 |
<script language="JavaScript" src="http://www.vcharkarn.com/javafeed/article/18886" type="text/javascript"></script> |
|
|
สุริยะใส กตะศิลา : เส้นทางของเด็กสายวิทย์เรียนดี
สุริยะใส กตะศิลา นักกิจกรรมทางสังคมที่มีบทบาทโดดเด่นในกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เคยเป็นเด็กเรียนเก่งคณิตศาสตร์ตั้งแต่ชั้นประถมและเป็นนักเรียนมัธยมสายวิทยาศาสตร์ที่เรียนดี ผู้ซึ่งเห็นความงดงามของการเรียนวิทยาศาสตร์ มาดูมุมมองของเขากันว่าเป็นอย่
post ครั้งแรก: Wed 4 July 2007, 10:50 am ปรับปรุงล่าสุด: Tue 10 July 2007, 12:24 pm
|
หน้าที่ 2 - วิทยาศาสตร์สำคัญอย่างไร
วิทยาศาสตร์สำคัญอย่างไร
วิทยาศาสตร์เป็นวิชาที่อาจจะดูน่าเบื่อและยากสำหรับคนทั่วไป ต้องใช้ความจำและการวิเคราะห์ มันอาจไม่สนุกเหมือนกับเรียนภาษาไทย อาจจะไม่ง่ายเหมือนพลศึกษา แต่ถ้าได้ตั้งใจ ถ้าเข้าใจจะสนุกมาก วิทยาศาสตร์เป็นการพาเราท่องเข้าไปในโลกที่เราไม่รู้ เป็นการค้นพบศาสตร์และองค์ความรู้ใหม่ ๆ ตลอดเวลา
ตอนที่เรียนเคมี ที่จำได้ก็เช่น การวัดกรดวัดเบส ชีววิทยา ผ่ากบ ผ่าเขียด ผ่าตั๊กแตน รู้ว่าร่างกายคนมีอวัยวะส่วนไหนบ้าง เป็นความแปลกใหม่กว่าวิชาอื่น
วิทยาศาสตร์ในห้องเรียนแต่ละครั้งช่วยเราพิสูจน์ความจริงหลายๆ อย่างได้เยอะมาก เป็นเครื่องมือที่ดีทีเดียวที่ทำให้เราค้นคว้าท่องไปในโลกของความเป็นจริงได้ บางทีเรื่องใกล้ตัวเราแต่เราไม่รู้ว่าทำไมถึงเกิดสิ่งนี้ขึ้น ทำไมอยู่ ๆ ข้าวต้องบูด ทำไมเหล้าสาโทที่อีสานถึงทำมาจากข้าว มันทำได้อย่างไร วิทยาศาสตร์ให้คำตอบหมดเลย มันสนุกอีกแบบ
เพราะอะไรถึงทำให้เรียนคณิตศาสตร์ได้ดี
คิดว่าเป็นเพราะชอบอ่านหนังสือ อ่านหนังสือทุกวันก่อนนอน คิดว่าเป็นสิ่งสำคัญที่ทำให้เรียนได้เกรดไม่ต่ำกว่า 3. 50 ตลอด จะซื้อคู่มือมาอ่านประกอบมากกว่าหนังสือเรียนในห้อง อีกสาเหตุหนึ่งที่คิดว่าทำให้ตัวเองเรียนคณิตศาสตร์ได้ดีคือการคิด การวิเคราะห์ อย่าไปคิดว่าคณิตศาสตร์คือการบวกเลขและท่องจำ มันมีการคิดการวิเคราะห์ด้วย ซึ่งอันนี้อาจจะมีข้อได้เปรียบเพื่อนคนอื่นที่พ่อชอบวิเคราห์ข่าวให้ฟัง ผมชอบฟังผู้ใหญ่คุยกัน คิดว่ามีส่วนสำคัญที่ทำให้กรอบการคิดหรือโลกทัศน์ขยายขึ้น เวลามองโจทย์คณิตศาสตร์บางทีเรามีคำตอบในใจ เหมือนกับว่าเราได้คำตอบแล้ว เหมือนกับว่ามีกุญแจบางอย่างที่เราใช้ไขได้
ครอบครัวปลูกฝังอย่างไร
