คุณยังไม่ได้ Log in | สมัครสมาชิก ฟรี
กลับหน้าแรก วิชาการ.คอม
<script language="JavaScript" src="http://www.vcharkarn.com/javafeed/article/213" type="text/javascript"></script>
ประวัติวีรบุรุษไซร้ เตือนใจ เรานา
นอกจากอนุสาวรีย์วีรบุรุษบางระจันที่เรารู้จักกันดี ถ้ามีโอกาสไปเที่ยวจังหวัดแพร่ ลองแวะไปเยี่ยมชมอนุสาวรีย์ของพระยาไชยบูรณ์ (ทองอยู่ สุวรรณบาตร) ดูบ้างนะคะ ท่านเป็นวีรบุรุษและเป็นขุนนางไทยใจเด็ดคนหนึ่งในประวัติศาสตร์...
ผู้เขียน: เทาชมพู ชมแล้ว: 7,153 ครั้ง
post ครั้งแรก: Wed 15 September 2004, 3:09 pm ปรับปรุงล่าสุด: Wed 15 September 2004, 3:09 pm
อยู่ในส่วน: ประวัติศาสตร์

หน้าที่ 1 - ประวัติวีรบุรุษไซร้ เตือนใจ เรานา
เจ้าของงานเขียน แ้ก้ไขหน้านี้ ได้ที่นี่

นอกจากอนุสาวรีย์วีรบุรุษบางระจันที่เรารู้จักกันดี ถ้ามีโอกาสไปเที่ยวจังหวัดแพร่ ลองแวะไปเยี่ยมชมอนุสาวรีย์ของพระยาไชยบูรณ์ (ทองอยู่ สุวรรณบาตร) ดูบ้างนะคะ ท่านเป็นวีรบุรุษและเป็นขุนนางไทยใจเด็ดคนหนึ่งในประวัติศาสตร์ เรื่องราวของท่านมีสีสันไม่แพ้วีรกรรมเรื่องใดๆ


พระยาไชยบูรณ์เป็นข้าหลวงคนแรกของจังหวัดแพร่ กระทรวงมหาดไทยส่งตัวไปเป็นเจ้าเมืองในสมัยรัชกาลที่ ๕ เพื่อปกครองตามระเบียบการปกครองแผนใหม่ แทนที่จะให้เป็นหน้าที่ของเจ้าผู้ครองนครอย่างแต่ดั้งเดิม


พระยาไชยบูรณ์รับราชการอยู่ที่แพร่มาจนถึง พ.ศ. ๒๔๔๕ ก็มีเรื่องวุ่นวายเกิดขึ้นที่เมืองเชียงตุง ซึ่งอยู่ในถิ่นของพวกไทยใหญ่ ซึ่งไทยเรียกว่า "เงี้ยว" หรือ "ต้องสู้" หรือ "ต่องสู" สาเหตุมาจากเงี้ยวชื่อ พกาหม่อง ล่อลวงเงินจากเจ้าหญิงแว่นทิพย์แห่งราชวงศ์เชียงตุงไปเป็นเงินไทยประมาณ ๔๐๐๐ บาท ทางเมืองก็ออกคำสั่งจับ พกาหม่องจึงหลบหนีเข้าเขตสยามมาอาศัยอยู่ที่เมืองแพร่


เมื่อมาอยู่ที่นี่ พกาหม่องนอกจากไม่ทิ้งนิสัยเดิม ยังคิดกำเริบจะปล้นเงินภาษีอาการที่เก็บไว้บนศาลากลาง พอได้จังหวะเหมาะในเช้ามืดวันที่ ๒๕ กรกฎาคม ๒๕๔๕ ก็นำลูกสมุนเข้าจู่โจมสถานีตำรวจแบบสายฟ้าแลบ ตำรวจไม่ทันรู้ตัวก็พ่ายแพ้ถูกยึดสถานที่และอาวุธไปหมด ต่อจากนั้นก็ปล้นเมืองเอาดื้อๆ ยึดที่ทำการไปรษณีย์โทรเลขเพื่อตัดการสื่อสารกับกรุงเทพฯและเมืองใกล้เคียง ยึดคุ้มเจ้าหลวงเมืองแพร่ ยึดบ้านพระยาไชยบูรณ์ข้าหลวงไทย ปล่อยนักโทษออกมาก่อจลาจลอลหม่านกันทั้งเมือง แล้วในที่สุดก็ยึดศาลากลาง ปล้นเงินไปได้ประมาณห้าหมื่นบาทซึ่งนับว่ามหาศาลในยุคนั้น


