เว็บเพื่อการเรียนรู้ดีเด่น 2547 (สมาคมผู้ดูแลเว็บไทย) | เว็บสื่อวิทย์ฯ ดีเด่น 2549(กระทรวงวิทย์) | เว็บการศึกษายอดผู้ชมสูงสุด 2549-2551(TrueHits) facebooktwitter
เรื่องราวของมิดะ
vTeam (32,453 views) first post: Fri 7 December 2001 last update: Fri 7 December 2001
บนฟ้ามีเมฆลอย บนดอยมีเมฆบัง มีสาวงามชื่อดัง อยู่หลังแดนดงป่า มีกะลาล่าเซอ มีหนุ่มหนุ่มเผลอฮ้องหา มีสาวงามขึ้นมา แล้วมีมิดะ

หน้าที่ 1 - เรื่องราวของมิดะ
เจ้าของงานเขียน แก้ไขหน้านี้ ได้ที่นี่



........... ฮือ.ฮื้อ.ฮือ.ฮื้อ.ฮือ ฮือ.ฮื่อ.ฮือ
ฮือ.ฮือฮือ.ฮื่อ.ฮือ.ฮือ .....


บนฟ้ามีเมฆลอย บนดอยมีเมฆบัง มีสาวงามชื่อดัง
อยู่หลังแดนดงป่า มีกะลาล่าเซอ มีหนุ่มหนุ่มเผลอฮ้องหา มีสาวงามขึ้นมา แล้วมีมิ-ดะ
นางนั้นยืนถ้ากอย หนุ่มน้อยตี้ยังบ่เกยผ่าน ยังไร้ราคีพาน บ่ฮู้การกามโลกีย์
ยั่วยวนวาจาเว้าวอน บอกสอนหื้อละอ่อนนั้นมี ความฮู้กามวิธี แล้วพลีเรือนกาย ..งามเหลือกำรำพัน
เป็นหมันและเป็นหม้าย ความสวยงามคือภัย ถูกเลือกไว้เป็นมิ-ดะ หนุ่มใดบ่เกยชิดชม
บ่สมสู่ฮู้วิชา หมดหนทางขึ้นมา บนลานสาวกอด หมดปัญญาดิ้นรน มืดมนเหมือนคนตาบอด
คนแล้วคนเล่ากอด ทอดกายในดงดินแดน จนวัยโรยราล่วงไป คนใหม่มาเป็นมิ-ดะแทน คือเรื่องราวในแดน
แผ่นดิน อีก้อ ..บนฟ้ามีเมฆลอย บนดอยมีเมฆบัง มี สาวงามชื่อดัง อยู่หลังแดนดงป่า
มีกะลาล่าเซอ มีหนุ่มหนุ่มเผลอฮ้องหา มีสาวงามขึ้นมา แล้วมีมิ-ดะ.. .





