|
"แสงตาทิพย์" ช่วยสืบจากศพได้อย่างไร?
พี่ชิว (17,141 views) first post: Sat 31 July 2004 last update: Sat 31 July 2004
แล้ว แสงสืบสวน นี่เป็นยังไง? ทำไมต้องใช้ด้วย?
ทุกท่านคงทราบดีว่า โลกที่เรา (คิดว่า) คุ้นเคยกันนั้น แท้จริงแล้ว เต็มไปด้วยสิ่งต่าง ๆ มากมายที่เรามองไม่เห็นด้วยเงื่อนไขและข้อจำกัดหลายประการ เพราะบางอย่างก็เล็กมาก บางอย่างก็ดูกลมกลืนไปกับ ...
|
หน้าที่ 1 - แสงตาทิพย์
เมื่อราวปลายเดือนตุลาคม 2546 ได้มีการนำเทคนิคไฮเทคเข้ามาใช้ในคดีดังระดับชาติ ซึ่งตามข่าวระบุว่า
เผยผลพิสูจน์คราบเลือด ห้างทอง บนพรมบ้าน ธรรมวัฒนะ ด้วยเครื่องไฮเทค ระบุมีรอยลากศพ กลุ่มมือสังหาร 5-10 คน เคลื่อนย้ายจัดฉาก
(นสพ.มติชน วันที่ 29 ตุลาคม 2546)
โดยข่าวเรียกเครื่องมือดังกล่าวว่า โพลีไลต์ หรือ โพลีไลท์ (สะกดตาม นสพ.มติชน และ คมชัดลึก ตามลำดับ) แต่ไม่ให้รายละเอียดไว้มากนัก ครั้นพอดูจากทีวี ก็จะเห็นทีมพิสูจน์หลักฐานปิดไฟให้ห้องมืด ๆ ใส่แว่นตาสีส้ม แล้วใช้เครื่องมือไฮเทคที่ว่าส่องแสงไปตามที่ต่าง ๆ ราวกับหนังนักสืบ (แต่นี่คือของจริง!) จึงน่าสงสัยว่า เทคนิคไฮเทคนี้มีหลักการทำงานยังไง? เชื่อถือได้แค่ไหน? เมื่อได้ทราบแล้ว คุณผู้อ่านจะได้ตัดสินใจเองว่าจะถือหางข้างใคร และคดีนี้น่าจะเป็นฆาตกรรมอำพรางหรือไม่?
Porntip_1.jpg
Porntip_2.jpg
แพทย์หญิงคุณหญิงพรทิพย์ กำลังตรวจหาหลักฐานโดยใช้ แสงตาทิพย์
เนื่องจากคอลัมน์นี้ไม่เกี่ยวข้องกับการค้า ผมจึงต้องรีบบอกก่อนว่า คำว่า โพลีไลต์ นั้นเป็นชื่อเฉพาะของผลิตภัณฑ์ยี่ห้อหนึ่ง เพราะคำที่ใช้เรียกแสงที่ใช้ในการสืบสวนทางนิติวิทยาศาสตร์ คือ forensic light ซึ่งผมขอแปลเล่นคำโดยใช้ ส.เสือ สามตัว เรียงกันไปว่า แสงสืบสวน หรือจะเรียก แสงตาทิพย์ ก็ฟังเป็นไทย ๆ และไพเราะดี
แล้ว แสงสืบสวน นี่เป็นยังไง? ทำไมต้องใช้ด้วย?