พระยาไชยบูรณ์ถูกจู่โจมไม่ทันรู้ตัวก็ตัดสินใจต่อสู้และตีฝ่าวงล้อมพวกเงี้ยว พาครอบครัวไปซุ่มซ่อนตัวอยู่นอกเมือง พกาหม่องยึดเมืองได้ก็ประกาศให้สินบนนำจับพระยาไชยบูรณ์ มีคนอยากได้สินบนจึงนำทางไปยังที่ที่พระยาไชยบูรณ์ซ่อนตัวอยู่ เกิดการปะทะกันขึ้นระหว่างฝ่ายเงี้ยวและไทย แต่ไทยกำลังน้อยกว่าก็พ่ายแพ้ พระยาไชยบูรณ์ถูกจับเป็นเชลย แต่คุณหญิงหนีไปได้


คุณหญิงไชยบูรณ์เป็นคนใจเด็ดเอาการ หลบหนีได้ก็เดินเท้าบุกป่าฝ่าดง เล็ดลอดสายตาพวกเงี้ยวไปได้จนถึงเมืองอุตรดิตถ์เพื่อขอความช่วยเหลือ ในที่สุดทางอุตรดิตถ์ก็โทรเลขแจ้งเหตุร้ายให้กรุงเทพทราบเรื่องได้สำเร็จ


พกาหม่องนำพระยาไชยบูรณ์เดินทางกลับเมืองแพร่ ระหว่างทางก็สั่งว่าเมื่อกลับไปถึง ให้ประชุมข้าราชการและชาวเมืองเพื่อทำพิธียกเมืองให้พกาหม่องครอบครอง แต่พระยาไชยบูรณ์ยืนกรานไม่ยอมทำตามให้เสียเกียรติยศและหน้าที่ ในฐานะข้าหลวงต่างพระเนตรพระกรรณ แม้จะถูกทรมานด้วยการแล่เนื้อออกทีละชิ้นจนเลือดท่วมกายก็ยังไม่ยอมอยู่นั่นเอง ในวาระสุดท้ายเมื่อพกาหม่องยื่นคำขาดว่าให้เลือกเอาระหว่างทำตามเพื่อจะรอดตาย หรือไม่ก็ต้องตาย ท่านก็ยืนยันคำเดิมว่าจะขอรักษาหน้าที่ข้าหลวงซึ่งเป็นผู้แทนในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวยิ่งกว่าชีวิต พกาหม่องบันดาลโทสะก็สั่งลูกน้องฟันคอพระยาไชยบูรณ์ขาดก่อนเข้าเมือง


เมื่อเข้าเมือง พกาหม่องก็ตั้งตัวเป็นเจ้าเมือง แล้วเริ่มแผ่ขยายอำนาจด้วยการสั่งลูกน้อง ชื่อสลาโปชัยคุมทัพกำลังไปดักทัพไทยที่จะยกมาทำศึก ณ ช่องแคบเขาพลึง ระหว่างเขตเมืองแพร่และอุตรดิตถ์ ส่วนตัวพกาหม่องเองคุมทัพยกไปตีลำปาง


เหตุการณ์ไม่ได้ง่ายดายอย่างที่พกาหม่องคิด เพราะทางลำปางต่อสู้อย่างดุเดือดจนยึดเมืองไม่ได้ ส่วนทัพทางกรุงเทพ ในตอนนั้นไทยมีบุคคลสำคัญที่มีฝีมือ คือจอมพลเจ้าพระยาสุรศักดิ์มนตรี(เจิม แสงชูโต)เป็นแม่ทัพยกขึ้นไปปราบจลาจล ก็ประสบชัยชนะอย่างงดงามที่ช่องแคบเขาพลึง ตีทัพเงี้ยวแตกไปได้ และเข้าเมืองแพร่ยึดเมืองคืนมาได้ ส่วนทางลำปางก็เอาชนะพวกเงี้ยวได้สำเร็จ พกาหม่องถูกยิงตายในที่รบ


พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงโปรดเกล้าฯเลื่อนบรรดาศักดิ์พระยาไชยบูรณ์เป็น พระยาราชฤทธานนท์พหลพลภักดี ส่วนคุณหญิงเยื้อน ก็ได้รับพระราชทานบำนาญตลอดชีวิต สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ เสนาบดีกระทรวงมหาดไทย ได้สร้างอนุสาวรีย์ไว้ตรงที่ท่านถูกตัดศีรษะ เพื่อเป็นที่ระลึกถึงความกล้าหาญ และความรักเกียรติยศหน้าที่ยิ่งชีวิต


Henry Wordsworth Longfellow กวีชาวอเมริกัน แต่งโคลงไว้บทหนึ่งว่า





Lives of great men all remind us


We can make our lives sublime.


And departing leave behind us


Footprints on the sand of time.



พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงนำมาแปลเป็นโคงมหาวิชชุมาลีว่า





ประวัติวีรบุรุษไซร้  เตือนใจ เรานา 


ว่าอาจจะยังชนม์ เลิศได้


และยามจะบรรลัย ทิ้งซึ่ง


รอยบาทเหยียบแน่นไว้ แทบพื้นทรายสมัย




หน้าถัดไป (หน้า 2) >>>
*หมายเหตุ งานเขียนชิ้นนี้ ได้รับการคุ้มครองสิทธิตามพระราชบัญญัติคุ้มครองสิทธิทางปัญญา โดยลิขสิทธิเป็นของผู้เขียน ที่ให้เกียรตินำเผยแพร่ผ่าน วิชาการ.คอม เรามีความยินดีและอนุญาตให้ทำซ้ำหรือเผยแพร่ต่อเพื่อประโยชน์ทางการศึกษาเท่านั้น กรุณาให้เกียรติผู้เขียน โดยอ้างชื่อผู้เขียนและ วิชาการ.คอม (www.vcharkarn.com) ทุกครั้งที่ทำการเผยแพร่ต่อ ห้ามนำส่วนหนึ่งส่วนใดไปเผยแพร่ต่อในสื่อที่เอื้อประโยชน์ทางธุรกิจก่อนได้รับอนุญาต ขอขอบคุณที่ร่วมกันช่วยสร้างให้สังคมไทยเป็นสังคมแห่งปัญญา



ยังไม่มีความเห็นเพิ่มเติม

กรุณา login เพื่อ comment งานเขียนนี้

???? สมัครสมาชิก ฟรี ตลอดชีพ


เทาชมพู
(เทาชมพู)

ผู้ชมข้อมูลนี้แล้ว 12,581 ครั้ง
เป็นสมาชิก: นานกว่า 7 ปี
แบ่งปันความรู้ 5,218 ครั้ง
ได้รับดาว 178 ดวง

โหวตเพิ่มดาว


บทความอื่น

ประวัติวีรบุรุษไซร้ เตือนใจ เรานา [7,154]
?????? 0 ?????? ?? ??????????????????

บทความแนะนำ

การเกิด สึนามิ [537,326]
GMO พันธุวิศวกรรมศาสตร์ นางฟ้า หรือ ซาตาน [398,275]

Blog แนะนำ

วิชาการ.คอม ขอแนะนำงานเขียนชิ้นนี้ นำชัย ชวนคิด ฝัน และสรรค์สร้างสังคมไทย ด้วยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และธรรม [417,474]
Global Warming { English } [159,884]

Hot Links

คลังข้อสอบ | ข่าววิชาการ
เล่นกล/เกม | อ่านนิยาย
ข่าวทุนการศึกษา | ลิงค์

ขอบคุณผู้สนับสนุน

Google
 
ติดต่อลงโฆษณา :   คุณอันนา 081 4965363
สำนักงาน :   02 2015735
อีเมล์ :   
Copyright© 2000-2007, Vcharkarn.Com. All rights reserved.
คลิ๊กเพื่อดูสถิติ
รับรองและสนับสนุนโดย

สสวท.

มูลนิธิ พสวท.

พสวท.