 |
<script language="JavaScript" src="http://www.vcharkarn.com/javafeed/article/215" type="text/javascript"></script> |
|
|
เจ้าจอม ม.ร.ว. สดับ (ลดาวัลย์)ในรัชกาลที่ ๕
เคยเล่าถึง เจ้าจอม ม.ร.ว.สดับ เอาไว้ย่อๆในเรื่อง "นางร้องไห้" ในเรื่องนี้จะขยายรายละเอียดมาสู่กันฟังค่ะ...
ผู้เขียน: เทาชมพู ชมแล้ว: 15,479 ครั้ง
post ครั้งแรก: Wed 15 September 2004, 3:48 pm ปรับปรุงล่าสุด: Wed 15 September 2004, 3:48 pm
|
หน้าที่ 1 - เจ้าจอม ม.ร.ว. สดับ (ลดาวัลย์)ในรัชกาลที่ ๕
เคยเล่าถึง เจ้าจอม ม.ร.ว.สดับ เอาไว้ย่อๆในเรื่อง "นางร้องไห้" ในเรื่องนี้จะขยายรายละเอียดมาสู่กันฟังค่ะ ม.ร.ว.สดับเป็นบุตรีหม่อมเจ้าเพิ่ม ในพระองค์เจ้าลดาวัลย์ กรมหมื่นภูมินทรภักดี พระราชโอรสในรัชกาลที่ ๓ เมื่อเยาว์วัยท่านเข้ามาอยู่ในตำหนักสมเด็จพระวิมาดาฯ พระอัครชายาเธอในรัชกาลที่ ๕ ทั้งในฐานะข้าหลวงและในฐานะหลานของสมเด็จพระวิมาดาฯ
นอกจากเป็นหญิงสาวสวย ม.ร.ว. สดับยังมีน้ำเสียงไพเราะ เรียกว่า "แก้วเสียงเป็นเอก" ในการขับร้อง เมื่อได้เลื่อนขึ้นเป็นเจ้าจอม ก็ปรากฏว่าเป็นที่โปรดปรานยิ่ง เมื่อครั้งจะเสด็จประพาสยุโรปถึงกับมีพระราชดำริให้เจ้าจอมสดับตามเสด็จไปด้วย ในฐานะผู้ติดตามพระเจ้าลูกเธอสมเด็จเจ้าฟ้านิภานภดล กรมขุนอู่ทองเขตขัตติยนารี ถึงกับทรงสอนภาษาอังกฤษพระราชทานให้ทุกค่ำก่อนเสวยพระกระยาหาร
อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้ก็สะดุดเข้ากับอุปสรรคจนได้ มีเสียงคัดค้านไม่เห็นสมควร ในเมื่อผู้คัดค้านเป็นคนสำคัญ ในที่สุดกรมขุนอู่ทองฯจึงมิได้ตามเสด็จ และเจ้าจอมสดับก็มิได้เดินทางไปอย่างที่คาดหวังไว้ ทำให้ท่านเศร้าโศกเสียใจมาก แต่พระเจ้าอยู่หัวก็มิได้ทรงเพิกเฉย เมื่อเสด็จออกนอกอ่าวไทยจนไปถึงในหลายๆประเทศ ก็ทรงมีพระราชนิพนธ์กลอนด้วยลายพระหัตถ์ รำพึงถึงความในพระราชหฤทัยมาถึงเจ้าจอมสดับเป็นประจำทุกสัปดาห์จนกระทั่งเสด็จกลับ และโปรดเกล้าฯให้คิดทำนองเพลงประกอบสำหรับขับร้องถวายอีกด้วย
ในจำนวนกลอนพระราชนิพนธ์ มีบทหนึ่งที่ต่อมาวงดนตรีสุนทราภรณ์ นำไปดัดแปลงเป็นเพลงไทยสากลในชั้นหลัง
คืนนั้นฉันฝันไปว่าชมสวน หอมลำดวนดอกแย้มแซมไสว
เขาโน้มกิ่งชิงเก็บกำเริบใจ มีงูใหญ่เลื้อยกระหวัดรัดข้อมือ
ฉันดิ้นร้องก้องหูจนรู้สึก วานช่วยนึกทำนายร้ายอยู่หรือ
ไม่ร้ายลองต้องวุ่นดอกบุญลือ ฝันนี้คือจะได้คู่สู่สมเอย
