 |
<script language="JavaScript" src="http://www.vcharkarn.com/javafeed/article/18492" type="text/javascript"></script> |
|
จำนวนจริง
ทุกคนเคยสงสัยบ้างไหมคะว่า ตัวเลข หรือ จำนวนนั้น กำเนิดเกิดขึ้นมาจากอะไร ใครเป็นผู้คิดค้น แล้วทำไมในชีวิตประจำวันของพวกเราในสมัยนี้ทั้ง การเรียน การงาน หรือกระทั่งการดำเนินชีวิตส่วนใหญ่แล้วจึงเกี่ยวข้องกับคำว่า จำนวน
post ครั้งแรก: Sat 19 May 2007, 10:37 pm ปรับปรุงล่าสุด: Wed 30 May 2007, 1:50 pm
|
หน้าที่ 2 - การแก้สมการพหุนามตัวแปรเดียว
สมการพหุนาม(Polynomial equation) ที่มีตัวแปรเดียว หมายถึง สมการที่อยู่ในรูปของ

โดยที่

เป็นค่าคงตัว

เป็นตัวแปรและ

เป็นจำนวนเต็มบวกหรือศูนย์ แล้วถ้า

เราจะเรียกสมการพหุนามนี้ว่าเป็นสมการพหุนามดีกรี(degree)

ตัวอย่างเช่น

เป็นสมการพหุนามดีกรี 1

เป็นสมการพหุนามดีกรี 2

เป็นสมการพหุนามดีกรี 3
โดยที่นอกจาก การนำคุณสมบัติของระบบจำนวนจริง มาแก้ปัญหาสมการพหุนามดีกรี มากกว่าหรือเท่าหนึ่งแล้ว เราก็สามารถนำวิธีการอื่นมาใช้ได้อีกมากมายหลายวิธี เช่น การใช้สูตรการทำให้อยู่ในรูปกำลังสองสมบูรณ์ การแยกตัวประกอบ ตัวนี้ละคะที่สำคัญมากๆ ในการที่จะนำมาใช้ เราอาจแยกตัวประกอบอย่างง่ายๆ โดยการทำให้อยู่ในรูปผลต่างกำลังสอง ผลบวกของกำลังสาม หรือ ผลต่างของกำลังสามก็ได้คะ โดยอาศัยจากสูตรข้างล่างนี้คะ
อธิบายอย่างเดียวก็เดี๋ยวจะง่วงกันเสียก่อน ดังนั้นเรามาลองทบทวนวิธีการแก้ปัญหาสมการพหุนามอย่างง่ายๆกันดีกว่านะคะ แต่ก่อนอื่นต้องขอบอกไว้ก่อนว่าวิธีการแยกตัวประกอบมีมากกว่าสามวิธีทางข้างต้นนะคะ รายละเอียดทั้งหมดจะแสดงอยู่ด้านล่างดังนี้คะ
การแก้สมการดีกรีสูงกว่าสอง โดยการแยกตัวประกอบ
1. การเอาตัวร่วมออก

2. ผลต่างกำลังสอง

3. ผลบวกกำลังสาม

4. ผลต่างกำลังสาม

5. กำลังสามของผลบวก

6. กำลังสามของผลต่าง

7. กำลังสองสมบูรณ์

8. การแยก สามพจน์เป็นสองวงเล็บ
9. การแยกตัวประกอบโดยใช้ทฤษฎีบทเศษเหลือ
แบบฝึกหัด 3
จงแยกตัวประกอบพหุนามต่อไปนี้
1.

2.

3.

4.

5.

6.

7.

8.

9.

10.

