 |
<script language="JavaScript" src="http://www.vcharkarn.com/javafeed/article/18983" type="text/javascript"></script> |
|
Lecture note: ทฤษฎีสัมพัทธภาพพิเศษเบื้องต้น
สรุปเนื้อหาทฤษฎีสัมพัทธภาพพิเศษเบื้องต้น สำหรับนิสิตนักศึกษาระดับชั้นปีที่ 1 คณะวิทยาศาสตร์กายภาพ และ คณะวิศวกรรมศาสตร์
post ครั้งแรก: Mon 9 July 2007, 10:18 pm ปรับปรุงล่าสุด: Tue 31 July 2007, 10:51 am
|
หน้าที่ 12 - Doppler Effect
นิสิตคงจะได้เรียนปรากฏการณ์ Doppler สำหรับคลื่นกลเช่นเสียง มาตั้งแต่ชั้นมัธยมแล้ว สำหรับคลื่อนเสียงที่มีอัตราเร็ว v ความถี่ที่ผู้สังเกต (

) ตรวจวัดได้ จะต่างกับความถี่ของคลื่นที่ปล่อยออกมาจากแหล่งกำเนิดเสียง (

) ถ้าหากแหล่งกำเนิดเสียงมีการเคลื่อนที่ โดยสามารถคำนวณได้จากสูตร
![\displaystyle{f_{obs} = \big\[\frac{v}{v \pm v_{source}}f_{source}\big\]} \displaystyle{f_{obs} = \big\[\frac{v}{v \pm v_{source}}f_{source}\big\]}](/latexrender/pictures/fcecfd6535f97acc5ebc83c70e7d4705.gif)
เมื่อ

คืออัตราเร็วของแหล่งกำเนิดเสียง
ในกรณีของคลื่นแสงปรากฏการณ์ Doppler ก็สามารถเกิดขึ้นได้เช่นกัน
Doppler Effect ของแสง
พิจารณาผู้สังเกตสองคนซึ่งหยุดนิ่งดังรูปข้างบน สมมุติว่าแหล่งกำเนิดแสงกำลังเคลื่อนตัวไปทางด้านซ้าย ผู้สังเกตทั้งสองจะเห็นปรากฏการณ์ดังต่อไปนี้
สำหรับผู้สังเกตทางด้านซ้าย แหล่งกำเนิดแสงเคลื่อนที่เข้าหา เขาจะพบว่าความยาวคลื่นของแสงมีขนาดสั้นลง (หรือความถี่สูงขึ้น) เมื่อเปรียบเทียบกับขณะที่แหล่งกำเนิดอยู่นิ่ง เราเรียกปรากฏการณ์ดังกล่าวว่า Blue shift
สำหรับผู้สังเกตทางด้านขวา แหล่งกำเนิดแสงเคลื่อนที่หนีออกไป เขาจะพบว่าความยาวคลื่นของแสงมีขนาดยาวขึ้น (หรือความถี่ลดลง) เมื่อเปรียบเทียบกับขณะที่แหล่งกำเนิดอยู่นิ่ง เราเรียกปรากฏการณ์ดังกล่าวว่า Red shift
ถ้าแหล่งกำเนิดแสงขณะหยุดนิ่งปล่อยแสงที่มีความถี่เท่ากับ

ถ้าแหล่งกำเนิดแสง
เคลื่อนที่หนีออกจากผู้สังเกตด้วยความเร็ว

ผู้สังเกตซึ่งอยู่นิ่งจะเห็นแสงซึ่งมีความถี่เท่ากับ
กำหนดให้แหล่งกำเนิดแสงขณะหยุดนิ่งปล่อยแสงที่มีความถี่เท่ากับ
ถ้าแหล่งกำเนิดแสง
เคลื่อนที่หนีออกจากผู้สังเกตด้วยความเร็ว

ผู้สังเกตซึ่งอยู่นิ่งจะเห็นแสงซึ่งมีความถี่เท่ากับ
ถ้าแหล่งกำเนิดแสง
เคลื่อนที่เข้าหาผู้สังเกตด้วยความเร็ว