เพลง มิดะ จรัล
มโนเพ็ชร






ด้วยความที่อยู่ภาคเหนือมาเป็นเวลาค่อนข้างนาน เสียงเพลง มิดะ ของคุณจรัล
มโนเพ็ชร ก้องอยู่ในโสตประสาททุกครั้ง ที่มีโอกาสร้องเพลงคำเมือง และเกิดความสงสัย
อยู่ตลอดเวลา จนเมื่อไม่นานนี้ เมื่อมีผู้มาร่วมร้องคาราโอเกะ ที่บ้าน และเลือกเพลงมิดะ
นั่นจึงเป็นอีกครั้ง ที่ได้ยินเสียงบรรเลงขับขาน เนื้อร้องดังกล่าวจุดชนวนความใคร่
รู้เกี่ยว กับ เรื่องราวมิดะ ถึง ขีดสุด ทำให้ ถามบุคคลที่ร่วม ร้องเพลงอยู่ด้วยว่า
เรื่อง มิดะ นี้เป็นเรื่องจริง หรือไม่ มีเสียง ตอบมาว่า เป็นเรื่องจริง แต่กระนั้นก็ไม่มีผู้ใดให้คำตอบได้อย่างกระจ่างชัด
ทำให้เกิด ความ พยายามที่จะเสาะหาเรื่องราวเกี่ยวกับ มิดะ จนกระทั่งมีโอกาสไปเชียงราย
ที่ดอยแม่สะลอง นี่เอง ที่มีโอกาสได้รู้ได้เห็น ถึงหมู่บ้านป่าคาสุขใจ หมู่บ้านของชาวอาข่า
หรือชาวอีก้อ ที่เรารู้จักกันดี และหลังจากนั้น งานเขียนของคุณจุฑามาศ ราชประสิทธิ์
ที่ได้ บันทึก ไว้ว่า มิดะ ในภาษา อาข่าเขตนี้ (โลเมอาข่า) แปลว่า สาวโสด และ
ลานสาวกอดนั้น เป็น สถานที่ถ่ายทอด วัฒนธรรมประเพณีของชาวอาข่า โดยผ่านเสียงเพลง
มิได้ถ่ายทอดประสบการณ์ กามโลกีย์ ตามที่ได้เข้าใจ จากเพลงมิดะ แต่อย่างใด
หากกลุ่มผู้อาวุโสบางคนสันนิษฐาน ว่า สิ่งเหล่านี้ อาจเกิดขึ้นแต่ครั้งบรรพกาลในพื้นที่อื่นก็เป็นได้.....
จากเหตุผลนี้ทำให้ต้องมานั่งตี ความ เพลงมิดะ ของคุณ จรัล อยู่อีกเป็นนาน แต่สุดท้าย
ก็ต้องพักไว้ก่อน เนื่องจากยิ่งคิด ก็ยิ่ง ปวดหัว ยิ่งอยากรู้ เดี๋ยวจะกลายเป็นว่า
ต้องเกิดชีพจรลงเท้าตามล่าไปหาคำตอบอีก ก็เป็นได้


 





หน้าที่ 2 - อีก้อ อาข่า ข่าก้อ
เจ้าของงานเขียน แก้ไขหน้านี้ ได้ที่นี่
ชาวเขาเผ่าอีก้อ เรียกตนเองว่า อาข่า คนไทยพื้นราบเรียกว่า อีก้อ หรือ
ข่าก้อ คนจีน เรียกว่า  โวนี หรือ ธานี 
มีถิ่นฐานเดิม อยู่ทาง ตะวันออกเฉียงเหนือของจีน อีก้อในเมืองไทย พบได้ ที่จังหวัดเชียงราย
ลำปาง และเชียงใหม่ ส่วนใหญ่ อยู่ทาง ตอนเหนือ ของเชียงราย แถบแม่น้ำกก มักอยู่บนดอยสูงๆ
อีก้อเป็นคนล่ำสัน  แข็งแรง ผิวเนื้อสีน้ำตาลอ่อน ชาวเขาเผ่านี้รักสงบ ไม่ชอบสมาคมกับเผ่าอื่นมากนัก 
อีก้อนิยมสูบกล้อง ไม่ชอบอาบน้ำ ในปีหนึ่งๆ จะอาบน้ำ ประมาณ 3-4 ครั้ง


อีก้อมีอาชีพ เพาะปลูก และเลี้ยง สัตว์ และม ีความชำนาญ ใน เรื่อง ตีเหล็ก
ในฤดูฝนอีก้อ จะปลูกพืช เช่น ข้าว ข้าวโพด ชา ยาสูบ พริก หัวชู ฯลฯ สัตว์เลี้ยง
ได้แก่ หมู เป็ดเทศ วัว ควาย ไก่ โดยเฉพาะ หมูและไก่ เพื่อใช้ทำพิธีกรรม


 


บ้านแต่ละหลัง มีรั้วไม้ ล้อมรอบ บ้านหัวหน้า อยู่ตรง กลาง ทางเข้าหมู่บ้านมี
ประตูผี หรือ ลกข่อ สร้าง ด้วย ไม้ เป็นเสา 2 ข้าง จะสร้าง
เพิ่มขึ้น ทุกปีเรียงถัดไป อีก้อจะปลูกบ้าน เป็น กระท่อม เล็กๆ ยกพื้นมีเสา
ฝาบ้าน ทำด้วย ไม้ไผ่ แบ่งห้องเป็นสัดส่วน มีเตา 2 เตาใช้ทำ อาหาร และปรุงอาหาร
ในเวลามีพิธีเลี้ยงผีบ้าน  มีศาลพระภูมิ ถัดหมู่บ้านไป 20 - 30 เมตร
มี ลานสาวกอด หรือ ลานกอดสาว  



