สารบัญ
หน้าที่ 1 - สรรพคุณทางยาของขมิ้น
ขมิ้น (Turmeric หรือชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Curcuma longa) พืชตระกูลขิงข่าที่ส่วนรากและเหง้าถูกนำมาใช้ในการปรุงอาหาร ให้มีสีเหลืองและกลิ่นหอม สมุนไพรชนิดนี้พบทั่วไปในแถบเอเชีย ขมิ้นถูกเรียกว่า ฮาลดิ (Haldi) ในภาษาฮินดี (ภาษาของชาวอินเดียทางตอนเหนือ) ภาษาจีนเรียก เจียง ฮวง (jiang huang) และภาษาทมิฬเรียก มองจัล (monjal) โดยมีประวัติสรรพคุณทางยายาวนานกว่า 5,000 ปี เริ่มต้นที่สรรพคุณในการรักษาแผล แก้พิษในเลือดและโรคกระเพาะ ในตำรายาอายุรเวชของอินเดีย (Indias Ayurvedic system of medicine) ชาวฮินดูใช้รักษาอาการเคล็ด ขัด ยอก และบวม ชาวจีนนำขมิ้นมารักษาอาการปวดท้อง ส่วนคนไทยเรานอกจากจะนำมาสมานแผลแล้วยังใช้ ขัดผิว พอกหน้าอีกด้วย
ขมิ้น และสารประกอบ Curcumin ในขมิ้นรวมๆแล้ว เรียก Curcuminoids มีคุณสมบัติเป็นสารแอนติออกซิแดนท์ (antioxidant) สารต่อต้านการอักเสบ ต่อต้านไวรัสและแบคทีเรีย ซึ่งสามารถทำงานท้าทายโรคมะเร็ง โรคเบาหวาน โรคข้ออักเสบ โรคเรื้อรังต่างๆ และที่สำคัญโรคอัลไซเมอร์ ที่ทำให้ขมิ้นโดดเด่นเตะตานักวิจัย
อัลไซเมอร์ (Alzheimers disease) ถูกตั้งชื่อตามผู้ที่ค้นพบ คือ ดร.อโลอิส อัลไซเมอร์ (Dr. Alois Alzheimers) นักวิจัยเวชศาสตร์ชาวเยอรมันผู้ซึ่งค้นพบอาการผิดปกติในสมองของผู้ป่วย โดยอัลไซเมอร์จะทำลายสมองของผู้ป่วยไม่ให้ทำงานได้ตามปกติ ผู้ป่วยอาจหลงๆลืมๆ สูญเสียความทรงจำ และอาจทำให้พูดไม่ชัด
ขมิ้นโดดเด่นในวงการวิจัย
ในปี 2548 มีผลงานวิจัยเกี่ยวกับขมิ้นปรากฏในฐานข้อมูล PubMed ของห้องสมุดทางการแพทย์ของสหรัฐฯ (NLM National Library of Medicine) จำนวนเกือบ 300 ฉบับในปีเดียว เปรียบเทียบกับก่อนหน้านี้ห้าปีซึ่งมีงานวิจัยเพียง 100 ฉบับเท่านั้น เนื่องจากขมิ้นเป็นที่นิยมในวงการศึกษาวิจัย จนนักวิจัยหลายคนตั้งชื่อตัวเองขำขำว่า นักขมิ้นศาสตร์ (Curcuminologists)
ขมิ้นให้ผลทางบวกกับร่างกายของคนเราและมีระดับความเป็นพิษต่ำ ขมิ้นนอกจากจะไม่เป็นแค่เพียงยารักษาเท่านั้น แต่ยังเป็นสารสร้างภูมิคุ้มกันราคาถูกสำหรับโรคร้ายอีกด้วย แต่อย่างไรก็ดี ขมิ้นมีคุณสมบัติทางชีววิทยาต่อต้านเซลล์มะเร็ง เซลล์มะเร็งอาจจะสร้างภูมิคุ้มกันให้ตัวมันเองอย่างช้าๆ และอาจนำไปสู่การบิดเบือนทางพันธุกรรมที่ซับซ้อน (Multiple Mutations) ได้เช่นกัน งานวิจัยบางชิ้นจากงานวิจัยทุกฉบับ (1700 ฉบับ) ในฐานข้อมูล PubMed ได้เตือนให้ระวังเรื่องการนำสารขมิ้นไปใช้ในวงกว้าง เนื่องจากขมิ้นทำงานในระดับชีวโมเลกุล และบางทีขมิ้นอาจจะไปทำให้โรคแย่ยิ่งกว่าเดิมก็เป็นได้
