วิชาการ.คอม - คลังความรู้ ปัญญาไทย เพื่อการศึกษาไทย เพราะเรารักเมืองไทย
เว็บส่งเสริมการเรียนรู้ดีเด่น 2547 (สมาคมผู้ดูแลเว็บไทย)   |   เว็บสื่อวิทยาศาสตร์ดีเด่น 2549 (กระทรวงวิทย์)   |   เว็บการศึกษาที่มียอดผู้เข้าชมสูงสุด 2549, 2550 (TrueHits)
ขอขอบคุณ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) และ สสวท ที่ให้การสนับสนุน  
<script language="JavaScript" src="http://www.vcharkarn.com/javafeed/article/220" type="text/javascript"></script>
กบฎ ร.ศ. ๑๓๐
ในวันที่ ๑ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๕๔(ร.ศ. ๑๓๐) นายทหารหนุ่มและพลเรือนกลุ่มหนึ่งถูกทางการจับกุมในข้อหาคบคิดวางแผนการปฎิวัติ ลดอำนาจพระมหากษัตริย์ลงมาใต้กฎหมายแบบเดียวกับอังกฤษและญี่ปุ่น นอกจากนี้ยังมีแผนจะเปลี่ยนองค์พระมหากษัตริย์...
ผู้เขียน: เทาชมพู ชมแล้ว: 22,922 ครั้ง
post ครั้งแรก: Fri 14 April 2006, 11:00 am ปรับปรุงล่าสุด: Fri 14 April 2006, 11:00 am

หน้าที่ 1 - กบฎ ร.ศ. ๑๓๐
เจ้าของงานเขียน แ้ก้ไขหน้านี้ ได้ที่นี่




ขอให้เห็นเช่นเราผู้เฒ่าทัก บำรุงรักษาชาติสอาดศรี
ทั้งเจ้านายฝ่ายพหลและมนตรี จงเป็นที่ศีวิไลซ์จริงอย่างนิ่งนาน
ให้รีบหาปาลีเมนต์ขึ้นเป็นหลัก จะได้ชักน้อมใจไพร่สมาน
เริ่มเป็นฟรีปรีดาอย่าช้ากาล รักษาบ้านเมืองเราช่วยเจ้านาย








กลอนข้างบนนี้เป็นของนักคิดนักเขียนผู้ล้ำยุคในสมัยปลายรัชกาลที่ ๕ คือเทียนวรรณ หรือ ต.ว.ส.วัณณาโภ เขียนไว้เมื่อพ.ศ. ๒๔๔๙ เรียกร้องให้จัดตั้ง Parliament หรือการปกครองแบบมีสภาผู้แทนราษฎรขึ้นในขณะที่สยามยังเป็นระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ไม่มีใครคิดว่า ๕ ปีต่อมา ความคิดของเทียนวรรณได้รับการสานต่อเป็นรูปเป็นร่างขึ้นมาจริงๆ แม้จะล้มเหลวลงตั้งแต่ยังไม่ทันลงมือก็ตาม


ในวันที่ ๑ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๕๔(ร.ศ. ๑๓๐) นายทหารหนุ่มและพลเรือนกลุ่มหนึ่งถูกทางการจับกุมในข้อหาคบคิดวางแผนการปฎิวัติ ลดอำนาจพระมหากษัตริย์ลงมาใต้กฎหมายแบบเดียวกับอังกฤษและญี่ปุ่น นอกจากนี้ยังมีแผนจะเปลี่ยนองค์พระมหากษัตริย์ จากพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว เป็นเจ้านายพระองค์อื่นด้วย คนพวกนี้ยังไม่ทันจะลงมือทำ แผนก็รั่วไหลจนถูกจับกุมได้เสียก่อน รวมผู้ก่อการจำนวน ๙๒ คน