พ่อเป็นคนที่เข้าสังคม เวลาพบปะคนก็จะชวนเรา ก่อนนอนพ่อจะพาดูข่าวทุกวัน เวลาดูข่าวพ่อจะวิเคราะห์ให้ฟัง ก็จะได้การวิเคราะห์ระดับหนึ่งจากพ่อ ดูข่าวเสร็จก็อ่านหนังสือแล้วนอน ประเด็นสำคัญอยู่ที่การอ่านหนังสือมากกว่า
ผมอ่านหนังสือพิมพ์ตั้งแต่ 7-8 ขวบ ป้าเป็นผดุงครรภ์ ต้องเข้าไปในเมืองตลอดแล้วซื้อหนังสือพิมพ์กลับไปบ้าน เผอิญว่าช่วงนั้นมีสงครามชิงเกาะฟอร์คแลนด์ระหว่างอังกฤษกับอาร์เจนตินา เกาะฟอร์คแลนด์อยู่ฝั่งตะวันออกของอาร์เจนตินา มีการทิ้งระเบิด ยิงถล่มกัน มันเป็นสงคราม และผมชอบดูหนังสงคราม ก็อ่านไทยรัฐทุกวัน ก็เหมือนอ่านนิยาย และเราก็ลุ้นว่าใครจะแพ้ใครจะชนะ ติดการอ่านจนสุดท้ายอังกฤษชนะ ก็จบไป
พอเข้า ม. ต้น จะติดอ่านข่าวการเมือง และข่าวกีฬาที่ห้องสมุดทุกวัน อ่านวิเคราะห์การเมือง เรื่อย ๆ และคิดว่าความคิดทางสังคม การเมืองเข้ามามากขึ้นในช่วง ม.ปลาย จน ม. 6 ตอนนั้นอ่านข่าวนักศึกษาเผาตัวสมัยรัฐบาลชาติชาย ก็พูดกับอาจารย์ สงสัยว่าทำไมเขาถึงต้องแลกชีวิตกับความเชื่อทางการเมืองบางอย่าง มันขนาดนั้นเหรออาจารย์ สนใจ !
*หมายเหตุ
งานเขียนชิ้นนี้ ได้รับการคุ้มครองสิทธิตามพระราชบัญญัติคุ้มครองสิทธิทางปัญญา โดยลิขสิทธิเป็นของผู้เขียน ที่ให้เกียรตินำเผยแพร่ผ่าน วิชาการ.คอม เรามีความยินดีและอนุญาตให้ทำซ้ำหรือเผยแพร่ต่อเพื่อประโยชน์ทางการศึกษาเท่านั้น กรุณาให้เกียรติผู้เขียน โดยอ้างชื่อผู้เขียนและ วิชาการ.คอม (www.vcharkarn.com) ทุกครั้งที่ทำการเผยแพร่ต่อ ห้ามนำส่วนหนึ่งส่วนใดไปเผยแพร่ต่อในสื่อที่เอื้อประโยชน์ทางธุรกิจก่อนได้รับอนุญาต ขอขอบคุณที่ร่วมกันช่วยสร้างให้สังคมไทยเป็นสังคมแห่งปัญญา
จำนวน 8 ความเห็น, หน้า่ | -1-
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1 6 ก.ค. 2550 (18:11) ก็ขอให้คุณสุริยะใส ประสบความสำเร็จครับ
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 2 7 ก.ค. 2550 (21:17) "ความพยายามของกระทรวงศึกษาธิการ ที่ต้องการให้เด็กเรียนโรงเรียนใกล้บ้าน มันไม่เป็นจริง ตราบใดที่ไม่ถูกปฏิรูปขนานใหญ่ ก็จะไม่มีทาง ถ้าสมมติว่าผมมีลูก ก็คงไม่อยากให้ลูกโรงเรียนบ้านนอก เพราะเราก็เป็นห่วงอนาคตของลูก อยากให้ลูกมีการศึกษาที่ดี แน่นอนที่น่าจะให้เด็กเรียนโรงเรียนใกล้บ้าน แต่ก็ต้องทำให้โรงเรียนมีคุณภาพเท่ากันด้วย ถึงไม่เท่ากัน ก็อย่าให้ต่างระดับกันมากเกินไป"
...............