ชาวเขามีเรื่องเล่าในตำนานที่เกี่ยวกับการแบ่งดินแดนว่า ในครั้งที่พระเจ้า หรือ
เทวดา ผู้เป็นใหญ่เริ่มสร้างโลกนั้น ได้เรียกคนทุกเชื้อชาติเผ่าพันธุ์มาอยู่รวมกัน
เพื่อจะประทาน ของเขตแผ่นดินให้ ซึ่งแต่ละชนเผ่าก็ได้รับการแบ่งสรรให้อย่างเท่าๆ
กันและต่างนำ เอา ก้อนหินบ้าง ขอนไม้บ้างมาทำเป็นเครื่องหมาย บอกขอบเขต อาณาบริเวณของตน
พวก ชาวอาข่าได้ใช้ฟางข้าว มามัดเป็นฟ่อนแล้ววาง เอาไว้เป็น สัญลักษณ์ หากต่อมา
เมื่อเกิด ไฟไหม้ ใหญ่ ฟางข้าวซึ่งเป็น เครื่องหมายได้ถูกเผา มอดไหม้ไป ชนชาวอาข่า
จึงไม่มี ดินแดน เป็นของตนเองเหมือนกับชาวไทย ชาวจีน พม่า ได้แต่อพยพเร่ร่อน
ไปตามป่า ตามภูเขา ปีแล้วปีเล่า


วิถีชีวิตของชาวอาข่าผูกพันอยู่กับธรรมชาติ สังเกตได้จากการนับวันตามจันทรคติ
ความเชื่อ ใน การบูชารุกขเทวดาที่สิงสถิตอยู่ตามต้นไม้ ก้อนหิน สายน้ำ ภูเขา
และท้องฟ้า การประกอบ พิธีกรรมเพื่อแสดงความเคารพเทพยดาในแต่ละฤดูกาล เริ่มตั้งแต่พิธีเล่นลูกข่าง
ในฤดูแล้งที่ แสดง ให้รู้ว่าปีเก่า ได้ผ่านพ้นไปแล้วปีใหม่ กำลัง คืบคลานเข้ามา
พิธีบูชา เทพยดา ที่มีหน้าที่ คุ้มครอง หมู่บ้าน ให้อยู่เย็น เป็นสุข ในเดือนสี่
(ประมาณเดือนมีนาคมของทุกปี)


ชาวเขาเผ่าอาข่า เชื่อในการอยู่ร่วมกันเป็นกลุ่มว่า จะสามารถทำให้พวกเขา อยู่รอด
ได้ ในอดีตเราแทบจะไม่เคยเห็นชาวอาข่าอยู่แยกกลุ่ม หรือแยกตัว ไปอยู่อย่าง โดดเดี่ยว
ในป่า หรือในไร่ข้าวเลย อย่างน้อยที่สุดก็ต้องอยู่รวมกลุ่มกันประมาณ 20 ครัวเรือน
และมาก ที่สุดคือ 50 ครัวเรือน เมื่อคนอยู่รวมกันเป็นกลุ่ม กฎเกณฑ์จึง เป็นสิ่ง
จำเป็น มีข้อห้ามทาง ประเพณี หลาย อย่าง ที่คนในเผ่า ต้องปฏิบัติ ตามอย่าง เคร่งครัด
ส่วนหนึ่งเป็นกฎเกณฑ์ที่สืบทอดกันมาแต่บรรพบุรุษ และอีกส่วน หนึ่งเป็น กฎแห่งการอยู่รอดเนื่องมาจากข้อจำกัดทางธรรมชาติ
เพราะชุมชนอาข่า ในอดีต ตั้งบ้านเรือนอยู่กลางป่า ซึ่งอาจจะมีเหตุที่ไม่คาดคิดอยู่เกิดขึ้นได้เสมอ
ทั้งอันตราย จากสัตว์ป่า อันตรายจากโจรผู้ร้าย อันตรายจากกอง กำลังติดอาวุธ ที่ผ่านเข้าออก
ในหมู่บ้าน ดังนั้น....