สิ่งที่น่าตกใจอย่างแรกคือบุคคลเหล่านี้ไม่ใช่คนอื่นคนไกลพระมหากษัตริย์ ทหารส่วนใหญ่มาจากหน่วยทหารรักษาพระองค์ ส่วนพลเรือนหลายคนเป็นนักกฎหมายหนุ่มระดับปัญญาชนของประเทศ ในจำนวนนี้มีอยู่มาก ที่เป็นลูกศิษย์และมหาดเล็กใกล้ชิดสมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอเจ้าฟ้ากรมหลวงพิษณุโลกประชานารถ ทำให้เป็นที่เดือดร้อนพระราชหฤทัยมาก ทรงรับหน้าที่เป็นประธานอำนวยการพิจารณาโทษพวกนี้อย่างเคร่งครัด ท่ามกลาง "ข่าวลือ" ว่าทรงอยู่ฝ่ายตรงข้ามกับพระเจ้าอยู่หัว ทั้งที่พวกกบฎเองก็ไม่ยอมรับพระองค์ในตอนนั้นเพราะทรงจับพวกเขาเข้าคุกเข้าตะราง การที่ต้องทรงยืนอยู่บนทางสองแพร่งทำให้ลำบากพระทัย จนถึงกับขอลาออกจากตำแหน่งเสนาบดีกระทรวงกลาโหม แต่พระเจ้าอยู่หัวทรงยับยั้งไว้ ทรงให้เหตุผลว่าทรงเชื่อถือในพระราชอนุชา และ


"…ถ้าเมื่อใดฉันไม่ไว้วางใจให้เธอกระทำการในน่าที่แล้ว ฉันจะไม่รอให้เธอเตือนเลย ฉันจะบอกเธอเองทันที"



ย้อนมาดูว่ากบฎ ร.ศ. ๑๓๐ เกิดขึ้นได้เพราะเหตุใด ก็จะประมวลมาได้ถึงสาเหตุ ๓ อย่างใหญ่ๆคือ



๑ อุดมการณ์แบบตะวันตก ที่เผยแพร่มากับตำรับตำราวิชาการและสื่อหนังสือพิมพ์ต่างๆ โดยเฉพาะความคิดที่ว่าประเทศทางตะวันตกที่เจริญแล้วล้วนปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตย มีประธานาธิบดี(อย่างฝรั่งเศส) หรือไม่ก็มีกษัตริย์อยู่ใต้รัฐธรรมนูญ(อย่างอังกฤษ) ชาวสยามรุ่นใหม่จึงคิดว่า ถ้าจะทำให้สยามเจริญขึ้นมาได้ ก็ต้องเปลี่ยนการปกครองให้เป็นแบบประเทศตะวันตกเสียก่อน


๒ ความไม่พอใจ "ระบบราชการ" ซึ่งเรียกอีกอย่างว่าระบบเจ้าขุนมูลนาย และความเดือดร้อนทางเศรษฐกิจมาตั้งแต่ปลายรัชกาลที่ ๕ ตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๔๖ ถึง พ.ศ. ๒๕๕๓ คือเกิดภัยธรรมชาติและโรคระบาดติดต่อกันหลายปี ทำให้ราษฎรในหัวเมืองลำบากกันมากถึงขั้นต้องอพยพทิ้งถิ่น ปลูกข้าวไม่ได้ ถึงขั้นบางคนก็อดตาย พอดีกับช่วงนั้น รัฐเก็บภาษีการเกษตรเพิ่มขึ้น ทำให้เดือดร้อนกันมากขึ้นด้วย



๓ เรื่องนี้เกือบจะเรียกว่าเป็นสาเหตุส่วนตัวของผู้ก่อการที่มีต่อพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าฯ ก็ได้ คือความไม่พอใจต่อ ' กองทหารเสือป่า ' ที่ตั้งขึ้นในปีนั้น ทหารจำนวนมากรู้สึกว่าเสือป่าซึ่งส่วนใหญ่เป็นพลเรือนและข้าราชสำนักเป็นคู่แข่งของฝ่ายทหาร ได้รับความสำคัญและสิทธิพิเศษมากกว่า นอกจากนี้ยังต้องใช้งบประมาณสิ้นเปลืองเพื่อทำกิจกรรมกันมาก ทั้งที่เสือป่าเองก็ไม่ได้มีความสามารถในการรบเท่ากับทหาร



หนึ่งในผู้ก่อการ ถึงกับเห็นว่าควรปฏิวัติเพื่อให้… 'ทหารมีเกียรติยศเพิ่มขึ้น ให้เชิดหน้าชูตาขึ้นอีก '



เรื่องนี้ก่อความโทมนัสให้พระเจ้าอยู่หัว เพราะทหารที่ก่อกบฎก็คือทหารผู้ใกล้ชิดพระองค์นั้นเอง ถึงกับมีพระราชปรารภว่า