จากเนื้อหาดังข้างต้น เราจะพบได้ว่า วิธีการอย่างหนึ่งที่กันอย่างมากในเรื่องของการแก้อสมการ นั้นก็คือ การแยกตัวประกอบ ซึ่งการแยกตัวประกอบจะง่ายหรือยากนั้นขึ้นอยู่กับ พหุนามที่กำหนดให้ และทฤษฎีบทที่มีประโยชน์มากในเรื่องของการแยกตัวประกอบ นั้นก็คือ ทฤษฎีบทเศษเหลือ ซึ่งเราจะกล่าวถึงต่อไป
การหารสังเคราะห์ (Synthetic division)
การหารสังเคราะห์ เป็นเรื่องที่ว่าด้วยการหารพหุนาม ที่มีดีกรีมากกว่าหรือเท่ากับ 1 ด้วยพหุนามที่อยู่ในรูป

เมื่อ

เช่น
วิธีการหาคำตอบ เราอาจใช้การหารยาว ซึ่งจะเสียเวลาและใช้เนื้อที่ในการเขียนมาก ดังนั้นการหารสังเคราะห์ เป็นวิธีลัดในการหาผลหาร และเศษจากการหาร จากตัวอย่างโจทย์ข้างต้น เราสามารถแสดงให้อยู่ในรูปของการหารสังเคราะห์ได้ดังนี้
2 -1 -8 15 |
แถวที่ 1 |
-4 -6 4 |
แถวที่ 2 |
2 3 -2 11 |
แถวที่ 3 |
ดังนั้น เราจึงสามารถสรุปขั้นตอนสำหรับการหารสังเคราะห์ได้ดังนี้
สมมุติให้

เป็นพหุนามที่มีดีกรีมากกว่าหรือเท่ากับ 1 ถ้าต้องการหาร

ด้วย

เมื่อ

ด้วยวิธีการหารสังเคราะห์ จะมีวิธีการดังนี้
1. เขียนสัมประสิทธิ์ของพจน์ต่างๆ ของ

เมื่อเรียงดีกรีจากมากไปน้อยแล้ว ถ้าบางพจน์ไม่มีให้ถือ สัมประสิทธิ์นั้นเป็น 0
2. เขียน

เป็นตัวหาร
3. จำนวนแรกในแถวสาม จะเท่ากับจำนวนแรกในแถวหนึ่ง
4. นำ

ไปคูณกับจำนวนแรกของแถว 3 นำผลคูณไปใส่ในตำแหน่งที่สองของแถวสอง
5. บวกจำนวนในแถวที่หนึ่งและแถวที่สองในตำแหน่งที่สอง นำผลบวกใส่ในตำแหน่งเดียวกันของแถวที่สาม
6. นำ

คูณกับจำนวนใดตำแหน่งที่สองของแถวที่ สาม นำผลคูณไปใส่ในตำแหน่งที่สามของแถวที่สอง
7. บวกจำนวนในแถวที่หนึ่ง และแถวที่สองในตำแหน่งที่สาม นำผลไปใส่ในตำแหน่งเดียวกัน ของแถว ที่สามทำเช่นนี้ไปเรื่อยๆจนหมดทุกตำแหน่ง จะได้ว่า
* จำนวนทุกจำนวนในแถวที่สาม(ยกเว้นจำนวนสุดท้าย) เป็นสัมประสิทธิ์ของผลหาร ซึ่งเป็นพหุนามที่มีดีกรีน้อยกว่า P(x) อยู่ 1
** จำนวนสุดท้ายในแถวที่สามเป็นเศษจากการหาร
*** ถ้าเศษเป็น 0 จะเรียกตัวหาร x-c ว่าตัวประกอบ P(x)
แบบฝึกหัด 4
จงใช้วิธีการหารสังเคราะห์เพื่อหาคำตอบจากคำถามต่อไปนี้
1.

2.

3.

4.

5.

6.

7.

8.

9.

