 |
<script language="JavaScript" src="http://www.vcharkarn.com/javafeed/article/18886" type="text/javascript"></script> |
|
|
สุริยะใส กตะศิลา : เส้นทางของเด็กสายวิทย์เรียนดี
สุริยะใส กตะศิลา นักกิจกรรมทางสังคมที่มีบทบาทโดดเด่นในกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เคยเป็นเด็กเรียนเก่งคณิตศาสตร์ตั้งแต่ชั้นประถมและเป็นนักเรียนมัธยมสายวิทยาศาสตร์ที่เรียนดี ผู้ซึ่งเห็นความงดงามของการเรียนวิทยาศาสตร์ มาดูมุมมองของเขากันว่าเป็นอย่
post ครั้งแรก: Wed 4 July 2007, 10:50 am ปรับปรุงล่าสุด: Tue 10 July 2007, 12:24 pm
|
หน้าที่ 3 - การเลือกเรียนต่อหลังจบ ม. ปลาย
การเลือกเรียนต่อหลังจบ ม. ปลาย
จริง ๆ ตั้งใจจะไปสอบแพทย์ สอบสาธารณสุข หรือสายวิทย์โควต้าที่มหาวิทยาลัยขอนแก่น เพราะดูจากเกรดแล้วอาจารย์บอกว่าน่าจะไปสอบดู เพราะรุ่นพี่เคยสอบได้ อาจารย์ยังแซวเลยว่าถ้าเธอสอบติดอาจจะเป็นหมอดำคนแรกในมหาวิทยาลัยก็ได้นะ เพราะคนเรียนหมอส่วนใหญ่จะขาว แต่พอจะสอบจริงปรากฏว่าพ่อไม่ให้เลย ต้องเลือกสายครูให้หมด ถ้าชอบทางวิทยาศาสตร์ก็ต้องเป็นครูวิทยาศาสตร์
ช่วงนั้นไปสอบทุนโครงการคุรุทายาทที่สถาบันราชภัฎสุรินทร์ และสถาบันราชภัฎอุบลราชธานีก็ติด แต่ผลเอ็นทรานซ์ออกมาไล่เลี่ยกันพอดี สุดท้ายก็เลือกที่กรุงเทพ เพราะอยากจะเข้ามาอยู่กรุงเทพด้วย
เคยมีความคิดอยากไปเรียนราม รู้สึกว่านักศึกษามีบทบาททางการเมืองมาก อยากไปทำกิจกรรมทางการเมือง แต่ว่าสภาพแวดล้อมของโรงเรียนไม่มีบรรยากาศแบบนั้นเลย ก็จะเก็บไว้ในใจ อาจารย์ท่านนี้ชื่ออาจารย์ทรงพล วรบุตร สอนฟิสิกส์ แต่ก็สนใจการเมือง และอาจารย์ก้แนะนำว่าคุณน่าจะเรียนรัฐศาสตร์ ตอนนั้นต้องบอกว่าแทบจะไม่รู้จักคำว่ารัฐศาสตร์เลย รู้จักแต่คณะศึกษาศาสตร์นั่นแหละ
พอมาเรียนที่เกษตร เรียนคณะศึกษาศาสตร์ ภาควิชาสุขวิทยา จบไปต้องไปทำงานสาธารณสุข หรือไม่ก็เป็นครูสุขศึกษา ไม่คิดว่าจะต้องมาเป็นสาธารณสุขหรือเป็นครูสุขศึกษา เพราะในคู่มือเอ็นทรานซ์เขียนว่าดูคะแนนวิชาเคมีกับชีววิทยาเป็นหลัก เพราะอยากเป็นครูสอนเคมีอะไรแบบนั้น ก็เลยเลือกไปอันดับ 1 เพราะเลือกศึกษาศาสตร์ทั้ง 5 คณะ
หลังจากนั้นก็เข้ามาทำกิจกรรมนักศึกษา ความคิดความอ่านทางการเมืองก็มากขึ้น เริ่มค้นพบตัวเองมากขึ้นว่า ตัวเองถนัดเรื่องอะไร จนสุดท้ายก็แทบจะเรียกได้ว่าความคิดที่จะเป็นครูก็หดหายไป พอมาทำกิจกรรมก็สนใจทางการเมือง ทางสายสังคมศาสตร์มากกว่า ก็มาเป็นเลขาสหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย ปี พ.ศ. 2539
คิดอย่างไรเกี่ยวกับช่องว่างทางการศึกษาของเด็กไทยที่ยังมีอยู่