ผู้สังเกตซึ่งอยู่นิ่งจะเห็นแสงซึ่งมีความถี่เท่ากับ
ในหลายๆครั้ง เราจะพบว่าแหล่งกำเนิดเคลื่อนที่ไม่เร็วมากเทียบกับอัตราเร็วแสง โดยเราสามารถประมาณได้ว่า สำหรับกรณีที่แหล่งกำเนิดเคลื่อนที่ออกจากผู้สังเกตด้วยอัตราเร็ว
และในกรณีที่แหล่งกำเนิดเคลื่อนที่เข้าหา
ซึ่งนิสิตสามารถพิสูจน์ได้โดยใช้สูตร Binomial expansion
ปรากฏการณ์ Doppler ของแสงมีประโยชน์อย่างมากในการศึกษาวิชาดาราศาสตร์

เทหะวัตถุบนทางฟ้า เช่น ดาวฤกษ์ กาแล็กซี ประกอบด้วยธาตุต่างๆ เช่น ไฮโดรเจน ฮีเลียม อะตอมเหล่านี้เมื่ออยู่ในสถานะกระตุ้น สามารถที่จะปลดปล่อยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าออกมาได้ ซึ่งส่วนหนึ่งอยู่ในช่วงความถี่ของแสงสว่าง โดยธาตุแต่ละชนิดก็จะปลดปล่อยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าออกมาที่ความถี่ต่างๆกัน โดยเราเรียกชุดของคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าความถี่ต่างๆกันที่ปลดปล่อยออกมานี้ว่า สเปกตรัม ธาตุแต่ละชนิดก็จะมีสเปกตรัมที่เป็นลักษณะเฉพาะ เปรียบเสมือนกับลายนิ้วมือ ซึ่งจากการวิเคราะห์เส้นสเปกตรัมเราสามารถที่จะบอกได้ว่า ธาตุที่ปลดปล่อยสเปกตรัมนี้ออกมาเป็นธาตุชนิดไหน

ในทางดาราศาสตร์เราสามารถหาความเร็วของเทหะวัตถุบนท้องฟ้าได้โดยการเปรียบเทียบสเปกตรัมของแสงที่มาจากเทหะวัตถุเหล่านั้น กับ สเปกตรัมที่ทราบจากห้องทดลอง
ถ้าแหล่งกำเนิดแสงกำลังเคลื่อนที่เข้าหาเรา (ผู้สังเกต) เส้นสเปกตรัมจะเลื่อนไปทางแสงสีฟ้า ในทางกลับกันถ้าแหล่งกำเนิดแสงเคลื่อนที่หนีออกจากเรา เส้นสเปกตรัมที่วันได้จะเลื่อนไปทางแถบสีแดง
เราจะพิจารณาการประยุกต์ปรากฏการณ์ Doppler ของแสงในวิชาดาราศาสตร์ในตัวอย่างข้างล่างนี้
ตัวอย่าง
กาแลกซี่ M87 ซึ่งอยู่ใน กลุ่มดาว Virgo (นางงามหรือหญิงสาวพรหมจารี) เป็นกาแลกซี่รูปวงรีที่อยู่ใกล้โลกมากที่สุด จากการศึกษากลุ่มก๊าซที่หมุนวนรอบกาแลกซี่นี้โดยอาศัยการวิเคราะห์สเปกตรัมของแสงจากกลุ่มก๊าซเหล่านี้
กลุ่มก๊าซโคจรรอบแกนกลางของกาแลกซี่ที่มีรัศมี

ปีแสง (light-year) ถ้ามองจากโลกจะเห็นกลุ่มก๊าซวิ่งเข้าหาเราด้านหนึ่ง และวิ่งหนีออกจากโลกในอีกด้านหนึ่ง ภาพข้างล่างแสดงแสดงกราฟระหว่างความเข้มของคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (แนวตั้ง) กับความถี่ของแสง ซึ่งวัดได้จากกลุ่มก๊าซที่หมุนวนทั้งสองข้างของกาแลกซี่ M87 เส้นกราฟสีน้ำเงินแสดงความเข้มของคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าจากด้านขวาของรูปภาพ ซึ่งจุดที่มีความเข้มสูงสุดที่ความถี่ 499.8 nm ส่วนเส้นกราฟสีแดงแสดงความเข้มของคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าจากอีกด้านหนึ่ง มีความเข้มสูงสุดที่ 501.6 nm เราจะใช้ข้อมูลนี้คำนวณหาความเร็วการโคจรรอบกาแลกซี่ของกลุ่มก๊าซนี้
นิสิตจะวิเคราะห์ได้ว่ากราฟสีฟ้าเป็นคลื่นที่ปล่อยมาจากกลุ่มก๊าซที่เคลื่อนที่ในทิศที่วิ่งเข้าหาโลก (มีความถีสูงกว่า) ในขณะที่กราฟสีแดงควรจะปล่อยออกมาจากกลุ่มก๊าซที่เคลื่อนที่ในทิศทางที่เคลื่อนตัวหนีออกจากโลก
ถ้าประมาณว่ากาแล็กซีหมุนด้วยอัตราเร็วคงที่ การเพิ่มและลดของความยาวคลื่นของแสงจากกลุ่มก๊าซ เนื่องจากDoppler effect จากการหมุนของกาแล็กซีน่าจะมีผลเท่ากัน (ส่วนที่เพิ่มและส่วนที่ลดควรมีค่าเท่ากัน) ดังนั้นความยาวคลื่นของแสงจากกาแล็กซีถ้าไม่มีการเคลื่อนที่ (