*หมายเหตุ
งานเขียนชิ้นนี้ ได้รับการคุ้มครองสิทธิตามพระราชบัญญัติคุ้มครองสิทธิทางปัญญา โดยลิขสิทธิเป็นของผู้เขียน ที่ให้เกียรตินำเผยแพร่ผ่าน วิชาการ.คอม เรามีความยินดีและอนุญาตให้ทำซ้ำหรือเผยแพร่ต่อเพื่อประโยชน์ทางการศึกษาเท่านั้น กรุณาให้เกียรติผู้เขียน โดยอ้างชื่อผู้เขียนและ วิชาการ.คอม (www.vcharkarn.com) ทุกครั้งที่ทำการเผยแพร่ต่อ ห้ามนำส่วนหนึ่งส่วนใดไปเผยแพร่ต่อในสื่อที่เอื้อประโยชน์ทางธุรกิจก่อนได้รับอนุญาต ขอขอบคุณที่ร่วมกันช่วยสร้างให้สังคมไทยเป็นสังคมแห่งปัญญา
จำนวน 19 ความเห็น, หน้า่ | -1-
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1 20 พ.ค. 2550 (13:34) เขียนดีมากเลยครับให้ความรู้กับผู้อ่านทุกระดับ

แต่ผมติดอยู่นิดนึงครับตรงประโยคที่บอกว่า
"จำนวนตรรกยะ หมายถึง จำนวนที่เขียนอยู่ในรูปเศษส่วน

โดยที่

และ

เป็นจำนวนเต็ม และ

"
ผมคิดว่าน่าจะแทนคำว่า"จำนวนที่เขียน"ด้วย"จำนวนที่สามารถเขียน"ครับ
เพราะอย่างเช่น

ก็เป็นจำนวนตรรกยะเหมือนกัน
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 2 20 พ.ค. 2550 (17:18) ขอบคุณมากๆๆๆๆค่ะ
แต่ก่อนงงๆ
ตอนนี้ก็รู้ขึ้นมาเยอะเลย
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 3 20 พ.ค. 2550 (18:03) งงหน่อยๆ - -กำ
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 6 24 พ.ค. 2550 (10:04) ความเห็นหาย - -
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 8 4 มิ.ย. 2550 (19:37) ไม่ค่อยเรื่องงสักเท่าไร เพราะยังม่ายได้เรื่องพวกนี้เลยอ่ะค่ะ เหอๆๆๆ
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 9 7 มิ.ย. 2550 (16:43) ช่วยได้มากเลยครับ ขอบคุณ
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 10 17 มิ.ย. 2550 (21:01) เรื่องพวกนี้ก้อยู่ในบทเรียน เรื่อง จำนวนจริง ใช่ป่ะครับ
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 11 9 ก.ค. 2550 (09:42) ผลต่ากำลังสอง ผิดค่ะ ที่ถูกต้องเป็น
a^2-b^2 = (a+b)(a-b) 8jt
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 12 9 ก.ค. 2550 (09:45) ผลต่างกำลังสอง สูตรข้างบนผิดค่ะ ที่ถูกต้องเป็น
a^2 - b^2 = (a + b)(a - b) ค่ะ
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 13 13 ก.ค. 2550 (23:19) เขียนได้เยี่ยมมาก แต่การหารสังเคราะผมไม่เข้าใจช่วยอธิบายเพิ่มเติมหน่อยครับ ตัวอย่างให้มาตัวอย่งเดียว ผมงงครับ
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 14 18 ก.ค. 2550 (19:11) มีไรมาถามงับอาจารย์ถามว่า0.9999... กับ 1 เท่าหรือไม่ ทุกคนในห้องบอกไม่เท่าอาจารย์เลยถามต่อว่า"ถ้าไม่เท่าแล้วห่างกันเท่าไร"ทุกคนตอบไม่ได้ แล้วที่อาจารย์ผมพูดจิงอะเปล่าอะอย่าตอบว่าไม่จิงเพราะห่างกัน0.000....1ละมานไม่มีในโลก
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 15 26 ส.ค. 2550 (23:56) อยากได้ข้อมูลเรื่องวิวัฒนาการของตัวเลขครับ
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 16 11 พ.ย. 2550 (15:09) ขอบคุณมากเลยค่ะ กำลังทำรายงานส่งอาจารย์เรื่องอสมการอยู่พอดีเลย
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 17 16 ธ.ค. 2550 (16:16) 1. (x-6)(x+3) = 0
2. -y+4 = -3
จะแก้สมการยังไงช่วยตอบทีค่ะ