เหตุการณ์ซึ่งเป็นที่จดจำกันต่อมาระหว่างพระเจ้าอยู่หัวและเจ้าจอมสดับ ก็คืองานวันเฉลิมพระที่นั่ง ทรงโปรดเกล้าฯให้มีละครเรื่อง "เงาะป่า" เจ้าจอมสดับมีหน้าที่นั่งร้องประจำโรงจนละครเลิกก็ได้ตามเสด็จขึ้นไปบนพระที่นั่ง ท่านได้รับพระราชทานของมีค่าอย่างหนึ่งซึ่งเป็นที่เลื่องลือกันต่อมา สิ่งนั้นคือกำไลทองเนื้อเก้าหรือเนื้อนพคุณ เป็นทองบริสุทธิ์ เนื้ออ่อนสามารถบิดได้ด้วยมือ ทรงสวมให้ที่ข้อมือเจ้าจอมสดับและบีบให้ชิดกันด้วยพระหัตถ์เอง รุ่งขึ้นจึงรับสั่งให้กรมหลวงสรรพศาสตร์ พาช่างทองเยอรมันชื่อนายแกรเลิตนำเครื่องมือมาบีบให้เรียบร้อย
กำไลทองแท้นั้นรูปร่างเป็นตะปูโบราณสองตัวกอดไขว้กันอยู่ ถ้ามองตรงๆเป็นอักษร S (มาจากชื่อย่อของเจ้าจอมสดับ) หากพลิกข้อมือเพียงเล็กน้อยมองอีกด้านหนึ่งจะกลับเป็นอักษร C (จุฬาลงกรณ์) สิ่งที่ทำให้กำไลทองวงนี้มีชื่อมากที่สุดในบรรดาเครื่องประดับสูงค่าของรัตนโกสินทร์ ไม่ใช่ราคาหรือการออกแบบ แต่เป็นตัวอักษรพระราชนิพนธ์จารึกไว้ที่ด้านบนของกำไล เป็นกลอนมีเนื้อความว่า
กำไลมาศชาตินพคุณแท้ ไม่ปรวนแปรเป็นอื่นย่อมยืนสี
เหมือนใจตรงคงคำร่ำพาที จะร้ายดีขอให้เห็นเป็นเสี่ยงทาย
ตาปูทองสองดอกตอกสลัก ตรึงความรักรัดไว้อย่าให้หาย
แม้รักร่วมสวมใส่ไว้ติดกาย เมื่อใดวายสวาสดิ์วอดจึงถอดเอย
ด้วยความเป็นที่โปรดปราน ได้รับพระราชทานเครื่องเพชรทองและของมีค่าต่างๆจำนวนมาก เจ้าจอมสดับก็ได้รับความกระทบกระเทือนใจจากอาการอิจฉาริษยาของเจ้าจอมอื่นๆ ทำให้ท่านคับแค้นใจจนถึงกับพยายามทำลายชีวิตด้วยการดื่มน้ำยาล้างรูป แต่ว่าแพทย์ประจำพระองค์ช่วยชีวิตไว้ทัน แต่เรื่องนี้ก็มิได้ทำให้ทรงลดถอยพระมหากรุณาธิคุณที่มีต่อเจ้าจอมสดับแต่อย่างใด
เจ้าจอม ม.ร.ว.สดับ
เมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จสวรรคต เจ้าจอมสดับมีอายุเพียง ๒๐-๒๑ ปี ยังเป็นสาวสวยสดงดงาม ซ้ำยังร่ำรวย ได้รับพระราชทานเครื่องเพชรมูลค่ามหาศาลจากยุโรปเป็นทุนไว้เลี้ยงชีพต่อไป ก็เป็นเหตุให้เกิดการนินทาว่าร้ายอีกตามเคยว่า ท่านคงจะเริ่มชีวิตคู่กับชายอื่นในอีกไม่นาน ประกอบกับครั้งหนึ่ง มีพระยาข้าราชบริพารหนุ่มในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ไปเยี่ยมเยียนด้วยกิจธุระธรรมดา ทำให้ข่าวเล่าลือนี้หนาหูมากขึ้น เจ้าจอมสดับได้รับความเดือดร้อนจากข่าวนี้มาก ก็เลยตัดสินใจนำเครื่องเพชรที่เป็น 'มรดก' ขึ้นถวายสมเด็จพระพันปีเสียให้รู้แล้วรู้รอด เพื่อจะได้ไม่ระคายเคืองถึงเบื้องพระยุคลบาทว่าท่านอาจจะนำทรัพย์สินพระราชทานตกไปเป็นของชายอื่น