"…ตัวเราเวลานี้ตกอยู่ในที่ลำบาก ยากที่จะรู้ว่าภัยอันตรายจะมาถึงตัวเวลาใด เพราะเรารู้สึกประหนึ่งว่าเป็นตัวคนเดียว หาพวกพ้องมิได้ ฤาที่เป็นพวกพ้องก็พะเอินเป็นผู้ที่อยู่ในตำแหน่งอันหาอำนาจมิได้"



แต่ถึงกระนั้น เมื่อมีคำพิพากษาออกมา ตัดสินโทษประหารชีวิตสำหรับหัวหน้าผู้ก่อการ เมื่อมาถึงขั้นตอนพระราชวินิจฉัย ก็ทรงให้ลดหย่อนผ่อนโทษลงแค่จำคุกตลอดชีวิต คนอื่นก็ได้รับโทษน้อยลง ลดหลั่นกันลงไป แล้วมีการลดโทษลงมาอีกเรื่อยๆจนพ้นโทษกันหมดทุกคนเมื่อ พ.ศ. ๒๔๖๗ หนึ่งปีก่อนจะประชวรและเสด็จสวรรคต



จุดมุ่งหมายเรื่องเปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นระบอบประชาธิปไตย ไม่ใช่เรื่องที่พระเจ้าอยู่หัวทรงรังเกียจ แต่ทรงเห็นว่าประชาชนทั่วไปยังไม่มีความเข้าใจในระบอบนี้เพียงพอ เมื่อเริ่มทดลองสอนประชาธิปไตยด้วยการสร้างดุสิตธานี ก็ทรงส่งแบบจำลองการสร้างไปให้นักโทษที่ถูกคุมขังได้มีส่วนร่วมในการช่วยสร้างด้วย ม.ล.ปิ่น มาลากุลผู้เป็นข้าราชบริพารรุ่นเยาว์ในรัชกาลที่ ๖ได้บันทึกไว้ภายหลังว่า



" ภายหลังที่ได้รับพระราชทานอภัยโทษแล้ว ผู้เขียนได้รับคำบอกเล่าว่า เขาเหล่านั้นซาบซึ้งในพระบรมราโชบายเป็นอย่างยิ่ง และช่วยกันทำด้วยความจงรักภักดี ทั้งเกิดความรู้สึกในพระมหากรุณาธิคุณอย่างสูงสุด เพราะเท่ากับพระราชทานชีวิตให้เกิดใหม่ ได้ทำบุญอุทิศถวายเป็นพระราชกุศลทุกปี"


หน้าถัดไป (หน้า 2) >>>
*หมายเหตุ งานเขียนชิ้นนี้ ได้รับการคุ้มครองสิทธิตามพระราชบัญญัติคุ้มครองสิทธิทางปัญญา โดยลิขสิทธิเป็นของผู้เขียน ที่ให้เกียรตินำเผยแพร่ผ่าน วิชาการ.คอม เรามีความยินดีและอนุญาตให้ทำซ้ำหรือเผยแพร่ต่อเพื่อประโยชน์ทางการศึกษาเท่านั้น กรุณาให้เกียรติผู้เขียน โดยอ้างชื่อผู้เขียนและ วิชาการ.คอม (www.vcharkarn.com) ทุกครั้งที่ทำการเผยแพร่ต่อ ห้ามนำส่วนหนึ่งส่วนใดไปเผยแพร่ต่อในสื่อที่เอื้อประโยชน์ทางธุรกิจก่อนได้รับอนุญาต ขอขอบคุณที่ร่วมกันช่วยสร้างให้สังคมไทยเป็นสังคมแห่งปัญญา



จำนวน 4 ความเห็น, หน้า่ | -1-
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1 22 เม.ย. 2549 (10:56)
ขออนุญาตเพิ่มเติมท่านอาจารย์เทาชมพูในบางประเด็น ดังนี้

๑) การที่ต้องทรงยืนอยู่บนทางสองแพร่งทำให้ลำบากพระทัย จนถึงกับขอลาออกจากตำแหน่งเสนาบดีกระทรวงกลาโหม แต่พระเจ้าอยู่หัวทรงยับยั้งไว้ ทรงให้เหตุผลว่าทรงเชื่อถือในพระราชอนุชา และ

"…ถ้าเมื่อใดฉันไม่ไว้วางใจให้เธอกระทำการในน่าที่แล้ว ฉันจะไม่รอให้เธอเตือนเลย ฉันจะบอกเธอเองทันที"