) ควรจะเท่ากับค่าเฉลี่ยของความยาวคลื่นทั้งสอง

ให้

เป็นความยาวคลื่นที่วัดได้จากกลุ่มก๊าซที่เคลื่อนตัวหนีออกจากเรา จากความสัมพันธ์

สำหรับความถี่ของแสงที่มาจากแหล่งกำเนิดที่เคลื่อนที่หนีออกจากผู้สังเกตและ ใช้ความสัมพันธ์

เราจะได้ว่า
เมื่อจัดรูปแล้วจะได้
ดังนั้นอัตราเร็วโคจรของก๊าซรอบกาแล็กซี M81 จะมีค่าเป็น
ซึ่งเมื่อแทนค่าต่างๆลงไปจะได้ว่า
Transverse Doppler effect
ในทฤษฎีสัมพัทธภาพพิเศษมีโอกาสที่จะเกิดปรากฎการณ์ Doppler ชนิดใหม่ คือในกรณีที่แหล่งกำเนิดแสง

เคลื่อนที่ ตั้งฉาก กับระยะกระจัดเทียบกับผู้สังเกต
ความถี่ของแสงที่ผู้สังเกต

เห็นคือ
ปรากฏการณ์นี้ค้นพบใน jets ของระบบดาวคู่ SS433
SS433 binary star system
ระบบ SS433 เป็นระบบดาวฤกษ์คู่ ซึ่งดาวฤกษ์ดวงหนึ่งยุบตัวกลายเป็นหลุมดำ และได้ดูดมวลสารจากดาวฤกษ์อีกดวงลงไปในหลุมดำ เกิดเป็นลำอนุภาคพลังงานสูง สังเกตได้จากกล้องโทรทัศน์วิทยุบนโลก
*หมายเหตุ
งานเขียนชิ้นนี้ ได้รับการคุ้มครองสิทธิตามพระราชบัญญัติคุ้มครองสิทธิทางปัญญา โดยลิขสิทธิเป็นของผู้เขียน ที่ให้เกียรตินำเผยแพร่ผ่าน วิชาการ.คอม เรามีความยินดีและอนุญาตให้ทำซ้ำหรือเผยแพร่ต่อเพื่อประโยชน์ทางการศึกษาเท่านั้น กรุณาให้เกียรติผู้เขียน โดยอ้างชื่อผู้เขียนและ วิชาการ.คอม (www.vcharkarn.com) ทุกครั้งที่ทำการเผยแพร่ต่อ ห้ามนำส่วนหนึ่งส่วนใดไปเผยแพร่ต่อในสื่อที่เอื้อประโยชน์ทางธุรกิจก่อนได้รับอนุญาต ขอขอบคุณที่ร่วมกันช่วยสร้างให้สังคมไทยเป็นสังคมแห่งปัญญา
จำนวน 10 ความเห็น, หน้า่ | -1-
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 4 1 ส.ค. 2550 (17:13) เจ๋ง . . .
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 5 6 ส.ค. 2550 (11:46) ขอบคุณมากค่ะ อาจารย์
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 6 7 ส.ค. 2550 (23:36) ขอบคุณคะ ><
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 8 18 ส.ค. 2550 (23:04) ขอบคุณครับ
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 9 19 ก.ย. 2550 (10:44) สวัสดีครับอาจารย์จ้อ
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 11 22 มี.ค. 2551 (21:21) ขอบคุณมากเลย ครับ