สารบัญ
หน้าที่ 1 - การเรียนวิทย์ในวัยเด็ก
ผมเรียนชั้นประถมศึกษาที่โรงเรียนบ้านแสนเมืองแคน ตำบลเมืองแคน อำเภอราษีไศล จังหวัด ศรีสะเกษ สมัยผมเรียนมีนักเรียนประมาณเกือบห้าร้อยคน ตอนเรียนก็เป็นประธานนักเรียน ตอนนั้นเรียนวิชา สปช. กพอ. ห้องแล็ปก็ไม่มี แล็ปก็จะอยู่ในป่า ในท้องนา ในสนามฟุตบอล อาจารย์พาเดินป่าอธิบายระบบนิเวศ อธิบายสิ่งมีชีวิตกับสิ่งไม่มีชีวิต อธิบายไล่จับตั๊กแตน แยกปีก แยกขา อธิบายส่วนประกอบของสัตว์ พยายามจะแยกให้เราเห็นว่าสัตว์มีกี่ประเภท ก็จะเป็นอะไรที่ง่าย ๆ และผูกอยู่กับชีวิตประจำวัน โดยส่วนตัวไม่รู้สึกว่าเป็นวิชา ไม่รู้สึกว่าเป็นศาสตร์หรือองค์ความรู้อะไรเลย เป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตประจำวันที่เราไม่ได้รู้สึกตื่นเต้นอะไรเลย

ตอนมาเข้ามัธยมที่โรงเรียนราษีไศล เป็นโรงเรียนมัธยมประจำอำเภอ อยู่ห่างจากบ้านเกิดประมาณ 6 กิโลเมตร ก็มีวิชาวิทยาศาสตร์ ตอนเรียน ม. ต้นเริ่มให้ความสนใจการเรียนวิทยาศาสตร์มากขึ้น แต่เดิมวิชาที่สนใจและทำคะแนนให้อยู่ในระดับเด็กเรียนเก่งได้คือวิชาคณิตศาสตร์ เวลาผลสอบออกมาจะอยู่ในระดับต้นตลอด วิชาวิทยาศาสตร์ตอน ม.ต้น เป็นวิชาที่สองที่สนใจเป็นพิเศษ เพราะว่ามันท้าทาย เริ่มเข้าห้องทดลอง สัมผัสหลอดเคมี บีกเกอร์ สารเคมี มีวิธีการที่จำเพาะเจาะจงกว่าวิชาอื่น
ตอน ม.ปลาย แยกเป็นวิชาฟิสิกส์ เคมี ชีววิทยา ตัวเองก็รู้สึกว่าชอบวิชาเคมีมากกว่า ในความรู้สึกเรา คิดว่าเคมีเป็นวิชาที่มีส่วนผสมระหว่างฟิสิกส์กับชีวะ เหตุใดที่ไม่ชอบฟิสิกส์ เพราะรู้สึกว่าฟิสิกส์ฐานของมันไม่ต่างจากคณิตศาสตร์เท่าไหร่ ตอนอยู่ ม. 4 เทอม 2 เป็นคนเดียวของชั้น ม. 4 ที่ได้เกรด 4
ตอน ม. 4 ความโดดเด่นอาจารย์ก็คงเห็นน่ะ เมื่อทางจังหวัดจัดสัปดาห์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ
อาจารย์ก็บอกว่าสุริยะใส วันวิทยาศาสตร์ครั้งนี้อาจารย์จะส่งเธอไปประกวด เราก็ถามว่าประกวดอะไร ก็คือ ประกวดสุนทรพจน์ ให้นักเรียนจากทุกจังหวัดทั่วอีสานส่งตัวเทนเข้าประกวด หัวข้อ วิทยาศาสตร์กับชีวิตประจำวัน จริง ๆ แล้วก็เป็นนักพูดอยู่แล้วด้วย คือว่า เวลาเป็นตัวแทนในกลุ่มเพื่อนไปบรรยายหน้าชั้นก็เป็นประจำอยู่แล้ว ตั้งแต่ประถมมาแล้ว จนได้รับคัดเลือกให้เป็นประธานนักเรียนในระดับประถมศึกษา และก็ได้เป็นหัวหน้าห้องมาตลอด
ตอนนั้น มีคนแข่งเกือบ 30 คนจาก 17 จังหวัด ไปพูดโดยที่เนื้อหาที่จะพูด โดยที่อาจารย์ให้เตรียมเอง ผลออกมาได้ที่ 4 คนได้ที่ 1 ถึงที่ 3 เป็นผู้หญิงหมด ที่รู้สึกเสียดายโอกาสมาก ๆ ก็คือ เขาไม่ได้ดูแค่วิธีการพูด แต่อยู่ที่เนื้อหาสาระด้วย ซึ่งโรงเรียนอื่นเขาให้อาจารย์เขียนให้ทั้งนั้น แต่ก็รู้สึกพอใจที่เราได้ที่ 4 แต่เราเขียนเอง
*หมายเหตุ