ความในตอนนี้น่าจะหมายถึงสมเด็จพระอนุชาธิราช เจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนาถ กรมหลวงพิษณุโลกประชานาถ ซึ่งเวลานั้นทรงเป็นเสนาธิการทหารบก เทียบได้กับผู้บัญชาการทหารบกในสมัยนี้ ส่วนเสนาบดีกลาโหมซึ่งดูแลงานธุรการและบังคับบัญชาราชการในกระทรวงนั้นคือ จอมพล พระเจ้าพี่ยาเธอ กรมหรมหลวงนครไชยศรีสุรเดช (พระอิสริยยศในขณะนั้น)

เนื่องจาก สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมหลวงพิษณุโลกประชานาถนั้นเคยทรงดำรงตำแหน่งเจ้ากรมยุทธศึกษาทหารบกซึ่งบังคับบัญชาโรงเรียนนายร้อยทหารบกทั้งชั้นปฐมและมัธยมโดยตรง บรรดานายทหารที่สำเร็จการศึกษามาจากโรงเรียนนายร้อยทหารบกจึงเคารพพระองค์ในฐานะทรงเป็นพระอาจารย์

๒) ความไม่พอใจต่อ ' กองทหารเสือป่า ' ที่ตั้งขึ้นในปีนั้น ทหารจำนวนมากรู้สึกว่าเสือป่าซึ่งส่วนใหญ่เป็นพลเรือนและข้าราชสำนักเป็นคู่แข่งของฝ่ายทหาร ได้รับความสำคัญและสิทธิพิเศษมากกว่า นอกจากนี้ยังต้องใช้งบประมาณสิ้นเปลืองเพื่อทำกิจกรรมกันมาก ทั้งที่เสือป่าเองก็ไม่ได้มีความสามารถในการรบเท่ากับทหาร

ในประเด็นนี้ผมมีความเห็นว่า พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวนั้นทรงสำเร็จวิชาการทหารมาจากประเทศอังกฤษ ซึ่งในเวลานั้นอังกฤษเป็นมหาอำนาจทางการทหารจนถึงกับมีอาณานิคมอยู่ทัวโลก ถึงกับมีคำกล่าวว่า ไม่มีวันที่พระอาทิตย์จะตกดินในแผ่นดินอังกฤษ การที่อังกฤษซึ่งเป็นประเทศเกาะเล็กๆ แจ่สามารถมีอาณานิคมมากมายขนาดนั้นก็เชื่อกันว่า เป็นเพราะแสนยานุภาพทางทะเลของกองทัพเรืออังกฤษ แต่ทหารเรือนั้นมีข้อจำกัดในการรบทางทะเลเท่านั้น ในการรุกรบบนบกนั้นจำต้องใช้ทหารราบเป็นกำลังหลัก ทหารราบนั้นมีข้อจำกัดทั้งในเรื่องสรรพยุทธและการเคลื่อนพล อังกฤษจึงฝึกทหารขึ้นอีกหน่วยหนึ่งเรียกว่า ทหารราบเบา (Light Infantry) ทหารเหล่านี้จะใช้อาวุธเบาเน้นการเคลื่อนไหวที่รวดเร็ว และอังกฤษได้ใช้หน่วยทหารจำวกนี้เป็นหัวหอกในการรุกเข้าสู่ดินแดนต่างๆ แล้วจึงส่งทหารราบหนักเข้ายึดครองพื้นที่ วิธีการนี้อังกฤษยังนำมาใช้กับสงครามโฟล์คแลนด์เมื่อไม่นานมานี้
เมื่อพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จกลับมาประเทศไทยในปลายปี พ.ศ. ๒๔๔๕ แล้ว ได้ทรงรับราชการเป็นจเรทัพบก ฯพณฯ หม่อมหลวงปิ่น มาลากุล เล่าว่า ในระหว่างที่ทรงเป็นจเรทัพบกนี้ได้ทรงปรึกษาหารือกับกรมหลวงนครไชยศรีสุรเดช ซึ่งในเวลานั้นทรงเป็นผู้บัญชาการกรมยุทธนาธิการอยู่เป็นประจำ นอกจากจะทรงประชุมปรึกษากันที่ศาลาว่าการกลาโหมแล้ว บางคืนยังได้เสด็จไปทรงหารือต่อที่วังมหานาคของเสด็จในกรมฯ อีกบ่อยๆ นอกจากนั้นยังได้ทรงยกร่างพระราชบัญญัติเกณฑ์ทหารขึ้นด้วยพระองค์เอง และเมื่อประกาศใช้ พ.ร.บ.ฉบับดังกล่าวแล้ว ใน พ.ศ. ๒๔๕๑ กรมยุทธนาธิการ (หรือเปลี่ยนเป็นกระทรวงกลาโหมในตอนต้นรัชกาลที่ ๖) จึงได้จัดวางอัตรากำลังในการป้องกันประเทศเป็น ๑๐ กองพล คือ
กองพลที่ ๑ มณฑลกรุงเทพฯ
กองพลที่ ๒ มณฑลนครไชยศรี
กองพลที่ ๓ มณฑลกรุงเก่า (อยุธยา)
กองพลที่ ๔ มณฑลราชบุรี จัดเป็นกองพลอิสระ
กองพลที่ ๕ มณฑลนครราชสีมา
กองพลที่ ๖ มณฑลนครสวรรค์
กองพลที่ ๗ มณฑลพิษณุโลก
กองพลที่ ๘ มณฑลพายัพ
กองพลที่ ๙ มณฑลปราจิณบุรี
กองพลที่ ๑๐ มณฑลอิสาณ
แต่ละกองพลจะประกอบด้วย
กรมทหารราบ ๒ กรมๆ ละ ๒ กองพันๆ ละ ๔ กองร้อย
กรมทหารปืนใหญ่ ๑ กรม
กรมทหารม้า หรือ ทหารพราน ๑ กรม
กองทหารสื่อสาร ๑ กอง
กองทหารพาหนะ ๑ กอง
แต่ในทางปฏิบัติด้วยข้อจำกัดเรื่องเงินงบประมาณ กรมทหารราบส่วนใหญ่จึงมีอัตราเพียง ๒ กองพันๆ ละ ๒ กองร้อย ส่วนกรมทหารปืนใหญ่และกรมทหารม้า ก็จัดได้เพียงกองพลละ ๑ กอง ซึ่งสมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมหลวงพิษณุโลกประชานาถเคยมีพระราชบันทึกกราบบังคมทูลพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวว่า ทหาร ๑๐ กองพลนั้น เป็นกองพลดำมะลอ กำลังที่มีอยู่นั้นสามารถจัดได้เพียง ๒ กองพลครึ่งเท่านั้น และด้วยกำลังรบที่มีอยู่เท่านี้จะสามารถต้านทานข้าศึกได้เพียง ๓ วันเท่านั้น