หน้าที่ 3 - ประเพณีอีก้อ
เจ้าของงานเขียน แก้ไขหน้านี้ ได้ที่นี่

การประกอบกิจกรรมของชุมชนย่อมต้องกระทำโดยพร้อมเพรียงกัน ไม่ว่าจะเป็น การออก
ไปล่าสัตว์ หรือแม้กระทั่งการหยุดพักงานในไร่


ประเพณีที่สะท้อนให้เห็นภาพได้อย่างชัดเจนว่า เป็นวิถีชีวิตที่ผูกพัน อยู่กับ
ธรรมชาติ จริงๆ ก็คือ การคัดพันธุ์หมูพื้นเมือง โดยทั่วไปหมูพื้นเมือง หรือที่ทาง
อีสาน เรียกว่า หมูกระโดน ซึ่งเป็นพันธุ์ที่มักจะมีลูกได้ถึงคอกละไม่ต่ำกว่า 7
ตัว แม่หมูบางตัว สามารถ ให้ลูก ได้มากที่สุดถึง 15 ตัว ตามประเพณีกำหนดเอาไว้ว่า
ถ้าแม่หมู ตัวใดมีลูกต่ำกว่า 3 ตัว จะต้องถูกฆ่า พร้อมกัน ทั้งแม่ทั้งลูก ที่ลานฆ่า
สัตว์ ของ หมู่บ้าน อันเป็น สถานที่ สำคัญ ทางประเพณี ในวันนั้นจะเป็นวันที่เรียกว่า
"วันกรรม" ทุกคนในหมู่บ้านจะ "อยู่กรรม" โดยการหยุดพักงาน ในไร่แต่จะ ทำงาน อื่นแทน
เช่น เลี้ยงสัตว์ เย็บปัก ถักร้อย จักสาน เก็บใบเมี่ยงใบพลู หลังจากนั้น ชาวบ้าน
ก็จะไปร่วมกันทำอาหารกิน อย่าง เอร็ดอร่อยที่ลานฆ่าสัตว์ของหมู่บ้าน ยกเว้นครอบครัว
เจ้าของหมูและกลุ่ม ที่มี นามสกุล เดียวกัน ทำให้มีนักวิจัยบางกลุ่ม เชื่อกันว่า
การฆ่าสัตว์ใน ลักษณะ นี้เป็น การช่วย กระจาย ทรัพยากร ทางการบริโภค ให้แก่คนอื่นๆ
ในหมู่บ้าน โดยทั่วถึง ในขณะ เดียวกัน ก็นับได้ว่า เป็นการคัดเลือก พันธุ์สัตว์เลี้ยงตามธรรมชาติ



เยาวชนหนุ่มสาวอายุระหว่าง 13 - 22 ปี จัดได้ว่าเป็นแรงงานสำคัญในการทำงานเกษตร
คนกลุ่มนี้จะไปทำงานในไร่นาทุกวันตั้งแต่เช้าจรดค่ำในไร่ของตนเอง และแลกเปลี่ยน
แรงงาน กับเพื่อนบ้านที่เรียกว่า "เอามื้อ" ซึ่งเป็นทางหนึ่ง ให้หนุ่มสาวมีโอกาสพบปะ
พูดคุยกัน นอกเหนือจาก การไปเยี่ยมเยียน ตามบ้าน ในเวลากลางคืน



จากบทความของคณะมนุษยศาสตร์
มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ได้พูดถึงประเพณีที่สำคัญของชาวอาข่าไว้ดังนี้


ประเพณีติวตา


ติวตา เป็นประเพณีกำหนดให้ หนุ่มสาวอีก้อ ที่เพิ่งแตกเนื้อหนุ่มสาว
ต้องผ่าน พิธีกรรม เกี่ยวกับเพศเสียก่อน  เด็กหนุ่มจะเข้าพิธี คะจีมิดะ 
โดยมีครูผู้สอนเป็นหญิงวัยกลางคน ที่ยังไม่แต่งงาน  ส่วนเด็กสาวย่างเข้า 14-15 
ปี จะเข้าพิธี คะจีระดะ ซึ่งเป็น พิธีเสีย พรหมจารี ให้กับชายกลางคนที่ยังโสด
เรียกว่า ปู่จี โดยจะสอนให้เรียนรู้เพียงคืน เดียว ถ้าอีก้อสาวใด เกิดตั้งท้อง
หลังจากเข้าพิธีนี้แล้ว ถือว่าเด็กที่เกิดมาเป็นลูกเทวดา