ทุกท่านคงทราบดีว่า โลกที่เรา (คิดว่า) คุ้นเคยกันนั้น แท้จริงแล้ว เต็มไปด้วยสิ่งต่าง ๆ มากมายที่เรามองไม่เห็นด้วยเงื่อนไขและข้อจำกัดหลายประการ เพราะบางอย่างก็เล็กมาก บางอย่างก็ดูกลมกลืนไปกับบริเวณโดยรอบ (เช่น ใสหรือมีสีใกล้เคียงกัน) และบ่อยครั้งก็เกิดข้อเท็จจริงที่ว่า ตาของคนเราสามารถมองเห็นได้เฉพาะแสงสีขาวซึ่งประกอบด้วยสีรุ้งเท่านั้น ดังนั้น หลักการของแสงสืบสวนก็คือการปรับเปลี่ยนเงื่อนไขและทลายข้อจำกัดที่ว่ามานั่นเอง
หน้าที่ 2 - การควานหาหลักฐานชิ้นเล็ก ๆ
ในกรณีที่ต้องการควานหาหลักฐานชิ้นเล็ก ๆ เช่น เส้นผม หรือเส้นด้ายของผ้า ซึ่งอาจจะเป็นหลักฐานชิ้นสำคัญนั้น ถ้าใช้แสงสีขาวที่สว่างมาก (น้อง ๆ สป็อตไลต์) ฉายเอียง ๆ ไปพนพื้นหรือพรม ก็จะช่วยให้มองเห็นได้ชัดขึ้น
Bone_White_Light.bmp
Bone_Blue_Light.bmp
ชิ้นกระดูกซึ่งปนอยู่กับเศษหินและดินภายใต้แสงสีขาวตามปกติ ชิ้นกระดูกที่เด่นชัดขึ้นมาเมื่อส่องด้วยแสงสีน้ำเงินในช่วงความยาวคลื่น 425-500 นาโนเมตร
แต่ในบางกรณี หลักฐานอาจจะมีชิ้นใหญ่ แต่ดันดูกลมกลืนไปกับสภาพโดยรอบ เช่น เศษชิ้นกระดูกของเหยื่อซึ่งปะปนไปกับดินและหินในบริเวณที่ฝังศพหรือบริเวณที่เกิดเหตุนั้น ถ้าใช้แสงสีน้ำเงินซึ่งมีความยาวคลื่นในช่วง 425-500 nm (นาโนเมตร) ส่องลงไปในบริเวณที่ต้องสงสัยนั้น เศษกระดูก (หรือเคลือบฟัน) ก็จะเกิด การวาวแสง เด่นออกมาในขณะที่ดินและหินโดยรอบจะมืดมัวเป็นฉากพื้น การวาวแสง (fluorescence) ที่ว่านี้เป็นหลักการของหลอดฟลูออเรสเซนต์ที่เราใช้กันอยู่ทุกวี่ทุกวันนั่นเอง กล่าวคือ เมื่อมีคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าในช่วงคลื่นที่เหมาะสมตกกระทบกับสารบางประเภท ก็จะทำให้สารนั้นเปล่งแสงออกมาทันที โดยแสงที่เปล่งออกมาจะมีความยาวคลื่นที่แตกต่างจากคลื่นที่ตกกระทบ แต่เมื่อคลื่นตกกระทบหายไป แสงที่เปล่งออกมาก็จะหมดไปด้วยทันทีเหมือนกัน ในกรณีของหลอดฟลูออเรสเซนต์ (ซึ่งมักจะเรียกกันอย่างคลาดเคลื่อนว่า หลอดนีออน) รังสียูวีที่เกิดจากไอปรอทภายในหลอดได้ไปตกกระทบสารที่เคลือบผนังหลอดภายในและกระตุ้นให้สารนั้นวาวแสงออกมา
Saliva.bmp
Vaginal_Fluid.bmp
Semen.bmp
คราบน้ำลาย คราบของเหลวจาช่องคลอด คราบอสุจิ
ในคดีล่วงละเมิดทางเพศก็สามารถใช้หลักการวาวแสงค้นหาหลักฐานได้ด้วย เพราะคราบน้ำอสุจิจะวาวแสงเมื่อโดนส่องด้วย แสงมืด (black light) (ได้แก่ รังสียูวีในช่วงความยาวคลื่น 345-400 nm) โดยจะให้แสงสีน้ำเงินความยาวคลื่นประมาณ 455 nm ออกมา แต่ในทางปฏิบัติ มักจะมีปัญหาทางเทคนิคอยู่บ้าง เช่น คราบอสุจิอาจจะอยู่บนผ้าที่วาวแสง (ยูวี) ได้ด้วยเช่นกัน ในกรณีเช่นนี้จะต้องจูนความยาวคลื่นที่ตกกระทบและใช้แว่นกรองแสงประกอบกัน เพื่อลดสัญญานรบกวนจากผ้าให้เหลือน้อยที่สุด
