุ

) นั่นคือสำหรับดาวฤกษ์ที่มีมวลเท่ากันดาวฤกษ์ที่ใช้ฮีเลียมจะมีรัศมีโตกว่าดาวฤกษ์ที่ใช้ไฮโดรเจนอยู่ 16 เท่า
*หมายเหตุ
งานเขียนชิ้นนี้ ได้รับการคุ้มครองสิทธิตามพระราชบัญญัติคุ้มครองสิทธิทางปัญญา โดยลิขสิทธิเป็นของผู้เขียน ที่ให้เกียรตินำเผยแพร่ผ่าน วิชาการ.คอม เรามีความยินดีและอนุญาตให้ทำซ้ำหรือเผยแพร่ต่อเพื่อประโยชน์ทางการศึกษาเท่านั้น กรุณาให้เกียรติผู้เขียน โดยอ้างชื่อผู้เขียนและ วิชาการ.คอม (www.vcharkarn.com) ทุกครั้งที่ทำการเผยแพร่ต่อ ห้ามนำส่วนหนึ่งส่วนใดไปเผยแพร่ต่อในสื่อที่เอื้อประโยชน์ทางธุรกิจก่อนได้รับอนุญาต ขอขอบคุณที่ร่วมกันช่วยสร้างให้สังคมไทยเป็นสังคมแห่งปัญญา
จำนวน 3 ความเห็น, หน้า่ | -1-
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 2 28 ธ.ค. 2550 (20:15) บทความนี้เยี่ยมยอดมากครับ
แต่ดูเนื้อหาแล้ว เหมาะกับระดับมหาวิทยาลัยมากกว่า
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 3 2 ม.ค. 2551 (11:57) มัธยมสมัยนี้ เรียนถึงขั้นนี้กันเลยเหรอ จำได้ว่าเนื้อหานี้ เรียนตอนปี ๑ ค่อนไปบางเรื่องก็เรียนตอนปี ๓ บางช่วงก็เรียนตอนปี ๔ แต่บทความนี้ ก็ทำให้ดิฉันเข้าใจฟิสิกส์ที่ควรเข้าใจมากขึ้นเยอะ เพราะเด็กที่เรียนฟิสิกส์บางคน (อย่างเช่นดิฉัน เป็นต้น) จบปี ๔ แล้ว ก็เพิ่งเข้าใจรายละเอียดบางอย่างนี่แหละ บางครั้ง เรียน นิวเคลียร์ อีเอ็ม ควอนตัม จบ ก็จบไปในเทอมนั้น แต่ก็ไม่ได้เฉลียวใจ เอามาเชื่อมโยงกัน ขอบคุณอาจารย์จ้อ มากค่ะที่เปิดประเด็นให้คิด สำหรับบทความนี้
ฟิสิกส์ ถ้าไม่ได้ใช้หรือห่างหายไปนาน บางครั้ง มันก็ลืม โดยเฉพาะควอนตัมด้วยแล้ว ตอนเรียน Solve โน้น Solve นี้ จะเป็นจะตาย แต่เรียนเสร็จไป สอบ final เสร็จ ทิ้งไปอาทิตย์เดียว มาถามคำถามเดิม บางทีก็ตอบไม่ได้ แล้ว นี่อาจเป็นข้อเสียของการเรียนวิทยาศาสตร์ของเด็กไทยก็ได้ ที่บางคนก็เรียนไปเพื่อนสอบอย่างเดียว ทำข้อสอบได้ก็จบกัน แล้วสังคมส่วนใหญ่ ก็ตัดสินว่าใครเก่งหรือไม่เก่งจากเกรดเฉลี่ย เคยเจอเพื่อนบางคน จบวิดยาฟิสิกส์มา ได้เกรดเฉลี่ย 2.49 แต่ก็อดเรียนป.โท ทางฟิสิกส์ เพราะเกรดไม่ถึงตามข้อกำหนดของบัณฑิตศึกษา ทั้ง ๆ ที่เมื่อคุยกับเขา แล้วรู้เลยว่า เขาเป็นคนที่ discuss อะไรต่าง ๆ ได้ดีมาก ๆ มากกว่าคนที่ได้เกรดเฉลี่ย สามกว่า ๆ บางคนเสียอีก น่าเสียดายแทนจริง ๆ