ประเพณีแต่งงาน


หนุ่มสาวจะพบปะ และเกี้ยวพาราสีโดยเสรี การได้เสียก่อนไม่ถือเป็นเรื่องเสียหาย 
แต่ต้องไม่กระทำภายในบ้าน เมื่อหนุ่มสาวรักใคร่กัน ฝ่ายชาย จะส่งญาติผู้ใหญ่ หรือ
เถ้าแก่ ไปสู่ขอ  มีการฆ่าหมูและนำสุรามาเลี้ยง   การตกลงเรื่องสินสอด
เป็นไป ตาม ฐานะ ทั้งสองฝ่าย  สินสอด ถือว่าเป็นการเสียผี พิธีแต่งงานจัดที่บ้านฝ่ายชาย
เจ้าสาว แต่งขาวตลอด ส่วนเจ้าบ่าวแต่งตัว ในชุดธรรมดาที่เคยใช้อยู่ พิธีแต่งงานใช้เวลา
3 วัน ติดต่อกัน


ประเพณีการเกิด


ลูกที่เป็นสมาชิกใหม่ของอีก้อทุกคู่  จะได้รับการดูแลเอาใจใส่
จากหมอผีประจำหมู่บ้าน เพื่อป้องกันผีป่ามาทำร้าย ถ้าคลอดบุตรเป็นฝาแฝด จะถูกหมอผีฆ่าทิ้ง
โดยนำขี้เถ้า อุด ปากจนตาย ส่วนพ่อแม่ทารก จะถูกขับออกจากหมู่บ้าน จนครบหนึ่งปีเต็ม


จากที่กล่าวถึงประเพณีติวตานั้น จะเห็นได้ว่า พิธี คะจีมิดะ นั้น
ครูผู้สอนเป็นหญิงวัย กลางคน ซึ่งแตกต่างไปจากเพลงกล่าวเอาไว้ว่า มิดะนั้นเป็นสาวรุ่นที่มีความงาม
แต่สิ่ง หนึ่งที่อดคิดไม่ได้คือ ในเมื่อพิธีปูจี นั้น คือการสอนให้สาวอีก้อรู้จักกามวิธี
แล้ว วิธีใด กันแน่ ที่จะนำมาใช้ในการคัดเลือกมิดะ แล้วมิดะนั้น ไม่ต้องผ่านพิธีปูจี
หรือ และหากว่า มิดะนั้นเป็นหญิงสาวที่ไม่ผ่านการแต่งงาน ไฉนจึงสามารถสอนหนุ่มอีก้อนั้นได้
ด้วยเหตุ นี้ จึงคิดว่า มิดะนั้น น่าจะผ่านพิธีปูจี หากแต่ ไม่ผ่านพิธีการแต่งงาน
เพราะการที่ไม่แต่ง งาน ไม่ได้หมายความว่า จะเป็นสาวที่ยังไม่เสียพรมจรรย์ นี่เป็นเพียงการตีความ
เท่านั้น จึงไม่อาจบอกได้ว่า ความเข้าใจดังกล่าวนั้นถูกต้องหรือไม่ หากมีโอกาส
ก็คงได้ศึกษา เพิ่มเติม


ลานสาวกอดในอดีตที่ไม่นานนักนั้นเล่ามีลักษณะเป็นเช่นไร



หน้าที่ 4 - ลานสาวกอด
เจ้าของงานเขียน แก้ไขหน้านี้ ได้ที่นี่

ลานสาวกอดในชุมชนอาข่า
ลานสาวกอด หรือในภาษาอาข่าเรียกว่า "แดห่อง" เป็น สถานที่ สำคัญ ทางประเพณีของหมู่บ้าน
ชาวอาข่าถือว่า ที่บริเวณ ลานสาวกอด นี้มี บรรพบุรุษ ดูแลรักษาอยู่ และจะต้องประกอบพิธีกรรมบวงสรวงให้แก่บรรพบุรุษปีละ
1 ครั้ง โดยผู้อาวุโสฝ่ายหญิงชายและผู้นำทางประเพณีจะเป็นผู้ประกอบพิธีกรรมนั้น
ลานสาวกอด จะตั้งอยู่บริเวณทิศใต้ของ "ชิงช้าประเพณี" ประจำหมู่บ้าน ชาวเขาหนุ่ม
สาวและ "ผู้รู้" จะต้องมาร่วมร้องเพลง เต้นรำที่ลานแห่งนี้ในยามค่ำคืน อย่างน้อยที่สุด
เดือนละ 2 ครั้ง โดยเชื่อว่าเพื่อเป็นการให้ชีวิตแก่ "แดห่อง" แต่แท้จริงแล้ว เหตุผล
เบื้อง หลังความเชื่อนั้น คือ การสร้างความสัมพันธ์ระหว่างคนในชุมชนโดยเฉพาะคนหนุ่มสาว
ไม่ว่าใครจะมีเรื่องขัดแย้งกับใคร แต่เมื่อมา ถึงลานสาวกอดแล้ว ทุกคนต้องทำตาม
บทบาท หน้าที่ของตนให้ดีที่สุด ด้วยการร้องเพลงและสนุกสนาน.....