สำหรับกรณีฆาตกรรมนั้น คราบเลือดซึ่งเป็นหลักฐานสำคัญก็มีประเด็นทางเทคนิคซับซ้อนขึ้นไปอีก เพราะคราบเลือดนอกจากจะไม่วาวแสงแล้ว ยังดูดกลืนแสงสีน้ำเงินจนดูเป็นแถบมืดซะอีก แต่เรื่องนี้นักเคมีก็โดดเข้ามาช่วยนักสืบได้ทันควัน เพราะพบว่า สารเคมีชื่อ ลูมินอล (luminol) ถ้าทำปฏิกิริยากับไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ ก็จะเกิด การเรืองแสง ให้แสงสีน้ำเงินอมเขียวออกมาได้ แต่การเรืองแสงนี้จะเกิดขึ้นอย่างชัดเจนแจ่มแจ๋วก็ต้องมีตัวเร่งปฏิกิริยามาช่วยด้วย และก็ปะเหมาะพอดิบพอดีที่ธาตุเหล็กในฮีโมโกลบินซึ่งอยู่ในเลือดเป็นตัวเร่งปฏิกิริยาชั้นดี ดังนั้นจึงดูเผิน ๆ เหมือนกับว่า ลูมินอลทำให้เลือดเรืองแสง แต่จริง ๆ แล้วต้องพูดว่า เหล็กในเลือดทำให้ลูมินอล + ไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ (+สารอื่น ๆ อีกเล็กน้อย) เรืองแสงอย่างเด่นชัดถึงจะถูก
น่าสังเกตว่า การเรืองแสง (luminescence) ต่างจากการวาวแสง เพราะการเรืองแสงนั้นจะยังคงเปล่งแสงค้างอยู่ระยะหนึ่งแม้คลื่นตกกระทบจะหมดไปแล้ว และในกรณีของลูมินอลนี้เป็นการเรืองแสงที่เกิดจากปฏิกิริยาเคมี จึงเรียกยาว ๆ ว่า chemiluminescence (= chemistry เคมี + luminescence การเรืองแสง) อีกด้วย
หน้าที่ 3 - บทสรุป
Car_Inspected_Fluorescence.bmp
Luminescent_Blood_Stains.bmp
การตรวจหาหลักฐานโดยใช้แสงตาทิพย์ คราบเลือดซี่งเกิดการเรืองแสง
การใช้สารลูมินอลอาจช่วยให้ผู้เชี่ยวชาญระบุตำแหน่งที่เกิดเหตุการณ์ต่าง ๆ หรือแม้แต่ลักษณะของอาวุธที่ใช้ เพราะรูปแบบการกระจายของเลือดจากการถูกยิงด้วยปืนกับถูกแทงด้วยมีดย่อมต่างกัน และในบางกรณีลูมินอลอาจช่วยให้เห็นรอยเท้าจาง ๆ ของผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์ที่บังเอิญไปเหยียบเลือดติดพื้นรองเท้ามาด้วยได้ แต่ปฏิกิริยาเคมีที่เกิดขึ้นนี้อาจจะทำลายหลักฐานอื่น ๆ ในสถานที่เกิดเหตุได้เช่นกัน ดังนั้นก่อนหน้าที่จะใช้ลูมินอล เจ้าหน้าที่จะใช้วิธีการอื่น ๆ ในการตรวจสอบบริเวณที่ต้องสงสัยมาก่อนแล้ว
สำหรับแสงในช่วงคลื่นอื่น ๆ ก็มีประโยชน์เช่นกัน เช่น ในการตรวจสอบรอยฟกช้ำหรือแผลบนผิวหนังของเหยื่อหรือผู้ต้องหานั้น รอยช้ำบนมือของผู้ต้องหาอาจบ่งบอกถึงอาวุธที่ใช้ หรือรอยเท้าและแผลบนผิวของเหยื่อก็อาจจะมัดตัวผู้ต้องหาได้ ในกรณีนี้หลักการมีอยู่ว่า แสงความยาวคลื่นต่าง ๆ กันจะทะลุผ่านผิวหนังได้ไม่เท่ากัน เช่น แผลลึกจะต้องใช้คลื่นอินฟราเรด เป็นต้น