อีกนานแค่ไหนคะ คุณภาพของโรงเรียนบ้านนอกจะมีความใกล้เคียงกับโรงเรียนในเมือง ขอฝากความหวังไว้กับคุณสุริยะใส นะคะ
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 3 10 ก.ค. 2550 (20:34) ชอบบทความตรงนี้มากๆครับ
"คิดว่าแทนที่จะไปคิดแต่เรื่องเด็กไหว้สวย เด็กกตัญญู ไม่ให้เด็กไปเดินเซ็นเตอร์พอยท์ ไม่ให้ใส่สายเดี่ยว ในขณะที่ไม่สร้างเวทีใหม่ ๆ ให้เด็กเลย ทำให้เวทีที่เป็นอยู่ปัจจุบันน่าเบื่อ ห้ามเขาไม่อยู่หรอก เด็กก็ต้องหนีไปหาเวทีใหม่ ๆ ดังนั้นก็ต้องทำให้การเรียนการสอนวิทยาศาสตร์น่าสนใจ ถ้าเป็นวาระแห่งชาติ ก็น่าจะมีกลยุทธ์ที่จะทำให้เด็กหันมาสนใจและเลือกที่จะไปทำในสิ่งที่เป็นประโยชน์"
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 4 14 ส.ค. 2550 (14:18) โรงเรียนที่มีครู+นักเรียนเก่งก็ดีแล้ว แต่โรงเรียนอื่นควรกระตุ้นและส่งเสริมนักเรียนของตนให้มากขึ้นด้วย โดย สสวท. ควรประชาสัมพันธ์อย่างต่อเนื่องและทั่วถึงเพราะยังมีช้างเผือกในป่าอีกมาก อาจจัดเป็นแคมป์พรีโอลิมปิควิชาการในแต่ละภูมิภาคเป็นระยะด้วยก็ได้ค่ะ
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 5 2 ก.ย. 2550 (18:34) อยากเรียนสายวิทย์
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 7 27 พ.ค. 2551 (22:28) คุณ chaisawang ช่วยแจ้งลบความเห็นนี้แล้ว ขอบคุณค่ะ น้องๆอย่าโดนมันหลอกนะครับ ถ้ามันเรียนเก่งจริงมันคงไม่เอ็นติดคณะศึกษาหรอกครับ
อยากให้ทุกคนในห้องนี้ศึกษาภูมิหลังของคนคนนี้อย่างถ่องแท้
ถ้าไม่รู้จริงๆก็ดูในgoogle แล้วพิมพิ์ชื่อสุริยะไสลงไป แล้วจะพบความจริง
samet
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 1 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 50 ดวง - โหวตเพิ่มดาว
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 8 25 ก.ค. 2551 (11:34) เด็กเก่งก็มีเก่งจากหมู่บ้าน เก่งจากอำเภอ เก่งจากจังหวัด เก่งจากกรุงเทพฯ อย่าสรุปเพราะเกลียด เพราะไม่ชอบเขา
เด็กเก่งพ่อแม่ภูมิใจ และถ้าเก่งและเป็นคนดีด้วยพ่อแม่ภูมิใจ สังคมอยู่ได้ ประเทศชาติมั่นคง