ความสำคัญอีกประการหนึ่งของลานสาวกอดที่มีต่อชาวอาข่า คือ การถ่ายทอด วัฒนธรรม
ประเพณีวิถีชีวิตที่สืบทอดต่อกันมาตั้งแต่บรรพบุรุษผ่านเสียงเพลง ในค่ำคืน ยามฟ้าโปร่ง
เสียงเพลง ที่เอื้อนเป็นทำนอง จะดังก้องไปทั่งทั้งหุบเขา โดยมี "ผู้รู้" เป็นผู้นำในการร้องเพลง
เนื้อหาของเพลง จะบรรยาย ภาพชีวิต ของผู้คนใน แต่ละ ช่วงว่ากำลังทำอะไร หากเป็นช่วงเดือนพฤษภาคม
ซึ่งเป็น เดือนของการ ลำเลียง ข้าวจากยุ้งฉางไปปลูกยังไร่นา และมีขั้นตอน การปลูก
อย่างไร หากเป็น เดือนพฤศจิกายน เนื้อเพลิงจะเกี่ยว ข้องกับการเก็บเกี่ยว อยู่เต็มไร่
อากาศที่เริ่ม หนาวเย็น ใบของต้นนางพญาเสือโคร่งที่ร่วงจากต้น เตรียมออกดอกสีชมพู
บทเพลง เหล่านี้จะสอนให้คนหนุ่มสาว เด็กๆ ที่มาอยู่ รวมกัน รู้ว่าภาระ ในแต่ละ
เดือน แตก ต่าง กันอย่างไรบ้าง และพวกเขา จะช่วย กัน ได้อย่างไร


คนกลุ่มหลักที่จะมายังลานสาวกอดคือ คนหนุ่มสาวอายุระหว่าง 13 - 22 ปี ซึ่ง ต้องการมาพบปะสังสรรค์กัน
โดยทั่วไปแล้ว การนัดหมาย ที่จะมายัง ลานสาวกอด นั้น จะกระทำโดยคนหนุ่ม ซึ่งจะไปตามบ้านต่างๆ
พร้อมกับชี้แจง วัตถุประสงค์และเวลา บางครั้งอาจต้องเสนอเงื่อนไขเพื่อให้สาวๆ ได้มาร่วม
ที่ลานสาวกอดในค่ำคืนนั้น



"ผู้รู้" คือคนที่มีความรู้ในด้านการ้องเพลงตามประเพณีของอาข่า ซึ่งจะได้รับ การ
เชื้อเชิญให้มาที่ลานสาวกอดเป็นครั้งคราว ในหมู่บ้านอาจมีผู้รู้ได้มากถึง 20 คน
หรือมากกว่านั้น ผู้รู้จะทำหน้าที่เป็นผู้นำการร้องเพลงให้แก่หนุ่มสาว ซึ่งต้นเสียง
นำร้องเพลงที่ลานสาวกอดนั้นส่วนมากมักจะเป็นผู้ชาย คนอื่นๆ ที่สามารถ มายัง ลานสาวกอดได้
คือ กลุ่มพ่อบ้านและเด็กชายหญิง ส่วนหญิง ที่แต่งงานมีสามีแล้ว และหญิงหม้าย ตามประเพณี
ไม่อนุญาต ให้มาเที่ยว ที่ลานสาวกอดในเวลาค่ำคืน แต่ถ้าหญิงเหล่านี้มาเป็นกลุ่มใหญ่
7 - 10 คน ขึ้นไป โดยที่ไม่มีผู้ชายมาด้วย ก็ สามารถ ยกเว้นได้