ด้วยข้อจำกัดดังกล่าว พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงทรง "เตรียมรบไว้พร้อมสรรพ สัตรูกล้ามาประจัญจักอาจสู้ริปูสลาย" โดยทรงตั้งกองเสือป่าขึ้นเมื่อวันที่ ๖ พฤษภาคม ๒๔๕๔ และกองลูกเสือเมื่อวันที่ ๑ กรกฎาคม ๒๔๕๔ การฝึกเสือป่าและลูกเสือนี้ทรงมุ่งเน้นให้บุคคลพลเรือนและนักเรียนได้รับการฝึกหัดเยี่ยงทหาร แต่การฝึกหัดนี้ทรงนำหลักการฝึกแบบทหารราบเบาของอังกฤษมาใช้ ซึ่งนอกจากจะทรงนำวิธีการของทหารราบเบาที่เน้นการรบแบบกองโจรมาทดลองใช้ให้เห็นข้อดีข้อเสียก่อนที่จะนำไปปรับใช้ในกองทัพบกซึ่งจัดรูปแบบกำลังหลักตามแบบกองทัพเยอรมันแล้ว ผลที่ได้รับอีกประการหนึ่งคือ ผู้ที่มารับการฝึกเสือป่านั้นได้ใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ได้ออกกำลังกายทำให้มีสุขภาพแข็งแรง ทั้งได้มีโอกาสพบปะข้าราชการต่างกระทรวงทำให้มีความคุ้นเคยกัน นอกจากนั้นผู้ที่มาเป็นเสือป่าต้องเสียค่าบำรุง ต้องรับการฝึกหัดตามกำหนดเวลา ผู้ที่เกียจคร้านก็จะถูกประจานในหนังสุวาน ต้องตัดเครื่องแบบกันเอง สรุปแล้วเสือป่าคืออาสาสมัครที่จะต้องออกค่าใช้จ่ายเองทั้งหมด แต่ทหารหลวงต้องจ่ายให้ทั้งที่พัก อาหาร เครื่องแต่งตัว และเงินเดือน

พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงนำเสือป่าไปฝึกยุทธวิธีที่เรียกกันว่า ซ้อมรบเสือป่าที่นครปฐมและราชบุรีเป็นประจำทุกปี ทำให้เสือป่าที่ได้รับการฝึกการรบแบบกองโจรเป็นผู้ชำนาญในพื้นที่ซึ่งอุดมไปด้วยคูคลองในแถบนั้นได้เป็นอย่างดี ทั้งนี้ทรงเตรียมรับการยกกำลังบุกเข้ามาทางอ่าวไทย ซึ่งในสงครามโลกครั้งที่ ๒ ญี่ปุ่นก็ยกขึ้นมาทางอ่าวไทย

๓) แต่ถึงกระนั้น เมื่อมีคำพิพากษาออกมา ตัดสินโทษประหารชีวิตสำหรับหัวหน้าผู้ก่อการ เมื่อมาถึงขั้นตอนพระราชวินิจฉัย ก็ทรงให้ลดหย่อนผ่อนโทษลงแค่จำคุกตลอดชีวิต คนอื่นก็ได้รับโทษน้อยลง ลดหลั่นกันลงไป แล้วมีการลดโทษลงมาอีกเรื่อยๆจนพ้นโทษกันหมดทุกคนเมื่อ พ.ศ. ๒๔๖๗

ในประเด็นนี้ขอเรียนว่า ศาลทหารได้พิพากษาโทษผู้ก่อการในคดีนี้ไว้หลายระดับ เมื่อศาลพิพากษาแล้วได้มีพระบรมราชโองการให้ลดโทษ ดังนี้
ผู้ที่ต้องคำพิพากษาให้ประหารชีวิต ลดเหลือจำคุกตลอดชีวิต
ผู้ที่ต้องคำพิพากษาจำคุกตลอดชีวิต ลดเหลือจำคุก ๒๐ ปี
ผู้ที่ต้องคำพิพากษาจำคุกน้อยกว่านั้นให้ปล่อยตัวไปทั้งหมด
V_Mee เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 225 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 153 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 4 5 มิ.ย. 2549 (23:44)
เยอะ จัง
Chinjung เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 93 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 153 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 5 14 มิ.ย. 2549 (09:51)
อ่านแล้วรู้สึกว่าอยากรู้มากกว่านี้อีก คุณv_meeจะอนุเคราะห์ให้บ้างได้ไหมครับ
naimaichob เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 1 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 152 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 6 8 ก.ย. 2549 (12:49)
ความหวาดระแวง ระหว่างทหารกับเสือป่าดูจะมีอยู่มากทีเดียว ทหารคงไม่เข้าใจถึงการเตรียมบุคลากรเสริม หากกำลังทหารไม่พอเพียง การเตรียมคนไม่ใช่เรื่องง่าย ต้องหมั่นฝึกฝน โดยอาศัยข้าราชการพลเรือน เป็นหลัก

ที่น่าสังเกต คือช่องว่างระหว่างแม่ทัพนายกอง กับ พระเจ้าอยู่หัว ร.6 คงมีอยู่มากทีเดียว......
ดอกแก้ว การะบุหนิง เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 11 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 152 ดวง - โหวตเพิ่มดาว


กรุณา login เพื่อ comment งานเขียนนี้

???? สมัครสมาชิก ฟรี ตลอดชีพ


เทาชมพู
(เทาชมพู)

ผู้ชมข้อมูลนี้แล้ว 13,812 ครั้ง
เป็นสมาชิก: นานกว่า 8 ปี
แบ่งปันความรู้ 5,218 ครั้ง
ได้รับดาว 185 ดวง

โหวตเพิ่มดาว


Hot Links

คลังข้อสอบ | ข่าววิชาการ
เล่นกล/เกม | อ่านนิยาย
ข่าวทุนการศึกษา | ลิงค์

ขอบคุณผู้สนับสนุน

Google  
ติดต่อลงโฆษณา :   คุณอันนา 086-4907600,
0-2583-2802
และ 086-4907585
สำนักงาน :   0-2642-7828
อีเมล์ :   
Copyright© 2000-2007, Vcharkarn.Com. All rights reserved.
คลิ๊กเพื่อดูสถิติ
รับรองและสนับสนุนโดย

สสวท.

มูลนิธิ พสวท.

พสวท.