 |
<script language="JavaScript" src="http://www.vcharkarn.com/javafeed/article/18517" type="text/javascript"></script> |
|
แผ่นดินไหว สอนอะไรให้เด็กไทยได้บ้าง
ครูควรมีแนวทางในการนำเหตุการณ์ที่เป็นปรากฏการณ์ทางธรรมชาติด้านธรณีวิทยาให้นักเรียนเกิดความเข้าใจและเกิดความตระหนัก สำหรับที่จะใช้เข้าสู่การเรียนการสอน
post ครั้งแรก: Tue 22 May 2007, 3:46 pm ปรับปรุงล่าสุด: Tue 22 May 2007, 4:01 pm
|
หน้าที่ 2 - เชื่อมโยงกับผลกระทบที่จะเกิดขึ้นใกล้ ๆ ตัว
ผศ. ดร. วีระชัย สิริพันธ์วราภรณ์ อดีตนักเรียนทุนโครงการพัฒนาและส่งเสริมผู้มีความสามารถพิเศษทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ซึ่งจบปริญญาโท-เอกด้านธรณีฟิสิกส์จากมหาวิทยาลัยโอเรกอน (Oregon State University) สหรัฐอเมริกา ปัจจุบันเป็นอาจารย์ภาควิชาฟิสิกส์ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า
การเรียนรู้และเข้าใจในธรณีวิทยาจะช่วยให้นักเรียนสนใจในวิทยาศาสตร์สาขาอื่นๆ มากขึ้น ไม่ใช่เพียงแต่ธรณีวิทยาเท่านั้น เพราะนักเรียนสามารถประยุกต์ใช้ความรู้ที่เรียนจากฟิสิกส์ เคมี และชีววิทยามาใช้ในทางปฏิบัติได้โดยตรง ใช้อธิบายปรากฏการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นบนโลกหรือใต้พื้นโลก ส่งเสริมให้เกิด การเรียนการสอนแบบบูรณาการ
ผศ. ดร. วีระชัย สิริพันธ์วราภรณ์ ยกตัวอย่างการสอนวิทยาศาสตร์ที่หยิบยกปรากฏการณ์แผ่นดินไหว มาใช้สอนในชั้นเรียน คือ
การสอนเรื่องคลื่นแผ่นดินไหว ซึ่งการสอนเรื่องคลื่นในบทเรียนนั้นมักพูดถึงเฉพาะ คลื่นเสียง คลื่นน้ำ และคลื่นแสง แต่คลื่นแผ่นดินไหว ซึ่งสามารถแบ่งย่อยได้เป็นคลื่นภายในและคลื่นพื้นผิว โดยคลื่นภายในยังแบ่งได้อีกเป็นคลื่นปฐมภูมิและคลื่นทุติยภูมิ โดยคลื่นปฐมภูมิเคลื่อนที่คล้ายกับคลื่นเสียงคือ เป็นคลื่นตามยาว ส่วนคลื่นทุติยภูมิเคลื่อนที่คล้ายกับคลื่นแสง ส่วนคลื่นพื้นผิวจะเคลื่อนที่คล้ายกับคลื่นผิวน้ำ
ในการสอนเรื่องดังกล่าวนักเรียนจะได้รู้ว่า
คลื่นภายในเป็นคลื่นที่เคลื่อนที่ไปยังทุกหนทุกแห่งบน พื้นโลก โดยเคลื่อนที่ผ่านภายในโลก นั่นเป็นเหตุผลว่า ทำไมแผ่นดินไหวทางตอนเหนือของไทย แต่กรุงเทพ ซึ่งอยู่ห่างกว่า 800 กิโลเมตร ก็ยังรู้สึกได้ หรือแม้แต่ ประเทศสหรัฐอเมริกาซึ่งไกลออกไปหลายพันกิโลเมตรก็สามารถรับรู้ได ส่วนคลื่นพื้นผิวจะเคลื่อนที่เฉพาะที่พื้นผิวโลกและมักเป็นคลื่นที่ก่อให้เกิดความเสียหายแต่ มักเคลื่อนที่ได้เฉพาะใกล้ๆ กับศูนย์เกิดแผ่นดินไหว
เช่น แผ่นดินไหวประมาณ 6 ริกเตอร์ คลื่นพื้นผิวมักเคลื่อนที่และก่อให้เกิดความเสียหายได้ในระยะ 500 กิโลเมตรห่างจากศูนย์เกิดแผ่นดินไหว แต่จะเกิดความเสียหายมากในบริเวณที่ใกล้กับศูนย์เกิดแผ่นดินไหว