การร้องเพลงที่ลานสาวกอดจะเริ่มต้นโดยทุกๆ คนยืนล้อมเป็นวงกลมเล็กๆ ผู้หญิง ยืนอยู่วงในผู้ชายยืนอยู่วงนอก
แม้การเต้นรำจะจับมือ โอบไหล่ ก็ไม่ ถือว่าผิด ธรรมเนียม แต่อย่างใด ในขณะเดียวกันที่รอบๆ
เขาเหล่านั้น เด็ก ชายหญิง จำนวน หนึ่ง จะวิ่งเล่นกันอยู่ไปมา กลุ่มผู้อาวุโส และพวกพ่อบ้าน
อาจจะนั่งยองๆ คุยกันถึง เรื่องราว ต่างๆ ที่ผ่านมาในชีวิต หรือสอน เหล่านักร้อง
ให้ร้องเพลง ได้อย่างถูกต้อง อีกชั้นหนึ่งหากมีบางวรรคตอนผิดพลาดไป


เมื่อการร้องเพลิงสิ้นสุดลง ซึ่งคงจะเป็นตี 1 หรือ ตี 2 แต่ก็มีบางครั้ง ที่ยืน
ร้องเพลงกัน จนกระทั่งถึงตี 4 คู่หนุ่มสาวที่มีความพึงพอใจรักใคร่ชอบพอกัน อาจพากันไป
หาเวลาส่วนตัว อย่างเงียบๆ ในมุมมืด มุมใดมุมหนึ่งของหมู่บ้าน จนกระทั่งฟ้าสาง
ส่วนใครที่ไม่มีคู่ ก็แยกย้าย กันกลับบ้าน และตอนนั้น ลานสาวกอด ก็จะกลับคืนสู่ความเงียบสงบอีกครั้ง....



 




หน้าที่ 5 - วันนี้ของชาวอาข่า
เจ้าของงานเขียน แก้ไขหน้านี้ ได้ที่นี่

วันนี้ของชุมชนอาข่า คนหนุ่มสาวเข้าไปทำงานในเมืองกันมากขึ้น ดูจะเป็นสถานการณ์
ร่วมกัน ของชุมชนในชนบทหลายๆ แห่งของประเทศ ไม่เฉพาะแต่ ในชุมชน ชาวเขา เท่านั้น
เพราะบางคน ต้องการที่จะเรียนรู้ ในสิ่งที่แปลกใหม ่บางคนก็ต้องการ เพียงเงิน สำหรับช่วยเหลือพี่ๆ
น้องๆ และ ครอบครัว ซึ่งกลุ่มคนเหล่านี้ มีส่วนสำคัญ อย่างยิ่ง ที่ทำให้ ความมีชีวิตชีวา
ของลานสาวกอด ใน หมู่บ้าน เงียบเหงา ลงไปถนัดใจ หมู่บ้าน อาข่าแห่งหนึ่งบนดอยแม่สลอง
ชาวบ้านไม่เคย ได้ยินเสียง เพลงในยาม ค่ำคืนจาก ลานสาวกอด มานานกว่า 12 เดือนแล้ว


บริการทางการศึกษาที่ป้อนให้ชุมชนอย่างไม่ละเอียดรอบคอบและใช้หลักสูตรจากส่วนกลาง
ทำให้ความสำคัญของการถ่ายทอดวัฒนธรรมประเพณีในระหว่างการร้องเพลง ที่ ลานสาวกอด
น้อยลงเนื่องจาเน้นหนักความสำคัญไปที่การเรียนรู้ภาษา วัฒนธรรม ประเพณีไทย ภาคกลาง
ซึ่งไม่สอดคล้อง กับภูมิปัญญาท้องถิ่น วัฒนธรรมประเพณี ดั้งเดิม จะเข้มแข็งขึ้นมาก
หาก ผู้รับผิดชอบ การจัดการศึกษา ในชุมชนชาวเขา เห็นความสำคัญของท้องถิ่น และพร้อม
จะเป็น ผู้นำกลุ่ม เยาวชนหนุ่มสาว ในการศึกษา เรียนร ู้อย่างแท้จริง