งานวิจัยชิ้นแรกที่พบในฐานข้อมูล PubMed เมื่อ 37 ปีที่แล้วเมื่อกลุ่มนักวิจัยชาวอินเดียพบว่าขมิ้นสามารถลดระดับโคเลสเตอรอลในหนูทดลองได้ อีกก้าวหนึ่งของการศึกษาใน 20 ปีต่อมา (ปี 2533) เมื่อนายบารัท อักการ์วาล (Bharat Aggarwal) ศิษย์เก่าจากสถาบันเจเนนเทค (Genentech) ได้วิจัยเพื่อค้นหาช่องทางในการรักษามะเร็งและงานชิ้นนั้นก็ได้พาเขากลับมาพบกับสารประกอบขมิ้น
เมื่อปี 2523 บารัทและทีมงานจากเจเนนเทค เป็นกลุ่มแรกที่ได้กลั่นบริสุทธิ์โมเลกุลสำคัญสองโมเลกุล คือ Tumor Necrosis Factor (TNF) alpha และ TNF beta ซึ่งได้รับการพิสูจน์ว่าเป็นสารประกอบที่มีศักยภาพต่อต้านมะเร็ง โมเลกุลเหล่านี้ที่จริงสามารถฆ่าเซลล์มะเร็งได้เมื่อถูกนำไปใช้เฉพาะบริเวณที่เซลล์เป็นโรค แต่เมื่อปล่อยให้กระจายไปกับกระแสเลือดโมเลกุลเหล่านี้จะเปลี่ยนแปลงคุณสมบัติโดยช่วยสนับสนุนก่อให้เกิดเซลล์มะเร็ง โมเลกุล TNF จะไปกระตุ้นการทำงานของโปรตีนชนิดหนึ่งที่เรียกว่า Nuclear Factor (NF) Kappa B ซึ่งสามารถเปิดการทำงานของกลุ่มยีนส์ที่ทำงานเกี่ยวกับ การอักเสบ (inflammation)และการเพิ่มจำนวนของเซลล์มะเร็ง(cell proliferation)
ความสัมพันธ์ที่พบนี้ทำให้บารัทย้อนกลับไป ณ จุดเริ่มต้น ในปี 2532 เขาได้ย้ายไปที่ศูนย์มะเร็ง เอ็ม ดี แอนเดอสัน แห่งมหาวิทยาลัยเท็กซัส (University of Texas M.D. Anderson Cancer Center) และเริ่มต้นศึกษาสารประกอบที่สามารถระงับการอักเสบได้และมีปฏิกิริยาต่อต้านมะเร็ง จากวัยเด็กในอินเดียจำได้ว่า ในตำรายาอายุรเวชขมิ้นเป็นยารักษาการอักเสบ เขาตัดสินใจจะทดลอง เอาขมิ้นจากในครัวมาโรยลงบนเซลล์ ปรากฏว่ามันสามารถหยุดการทำงานของ TNF และ NF Kappa B อย่างเหลือเชื่อ
บารัท ได้ตีพิมพ์ผลการศึกษาเรื่องนี้ที่ขมิ้นสามารถยับยั้งการแตกตัวและการแพร่กระจายของเซลล์มะเร็งหลายชนิด งานชิ้นนี้ทำให้เกิดจุดหักเหในวงการวิจัย จากการทดลองเล็กๆโดยใช้ขมิ้นเป็นองค์ประกอบในการรักษามะเร็งชนิดต่างๆ การทดลองเริ่มต้นที่ความพยายามจะป้องกันมะเร็งในลำไส้ และโรคอัลไซเมอร์ และโรคอื่นๆ ในการทดลองกับสัตว์ทดลอง พบว่าขมิ้นสามารถยับยั้งโรคอักเสบต่างๆได้หลายชนิด เช่น ตับอ่อนอักเสบ (Pancreatitis) โรคข้ออักเสบ (Arthritis) โรคลำไส้อักเสบ (Inflammatory Bowel disease) อาการลำไส้ใหญ่บวม (Colitis) โรคกระเพาะอักเสบ (Gastritis) อาการแพ้และไข้หวัด