คุณภาพการศึกษาของเด็กไทยกับเด็กต่างจังหวัดยังห่างกันมาก เราเป็นเด็กต่างจังหวัด เกรด 3.5 ตลอด พอมาเรียนที่ ม.เกษตร เพื่อนในกรุงเทพที่จบมัธยมมาเกรด 2.4 2.5 เราคิดว่าเขาเรียนเก่งกว่าเรา มาก ๆ ก็สงสัยว่าสิ่งที่เรารู้ กับสิ่งที่เขารู้ และเมื่อดูเกรดประกอบ รู้สึกว่าไม่ใช่เลย จนเรานึกถึงครูคนหนึ่งเขาบอกไว้ว่า เก่งบ้านนอก ขี้ครอกในเมือง นี่พูดแบบชาวบ้าน ๆ หมายถึงว่าไปอยู่ในเมืองนี่คุณจะอยู่ท้ายแถว อาจจะกลายเป็นคนที่ไม่รู้เรื่องไปเลย เริ่มรู้สึกว่าสิ่งที่เราเรียนมาจากโรงเรียนในชนบทสู้ในเมืองไม่ได้จริง ๆ รู้สึกว่าโอกาสของเด็กในเมืองสูงกว่า จึงเข้าใจแล้วว่าทำไมพ่อแม่ถึงอยากให้ลูกของตัวเองเรียนโรงเรียนดัง ๆ
ความพยายามของกระทรวงศึกษาธิการ ที่ต้องการให้เด็กเรียนโรงเรียนใกล้บ้าน มันไม่เป็นจริง ตราบใดที่ไม่ถูกปฏิรูปขนานใหญ่ ก็จะไม่มีทาง ถ้าสมมติว่าผมมีลูก ก็คงไม่อยากให้ลูกโรงเรียนบ้านนอก เพราะเราก็เป็นห่วงอนาคตของลูก อยากให้ลูกมีการศึกษาที่ดี แน่นอนที่น่าจะให้เด็กเรียนโรงเรียนใกล้บ้าน แต่ก็ต้องทำให้โรงเรียนมีคุณภาพเท่ากันด้วย ถึงไม่เท่ากัน ก็อย่าให้ต่างระดับกันมากเกินไป
การปลูกฝังความรู้ทางวิทย์คณิตให้เด็กจำเป็นอย่างไร
อันนี้พูดจากสิ่งที่ตัวเองได้หลังจากที่เรียนสายวิทย์-คณิตมา ผมคิดว่ามีส่วนสำคัญที่ทำให้การจัดระบบความคิดความอ่านตกผลึกเร็วขึ้น และมีระบบระเบียบมากขึ้น เวลาจะคิดเกี่ยวกับปรากฏการณ์อะไรสักอย่างที่รออยู่เบื้องหน้าทำให้เราเข้าใจมันมากขึ้น เห็นที่มาที่ไปของมัน มีตรรกะ มีเหตุมีผล
เช่น ทำไมรถถึงติด ปัญหาไม่ใช่แค่รถเยอะกับถนนน้อย ต้องคิดต่ออีกว่าทำไมคนต้องแข่งกันซื้อรถเรื่อย ๆ ในขณะเดียวกันเราก็เห็นฝ่ายรัฐพยายามขยายถนนตลอดเวลา แต่ทำไมไม่พอ ต้องไปคิดต่อว่าเกิดจากอะไร เกิดจากวัฒนธรรมฟุ้งเฟ้อฟุ่มเฟือยหรือเปล่า
หรือทำไมคนจนต้องมาชุมนุมหน้าทำเนียบ เขาถูกจ้างวันละ 200-300 หรือให้มาชุมนุม คุณค่าของคนเขาอยู่แค่นี้เองหรือ มาอดตาหลับขับตานอนข้างถนนเพื่อเรียกร้องอะไรสักอย่าง คนจนเหล่านี้มาทำไม ลองคิดต่อดูซิว่า ทำไมต้องมาชุมนุม ก็คนพวกนี้ไม่มีจะกิน เคยมีที่ดินแล้วที่ดินไปไหน ..ขาย ทำไมต้องขาย..ติดหนี้ ทำไมถึงติดหนี้..มันทำไม ๆ ตลอด
วิทยาศาสตร์สอนให้เราสังเกต ทดลอง และคิดต่อด้วย เพื่อให้ได้คำตอบตอนท้าย ทำให้สามารถจัดระบบความคิดของตัวเองได้เร็ว ผมเคยฟังผู้ใหญ่หลายท่านวิพากษ์วิจารณ์มาว่าอายุยังน้อยแต่สื่อสารได้เป็นระบบ ส่วนหนึ่งก็พื้นฐานจากการเรียน
*หมายเหตุ
งานเขียนชิ้นนี้ ได้รับการคุ้มครองสิทธิตามพระราชบัญญัติคุ้มครองสิทธิทางปัญญา โดยลิขสิทธิเป็นของผู้เขียน ที่ให้เกียรตินำเผยแพร่ผ่าน วิชาการ.คอม เรามีความยินดีและอนุญาตให้ทำซ้ำหรือเผยแพร่ต่อเพื่อประโยชน์ทางการศึกษาเท่านั้น กรุณาให้เกียรติผู้เขียน โดยอ้างชื่อผู้เขียนและ วิชาการ.คอม (www.vcharkarn.com) ทุกครั้งที่ทำการเผยแพร่ต่อ ห้ามนำส่วนหนึ่งส่วนใดไปเผยแพร่ต่อในสื่อที่เอื้อประโยชน์ทางธุรกิจก่อนได้รับอนุญาต ขอขอบคุณที่ร่วมกันช่วยสร้างให้สังคมไทยเป็นสังคมแห่งปัญญา