MCS_400.jpg
Handscope_in_Use.jpg
อุปกรณ์กำเนิดแสงยี่ห้อ SPEX Mini-CrimeScope 400
(สังเกตแว่นตาสีต่าง ๆ 4 อันด้านซ้ายล่างของภาพ) การตรวจสอบบริเวณต้องสงสัยด้วยอุปกรณ์แบบมือถือ
อุปกรณ์กำเนิดแสงตาทิพย์ชั้นเยี่ยมจะต้องมีขีดความสามารถหลายอย่าง เช่น จะต้องให้แสงที่สว่างมาก ซึ่งดูเบื้องต้นได้จากแหล่งกำเนิดแสงว่าทำจากอะไรและมีกำลังเท่าไร (เช่น หลอดเมทัลเฮไลด์ 400 วัตต์) แต่แค่นี้ยังไม่พอ เพราะแสงที่ออกมาจากแหล่งกำเนิดจะผ่านท่อนำแสงไปออกที่ปลายด้านใช้งาน (ซึ่งจะมีการสูญเสียความเข้มไปบ้าง) ดังนั้น ถ้าจะเปรียบมวยก็ต้องเทียบตอนที่แสงโผล่ออกมาจากปลายท่อแล้ว ส่วนแสงสีอื่น ๆ รวมทั้งรังสียูวีและแสงอินฟราเรดนั้น ก็ต้องสามารถปรับค่าโดยใช้ฟิลเตอร์ได้อย่างหลากหลาย และก็ควรมีแว่นตาหลายอันเพื่อกรองแสงในช่วงคลื่นต่าง ๆ (เช่น ยูวี แสงสีเหลือง สีส้ม และสีแดง เป็นต้น) ส่วนประเด็นอื่น ๆ นั้นถือเป็นของแถม เช่น อายุของหลอดไฟทนนานกว่า 1,500 ชั่วโมง น้ำหนักเบา และใช้งานสะดวก เป็นต้น
แต่แม้ แสงตาทิพย์ จะช่วยเปิดมิติใหม่ให้สามารถมองเห็นข้อเท็จจริงที่ซุกอยู่ได้ แต่ความลับดำมืดที่ซ่อนอยู่ในจิตใจอันซับซ้อนของคนเรานั้น แสงนี้ยังส่องไม่เห็นนะครับ!
แหล่งข้อมูลที่เป็นประโยชน์
ใครสนใจข้อมูลเพิ่มเติม ลองไปที่
http://www.crimescope.com/ และ
http://www.bvda.com/EN/download/PL400-brochure.pdf ส่วนเรื่อง luminol ลองไปอ่าน How Luminol Works ที่
http://www.howstuffworks.lycoszone.com/luminol.htm
*หมายเหตุ
งานเขียนชิ้นนี้ ได้รับการคุ้มครองสิทธิตามพระราชบัญญัติคุ้มครองสิทธิทางปัญญา โดยลิขสิทธิเป็นของผู้เขียน ที่ให้เกียรตินำเผยแพร่ผ่าน วิชาการ.คอม เรามีความยินดีและอนุญาตให้ทำซ้ำหรือเผยแพร่ต่อเพื่อประโยชน์ทางการศึกษาเท่านั้น กรุณาให้เกียรติผู้เขียน โดยอ้างชื่อผู้เขียนและแหล่งข้อมูลทุกครั้งที่ทำการเผยแพร่ต่อ ห้ามนำส่วนหนึ่งส่วนใดไปเผยแพร่ต่อในสื่อที่เอื้อประโยชน์ทางธุรกิจก่อนได้รับอนุญาต ขอขอบคุณที่ร่วมกันช่วยสร้างให้สังคมไทยเป็นสังคมแห่งปัญญา
จำนวน 4 ความเห็น, หน้า | 1 |
ความเห็น 1 10 มี.ค. 2549 (13:20) อยากดูรูปอ่ะค่ะ^o^ไม่มีรูปประกอบแล้วนู๋จินตนาการไม่ค่อยออก
ความเห็น 2 9 มิ.ย. 2549 (16:50) ไม่เห็นรูปอ่ะครับ
ความเห็น 3 11 มิ.ย. 2549 (19:05) อยากดูรูปค่ะกรุณาเอามาลงให้ดูใหม่ได้มั้ยค่ะ
ความเห็น 4 27 พ.ค. 2550 (11:15) อยากให้รูปเหมือนกันค่ะ