ศูนย์มะเร็ง เอ็ม ดี แอนเดอสัน ซึ่งเป็นศูนย์มะเร็งชั้นนำของโลก ได้เริ่มประชาสัมพันธ์เรื่องการใช้ขมิ้นมากกว่าที่คาดคิด ในเว็บไซต์ในหน้า FAQ (คำถามที่ถูกถามบ่อย) ได้ระบุว่าผู้ป่วยจะได้รับสารขมิ้นวันละ 8 กรัม (ซึ่งในอาหารอินเดียที่บริโภคกันตามปกติมากกว่านั้นถึง 40 เท่า) ในบางส่วนถึงกับระบุว่า หลังจาก 8 สัปดาห์ที่ให้สารขมิ้น ผู้ป่วยก็ถูกคาดว่าน่าจะมีพัฒนาการที่ดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ เมื่อถูกถามถึงผลค้างเคียง บารัทกล่าวว่า ในการทดลองเล็กๆโดยสถาบันอื่นๆ ที่พวกเขาใช้สารขมิ้นกับผู้ป่วยมากถึง 12 กรัมและถ้ามีอาการข้างเคียงจากขนาดที่ศูนย์แนะนำผู้ป่วยก็จะแจ้งให้เขาทราบ นักวิจัย (ผู้ซึ่งรับประทานขมิ้นอัดเม็ดทุกวัน) หลีกเลี่ยงที่จะพูดถึงผลการทดลองก่อนที่จะได้มีการศึกษาในวงกว้างกับผู้ป่วยและมีการควบคุมตัวแปรเป็นอย่างดี ส่วนนายบารัทก็ยังยืนกรานว่า คนเรารับประทานวิตามินเสริมอาหารอื่นๆตั้งหลายอย่าง แต่ถ้าคุณทานขมิ้นแล้วก็ไม่จำเป็นต้องทานอย่างอื่นอีก
*หมายเหตุ
งานเขียนชิ้นนี้ ได้รับการคุ้มครองสิทธิตามพระราชบัญญัติคุ้มครองสิทธิทางปัญญา โดยลิขสิทธิเป็นของผู้เขียน ที่ให้เกียรตินำเผยแพร่ผ่าน วิชาการ.คอม เรามีความยินดีและอนุญาตให้ทำซ้ำหรือเผยแพร่ต่อเพื่อประโยชน์ทางการศึกษาเท่านั้น กรุณาให้เกียรติผู้เขียน โดยอ้างชื่อผู้เขียนและ วิชาการ.คอม (www.vcharkarn.com) ทุกครั้งที่ทำการเผยแพร่ต่อ ห้ามนำส่วนหนึ่งส่วนใดไปเผยแพร่ต่อในสื่อที่เอื้อประโยชน์ทางธุรกิจก่อนได้รับอนุญาต ขอขอบคุณที่ร่วมกันช่วยสร้างให้สังคมไทยเป็นสังคมแห่งปัญญา
จำนวน 9 ความเห็น, หน้า่ | -1-
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 2 8 ก.ค. 2550 (08:30) เคยเห็นคุณยายแนะนำให้คุณแม่หลายท่าน ให้เตรียมหัวขมิ้นไว้สำหรับทางบริเวณที่ยุงกัดน้องเล็ก ๆ และเคยนำมาทดลองตัวเองเวลาถูกยุงกัด ก็ได้ผลว่าหายคันค่ะ
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 3 16 ก.ค. 2550 (00:48) อยากรู้วิธีการเอาขมิ้นมาประทินผิวทั้งผิวหน้าและผิวกาย เค้าทำกันยังไงครับ อยากรู้ แล้วได้ผลจิงป่าว
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 5 23 ก.ค. 2550 (13:09) คุณ MaHaGoo_tBio
เคยเห็นเพื่อนเอาขมิ้นผง เนื้อมะขามเปียก ผสมน้ำนิดหน่อยแล้วพอกหน้าไว้ประมาณครึ่งชั่วโมงแล้วล้างออกค่ะ สัปดาห์ละ 3-4ครั้งหรือมากกว่าก็ได้ ได้ผลหรือเปล่าต้องลองดูค่ะ
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 6 8 ส.ค. 2550 (16:25) คุณ อดุลย์สมาน