จำนวน 8 ความเห็น, หน้า่ | -1-
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1 6 ก.ค. 2550 (18:11) ก็ขอให้คุณสุริยะใส ประสบความสำเร็จครับ
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 2 7 ก.ค. 2550 (21:17) "ความพยายามของกระทรวงศึกษาธิการ ที่ต้องการให้เด็กเรียนโรงเรียนใกล้บ้าน มันไม่เป็นจริง ตราบใดที่ไม่ถูกปฏิรูปขนานใหญ่ ก็จะไม่มีทาง ถ้าสมมติว่าผมมีลูก ก็คงไม่อยากให้ลูกโรงเรียนบ้านนอก เพราะเราก็เป็นห่วงอนาคตของลูก อยากให้ลูกมีการศึกษาที่ดี แน่นอนที่น่าจะให้เด็กเรียนโรงเรียนใกล้บ้าน แต่ก็ต้องทำให้โรงเรียนมีคุณภาพเท่ากันด้วย ถึงไม่เท่ากัน ก็อย่าให้ต่างระดับกันมากเกินไป"
...............
อีกนานแค่ไหนคะ คุณภาพของโรงเรียนบ้านนอกจะมีความใกล้เคียงกับโรงเรียนในเมือง ขอฝากความหวังไว้กับคุณสุริยะใส นะคะ
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 3 10 ก.ค. 2550 (20:34) ชอบบทความตรงนี้มากๆครับ
"คิดว่าแทนที่จะไปคิดแต่เรื่องเด็กไหว้สวย เด็กกตัญญู ไม่ให้เด็กไปเดินเซ็นเตอร์พอยท์ ไม่ให้ใส่สายเดี่ยว ในขณะที่ไม่สร้างเวทีใหม่ ๆ ให้เด็กเลย ทำให้เวทีที่เป็นอยู่ปัจจุบันน่าเบื่อ ห้ามเขาไม่อยู่หรอก เด็กก็ต้องหนีไปหาเวทีใหม่ ๆ ดังนั้นก็ต้องทำให้การเรียนการสอนวิทยาศาสตร์น่าสนใจ ถ้าเป็นวาระแห่งชาติ ก็น่าจะมีกลยุทธ์ที่จะทำให้เด็กหันมาสนใจและเลือกที่จะไปทำในสิ่งที่เป็นประโยชน์"
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 4 14 ส.ค. 2550 (14:18) โรงเรียนที่มีครู+นักเรียนเก่งก็ดีแล้ว แต่โรงเรียนอื่นควรกระตุ้นและส่งเสริมนักเรียนของตนให้มากขึ้นด้วย โดย สสวท. ควรประชาสัมพันธ์อย่างต่อเนื่องและทั่วถึงเพราะยังมีช้างเผือกในป่าอีกมาก อาจจัดเป็นแคมป์พรีโอลิมปิควิชาการในแต่ละภูมิภาคเป็นระยะด้วยก็ได้ค่ะ
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 5 2 ก.ย. 2550 (18:34) อยากเรียนสายวิทย์
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 7 27 พ.ค. 2551 (22:28) คุณ chaisawang ช่วยแจ้งลบความเห็นนี้แล้ว ขอบคุณค่ะ น้องๆอย่าโดนมันหลอกนะครับ ถ้ามันเรียนเก่งจริงมันคงไม่เอ็นติดคณะศึกษาหรอกครับ
อยากให้ทุกคนในห้องนี้ศึกษาภูมิหลังของคนคนนี้อย่างถ่องแท้
ถ้าไม่รู้จริงๆก็ดูในgoogle แล้วพิมพิ์ชื่อสุริยะไสลงไป แล้วจะพบความจริง
samet
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 1 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 50 ดวง - โหวตเพิ่มดาว
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 8 25 ก.ค. 2551 (11:34) เด็กเก่งก็มีเก่งจากหมู่บ้าน เก่งจากอำเภอ เก่งจากจังหวัด เก่งจากกรุงเทพฯ อย่าสรุปเพราะเกลียด เพราะไม่ชอบเขา
เด็กเก่งพ่อแม่ภูมิใจ และถ้าเก่งและเป็นคนดีด้วยพ่อแม่ภูมิใจ สังคมอยู่ได้ ประเทศชาติมั่นคง