งานเขียนชิ้นนี้ ได้รับการคุ้มครองสิทธิตามพระราชบัญญัติคุ้มครองสิทธิทางปัญญา โดยลิขสิทธิเป็นของผู้เขียน ที่ให้เกียรตินำเผยแพร่ผ่าน วิชาการ.คอม เรามีความยินดีและอนุญาตให้ทำซ้ำหรือเผยแพร่ต่อเพื่อประโยชน์ทางการศึกษาเท่านั้น กรุณาให้เกียรติผู้เขียน โดยอ้างชื่อผู้เขียนและ วิชาการ.คอม (www.vcharkarn.com) ทุกครั้งที่ทำการเผยแพร่ต่อ ห้ามนำส่วนหนึ่งส่วนใดไปเผยแพร่ต่อในสื่อที่เอื้อประโยชน์ทางธุรกิจก่อนได้รับอนุญาต ขอขอบคุณที่ร่วมกันช่วยสร้างให้สังคมไทยเป็นสังคมแห่งปัญญา
จำนวน 7 ความเห็น, หน้า่ | -1-
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1 6 ก.ค. 2550 (18:11) ก็ขอให้คุณสุริยะใส ประสบความสำเร็จครับ
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 2 7 ก.ค. 2550 (21:17) "ความพยายามของกระทรวงศึกษาธิการ ที่ต้องการให้เด็กเรียนโรงเรียนใกล้บ้าน มันไม่เป็นจริง ตราบใดที่ไม่ถูกปฏิรูปขนานใหญ่ ก็จะไม่มีทาง ถ้าสมมติว่าผมมีลูก ก็คงไม่อยากให้ลูกโรงเรียนบ้านนอก เพราะเราก็เป็นห่วงอนาคตของลูก อยากให้ลูกมีการศึกษาที่ดี แน่นอนที่น่าจะให้เด็กเรียนโรงเรียนใกล้บ้าน แต่ก็ต้องทำให้โรงเรียนมีคุณภาพเท่ากันด้วย ถึงไม่เท่ากัน ก็อย่าให้ต่างระดับกันมากเกินไป"
...............
อีกนานแค่ไหนคะ คุณภาพของโรงเรียนบ้านนอกจะมีความใกล้เคียงกับโรงเรียนในเมือง ขอฝากความหวังไว้กับคุณสุริยะใส นะคะ
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 3 10 ก.ค. 2550 (20:34) ชอบบทความตรงนี้มากๆครับ
"คิดว่าแทนที่จะไปคิดแต่เรื่องเด็กไหว้สวย เด็กกตัญญู ไม่ให้เด็กไปเดินเซ็นเตอร์พอยท์ ไม่ให้ใส่สายเดี่ยว ในขณะที่ไม่สร้างเวทีใหม่ ๆ ให้เด็กเลย ทำให้เวทีที่เป็นอยู่ปัจจุบันน่าเบื่อ ห้ามเขาไม่อยู่หรอก เด็กก็ต้องหนีไปหาเวทีใหม่ ๆ ดังนั้นก็ต้องทำให้การเรียนการสอนวิทยาศาสตร์น่าสนใจ ถ้าเป็นวาระแห่งชาติ ก็น่าจะมีกลยุทธ์ที่จะทำให้เด็กหันมาสนใจและเลือกที่จะไปทำในสิ่งที่เป็นประโยชน์"
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 4 14 ส.ค. 2550 (14:18) โรงเรียนที่มีครู+นักเรียนเก่งก็ดีแล้ว แต่โรงเรียนอื่นควรกระตุ้นและส่งเสริมนักเรียนของตนให้มากขึ้นด้วย โดย สสวท. ควรประชาสัมพันธ์อย่างต่อเนื่องและทั่วถึงเพราะยังมีช้างเผือกในป่าอีกมาก อาจจัดเป็นแคมป์พรีโอลิมปิควิชาการในแต่ละภูมิภาคเป็นระยะด้วยก็ได้ค่ะ
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 5 2 ก.ย. 2550 (18:34) อยากเรียนสายวิทย์
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 7 27 พ.ค. 2551 (22:28) น้องๆอย่าโดนมันหลอกนะครับ ถ้ามันเรียนเก่งจริงมันคงไม่เอ็นติดคณะศึกษาหรอกครับ
อยากให้ทุกคนในห้องนี้ศึกษาภูมิหลังของคนคนนี้อย่างถ่องแท้
ถ้าไม่รู้จริงๆก็ดูในgoogle แล้วพิมพิ์ชื่อสุริยะไสลงไป แล้วจะพบความจริง
samet
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 1 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 50 ดวง - โหวตเพิ่มดาว