เครื่องเพชรชุดนี้สมเด็จพระพันปีโปรดเกล้าฯให้จำหน่ายไปเพื่อนำเงินมาเป็นทุนสมทบสร้างโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ส่วนเจ้าจอมสดับก็ครองตัวอยู่ตามลำพัง รักษาชื่อเสียงไม่ให้ด่างพร้อยใดๆ อาศัยพระบารมีสมเด็จพระวิมาดาเธอฯอย่างเดิมจนพระวิมาดาฯสิ้นพระชนม์
เจ้าจอม ม.ร.ว. สดับมีอายุยาวนานจนชรา สละทางโลกเข้าบวชชี ติดขัดอยู่เรื่องเดียวคือกำไลทองพระราชทานซึ่งท่านไม่เคยถอดออกจากข้อมือเลย บัดนี้เกรงว่าจะไม่เหมาะที่จะสวมเครื่องประดับเมื่อบวช เมื่อเข้าเฝ้าพระเจ้าบรมวงศ์เธอพระองค์เจ้าอดิสัยสุริยาภา พระเจ้าลูกเธอในรัชกาลที่ ๕ เสด็จพระองค์หญิงก็รับสั่งตัดสินให้ว่า
" ไม่น่าจะถือเป็นเครื่องประดับ เพราะเป็นของเก่าได้รับพระราชทาน อันเป็นนิมิตที่ดียิ่ง ถ้าจะนับว่าเป็นตะกรุดก็ไม่ต่างกัน "
เจ้าจอมสดับจึง"สวมใส่ไว้ติดกาย" ดังคำกลอนพระราชทาน จนถึงแก่อนิจกรรมเมื่ออายุยืนยาวถึง ๙๓ ปี ทายาทได้ถวายคืนสมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนาถ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เก็บรักษาไว้ ณ พระที่นั่งวิมานเมฆ จนทุกวันนี้
*หมายเหตุ
งานเขียนชิ้นนี้ ได้รับการคุ้มครองสิทธิตามพระราชบัญญัติคุ้มครองสิทธิทางปัญญา โดยลิขสิทธิเป็นของผู้เขียน ที่ให้เกียรตินำเผยแพร่ผ่าน วิชาการ.คอม เรามีความยินดีและอนุญาตให้ทำซ้ำหรือเผยแพร่ต่อเพื่อประโยชน์ทางการศึกษาเท่านั้น กรุณาให้เกียรติผู้เขียน โดยอ้างชื่อผู้เขียนและ วิชาการ.คอม (www.vcharkarn.com) ทุกครั้งที่ทำการเผยแพร่ต่อ ห้ามนำส่วนหนึ่งส่วนใดไปเผยแพร่ต่อในสื่อที่เอื้อประโยชน์ทางธุรกิจก่อนได้รับอนุญาต ขอขอบคุณที่ร่วมกันช่วยสร้างให้สังคมไทยเป็นสังคมแห่งปัญญา
จำนวน 3 ความเห็น, หน้า่ | -1-
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1 26 ม.ค. 2550 (01:39) โอ.. เพิ่งทราบที่มาของวลีนี้
...แม้รักร่วมสวมใส่ไว้ติดกาย เมื่อใดวายสวาสดิ์วอดจึงถอดเอย...
โรแมนติกจริงๆ
ขอบคุณมากค่ะที่เล่าให้ฟัง
สีฟ้าน้ำทะเล (IP:203.156.21.161)
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 2 14 เม.ย. 2550 (21:33) ชอบมากค่ะ อ่านแล้วรู้สึกว่าความรักหรือคุณค่าของความรักมันยิ่งใหญ่มาก อยากให้วัยรุ่นได้มีความรักที่ดี ถูกที่ถูกเวลา และเป็นรักที่ไม่ใช่ความ ฉาบฉวย จะเป็นสิ่งดีมากเลย
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 3 10 ม.ค. 2551 (14:33) เดี๋ยวจะไปดูที่พระที่นั่งวิมานเมฆ ว่ากำไลนั้นจะงามเพียงใด