การขยายบริการไฟฟ้าจากชุมชนใหญ่เข้าสู่หมู่บ้าน ประเด็นนี้อาจจะไม่เกี่ยวข้องโดยตรง
แต่เมื่อ พิจารณาอย่างรอบคอบแล้วจะเห็นว่าเป็นส่วน สำคัญอีกประการ หนึ่งที่ทำให้
ลานสาวกอด ร้างราผู้คน ในเวลากลางคืน ที่ทุกคนได้กลับจากไร่นา กลายเป็นช่วง เวลา
ที่ไม่เงียบเหงาอีกต่อไป เพราะมีรายการโทรทัศน์ หลายรายการที่น่าสนใจ ติดตาม และให้ข้อมูล
ข่าวสารที่ทันต่อความเจริญก้าวหน้า ของโลกได้มากกว่า การยืนล้อม เป็นวงกลม ร้องเพลง
ที่ไม่มีวันจบ และดูเหมือนว่า จะมีรายละเอียดของประเพณี มากมายเหลือเกิน ลานสาวกอด
(แดห่อง) ในวันนี้กำลังเลือนหาย ไปจากความทรงจำ ของคนรุ่นใหม่ หมู่บ้านชาวเขาเผ่าอาข่า
ในยามค่ำคืนที่ท้องฟ้า โปร่งใส ดวงดาวกระจาย อยู่เต็มฟากฟ้า ไม่เงียบเหงา อีกต่อไปเพราะเสียงเพลงแร็พ
ร็อค และสามช่า กำลังดัง ก้อง ไปทั่ว ทั้งหุบเขา และนั่นหรือคือทางที่เราได้เลือกแล้ว
?



*หมายเหตุ งานเขียนชิ้นนี้ ได้รับการคุ้มครองสิทธิตามพระราชบัญญัติคุ้มครองสิทธิทางปัญญา โดยลิขสิทธิเป็นของผู้เขียน ที่ให้เกียรตินำเผยแพร่ผ่าน วิชาการ.คอม เรามีความยินดีและอนุญาตให้ทำซ้ำหรือเผยแพร่ต่อเพื่อประโยชน์ทางการศึกษาเท่านั้น กรุณาให้เกียรติผู้เขียน โดยอ้างชื่อผู้เขียนและแหล่งข้อมูลทุกครั้งที่ทำการเผยแพร่ต่อ ห้ามนำส่วนหนึ่งส่วนใดไปเผยแพร่ต่อในสื่อที่เอื้อประโยชน์ทางธุรกิจก่อนได้รับอนุญาต ขอขอบคุณที่ร่วมกันช่วยสร้างให้สังคมไทยเป็นสังคมแห่งปัญญา
Creative Commons License
สงวนสิทธิ์ภายใต้สัญญาอนุญาต ครีเอทีฟคอมมอนส์ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง 3.0 ประเทศไทย.
ท่านสามารถนำเนื้อหาในส่วนบทความไปใช้ แสดง เผยแพร่ โดยต้องอ้างอิงที่มา ห้ามใช้เพื่อการค้าและห้ามดัดแปลง




vmaster
(vmaster)

ผู้ชมข้อมูลนี้แล้ว 83,584 ครั้ง
เป็นสมาชิก: นานกว่า 9 ปี
แบ่งปันความรู้ 38 ครั้ง
ได้รับดาว 429 ดวง

โหวตเพิ่มดาว

 



ขอบคุณผู้สนับสนุน


Google  
องค์ความรู้ เว็บเพื่อนบ้าน
  • thaigoodview
  • scimath
  • ฟิสิกส์ราชมงคล
  • โรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์
  • ติดต่อเรา ข้อมูลทั่วไป
  • ติดต่อลงโฆษณา
  • ร่วมงานกับเรา
  • ติดต่อสำนักงานวิชาการ
  • หน้าแรกวิชาการดอทคอม
  • วิชาการดอทคอมคือใคร
  • กฎ กติกา มารยาท
  • ผู้สนับสนุน คลิีกดูสถิติ
    อีเมล : smile@vcharkarn.com
    โทรศัพท์ : 02-5820595
    Creative Commons License สงวนสิทธิ์บางประการภายใต้สัญญาอนุญาต ครีเอทีฟคอมมอนส์ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง 3.0 ประเทศไทย.
    ท่านสามารถนำเนื้อหาในส่วนบทความไปใช้ แสดง เผยแพร่ โดยต้องอ้างอิงที่มา ห้ามใช้เพื่อการค้าและห้ามดัดแปลง
    Page generated in22.2387 seconds !