ซึ่งครูสามารถยกตัวอย่างได้จากเหตุการณ์จริงที่เพิ่งผ่านมาหมาด ๆ
นอกจากนั้น นักเรียนควรได้เรียนรู้ถึงขนาดวัดแผ่นดินไหวที่มีหน่วยวัดว่า
ริกเตอร์ หน่วยวัดนี้เป็นหน่วยวัดที่วัดพลังงานการปลดปล่อยพลังงานของคลื่น โดย 1 ริกเตอร์ที่แตกต่างกันจะมีพลังงานที่แตกต่างกันถึงประมาณ 30 เท่า นั่นคือ แผ่นดินไหวขนาด 6 ริกเตอร์จะมีพลังงานมากกว่าแผ่นดินไหวขนาด 5 ริกเตอร์ถึง 30 เท่า ซึ่งแผ่นดินไหวขนาด 6 ริกเตอร์มีพลังงานใกล้เคียงกับระเบิดนิวเคลียร์ที่ถล่มเกาะฮิโรชิมา
และอีกเรื่องหนึ่งที่นักเรียนควรได้เรียนรู้ คือ การเกิดแผ่นดินไหวที่เกิดจากรอยเลื่อน นักเรียนสามารถเรียนรู้รอยเลื่อนชนิดต่างๆ ได้จากสื่อการสอนของครู และภาพจำลองต่าง ๆ ที่สามารถใช้อินเทอร์เน็ตเป็นแหล่งเรียนรู้ รวมทั้งการได้ไปเรียนรู้นอกสถานที่
ทั้งนี้ เรื่องราวเนื้อหาที่นำไปสอนจะไม่ยากจนเกินไปนัก และนักเรียนสามารถเรียนรู้อย่างสนุกได้
ขึ้นอยู่กับวิธีการและเทคนิคการสอนของครูว่าการเชื่อมโยงเนื้อหาแผ่นดินไหวเข้ากับเรื่องใด ๆ ได้บ้างที่จะเหมาะกับอายุและช่วงชั้นของเด็ก
การนำประเด็นซึ่งกำลังเป็นที่สนใจของสังคมมาเชื่อมโยงกับผลกระทบที่จะเกิดขึ้นใกล้ ๆ ตัว ก็จะชี้ให้นักเรียนได้ตระหนักว่า เราจะเรียนวิทยาศาสตร์ไปทำไม เพราะวิทยาศาสตร์ช่วยตอบคำถามให้หายสงสัยได้ ทำให้รู้ที่มีที่ไปของเรื่องที่เราสนใจ และช่วยให้เราได้เรียนรู้วิธีที่จะป้องกันภัยที่จะเกิดขึ้นใกล้ตัวเรา
*หมายเหตุ
งานเขียนชิ้นนี้ ได้รับการคุ้มครองสิทธิตามพระราชบัญญัติคุ้มครองสิทธิทางปัญญา โดยลิขสิทธิเป็นของผู้เขียน ที่ให้เกียรตินำเผยแพร่ผ่าน วิชาการ.คอม เรามีความยินดีและอนุญาตให้ทำซ้ำหรือเผยแพร่ต่อเพื่อประโยชน์ทางการศึกษาเท่านั้น กรุณาให้เกียรติผู้เขียน โดยอ้างชื่อผู้เขียนและ วิชาการ.คอม (www.vcharkarn.com) ทุกครั้งที่ทำการเผยแพร่ต่อ ห้ามนำส่วนหนึ่งส่วนใดไปเผยแพร่ต่อในสื่อที่เอื้อประโยชน์ทางธุรกิจก่อนได้รับอนุญาต ขอขอบคุณที่ร่วมกันช่วยสร้างให้สังคมไทยเป็นสังคมแห่งปัญญา
จำนวน 2 ความเห็น, หน้า่ | -1-
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1 28 พ.ค. 2550 (16:25) เห็นด้วยกับการสอนแบบนี้นะคะ ทำให้เด็กได้นึกภาพออกว่า สิ่งที่เค้าเรียน ต่อไปจะใช้ทำอะไร
ไม่ใช่ เรียนอัดเนื้อหาไปเรื่อย ๆ เป็นการกระตุ้นให้เด็กคิดตาม ได้ดี แต่ทั้งนี้ ก็อยู่กับตัวครูผู้สอนด้วยว่าสามารถใช้คำถามกระตุ้นผู้เรียนได้ดีแค่ไหน ซึ่งคิดว่า ควรจะมีการจัดอบรมพื้นฐานตรงนี้ให้กับครูที่เพิ่งจบใหม่ โดยเฉพาะ ครูสายวิทยาศาสตร์เยอะ ๆ การใช้สื่อในการเรียนเป็นสิ่งที่ดีมาก บางครั้ง ครูไม่จำเป็นต้องใช้สื่อที่อลังการงานสร้างมากเกินไป ก็สามารถทำให้เด็กเข้าใจสิ่งที่ครูต้องการสื่อได้ดีอยู่แล้ว