หารายละเอียดเพิ่มที่ หน่วยบริการฐานข้อมูลสมุนไพร สำนักงานข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ถนนศรีอยุธยา พญาไท กทม. 10400 Tel. 0-2644-8677-91 ต่อ 5305, 5316
จากหน้า
http://www.medplant.mahidol.ac.th/user/reply.asp?id=5194
คำถาม : ขมิ้น
- ผมอยากรู้ว่าในขมิ้น มีสารสกัดใดบ้างที่เราจะได้จากขมิ้น แล้ววิธีสกัดอย่างไร
- สารสกัดใดบ้างในขมิ้นสามารถฆ่าเชื้อรา เชื้อโรคไดได้ แล้วมาจากขมิ้นอะไร เอาแบบละเอียดน่ะครับ พอดีผมจะเอาไปทำโครงงาน ขอบคุณพี่ๆล่วงหน้าด้วยครับ
คำตอบ : - การสกัดขมิ้น อาจใช้พวกแอลกอฮอส์สกัด ซึ่งจะได้สารกลุ่ม curcuminoid ออกมา แต่หากต้องการพวกน้ำมันหอมระเหย อาจใช้การสกัดด้วยไอน้ำ หรือใช้ hexane รายละเอียดวิธีสกัดคงต้องมาสืบค้นเองที่สำนักงาน
- สารสกัดแอลกอฮอล์ และน้ำมันหอมระเหย จากขมิ้นชันและขมิ้นอ้อย มีฤทธิ์ยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อราได้
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 7 21 ส.ค. 2550 (12:29) curcumin คือสีที่เป็นองค์ประกอบในแง่งขมิ้นและมีรายงานว่าช่วยต้านโรค alzhiemer ได้โดยอ้างถึงสถิติของประชากรประเทศอินเดีย ที่นิยมบริโภคขมิ้นในรูปเครื่องเทศเพื่อการประกอบอาหารเป็นประจำ พบคนที่เป็นโรค alzhiemer นอ้ยกว่าประชากรของสหรัฐอเมริกาที่ไม่นิยมบริโภคขมิ้น ข้อมูลดังกล่าวเป็นเรื่องดีสำหรับชาวใต้ของเราที่นิยมบริโภคขมิ้นมากและปลูกไว้ใช้ในสวนครัวหลังบ้านในรูปขมิ้นสด น่าจะมีการสำรวจเชิงสถิติดูว่าจะมีผลสอดคล้องกับข้อมูลที่กล่าวถึงหรือไม่อย่างไร
สายสนม ประดิษฐดวง
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 8 30 ส.ค. 2550 (13:14) ขมิ้นชัน
ในการนำขมิ้นชันมาใช้ในทางคลินิก ถึงแม้ว่าจะมีหลักฐานข้อมูลรองรับมากมายแต่อย่างไรก็ตามข้อมูลโดยส่วนใหญ่เป็นข้อมูลทางห้องปฏิบัติการณ์หรือในสัตว์ทดลอง
ส่วนข้อมูลการศึกษาในคน โดยเฉพาะสมุนไพรต่างยังมีน้อยมากที่เป็นการศึกษาทางคลินิก โดยเฉพาะการศึกษาแบบ Randomized Controlled Trial และที่มีการตีพิมพ์ออกมาในปัจจุบัน ยังพบว่าการศึกษาต่างๆเหล่านี้ขาดการออกแบบการวิจัยที่ดี และมีความเป็นไปได้ที่จะเกิด Bias อยู่มาก
ดังนั้นแล้วหากจะนำขมิ้นชันมาใช้ในการรักษาโรคต่างๆ ควรมีการวิจัยในมนุษย์เพิ่มเติม เพื่อให้การใช้ยาสมุนไพรเหล่านี้มีหลักฐานเชิงประจักษ์ที่ชัดเจน (Evidence Base Medicine)
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 11 26 มิ.ย. 2551 (18:05) เคยทานขมิ้นชันรักษาโรคกระเพาะอาการดีขึ้นแต่ทำให้ตัวเหลืองเหมือนกับทานแครอทหรือฟักทองมากๆ.............เป็นไปได้หรือไม่