<script language="JavaScript" src="http://www.vcharkarn.com/javafeed/article/222" type="text/javascript"></script> |
|
บรรยากาศโลก (ตอนที่ ๓)
ประวัติการประดิษฐ์อุปกรณ์ศึกษาบรรยากาศโลก ลักษณะทางกายภาพของบรรยากาศ โครงสร้างแนวดิ่งของบรรยากาศโลก
post ครั้งแรก: Sun 21 January 2007, 10:33 am ปรับปรุงล่าสุด: Sun 21 January 2007, 10:33 am
|
มนุษย์เราได้พยายามทำความเข้าใจความเป็นไปในบรรยากาศโลกมาแต่ดึกดำบรรพ์ เนื่องจากปรากฎการณ์ต่างๆทางดินฟ้าอากาศ มีผลกระทบโดยตรงต่อการดำรงชีวิตของเรา แต่หลักฐานการศึกษาบรรยากาศอย่างเป็นลายลักษณ์อักษร เริ่มขึ้นเมื่อ อริสโตเติล(๓๘๔-๓๒๒ ก่อน ค.ศ.)ปราชญ์คนสำคัญชาวกรีก เป็นผู้พยายามให้คำอธิบายทางวิทยาศาสตร์กับปรากฏการณ์ธรรมชาติเป็นครั้งแรก ในศตวรรษที่ ๔ ก่อนคริสตวรรษ โดยเขียนหนังสือตำราชื่อ Meteorologica ซึ่งเป็นหนังสือ ๔ ชุด ชุดแรกอธิบายเรื่องของดาวหาง ลม ฝน เมฆ แม่น้ำ ลำธาร น้ำค้าง ลูกเห็บ และอุตุนิยมวิทยา รวมทั้งทฤษฎีเรื่อง ดิน น้ำ ลม ไฟ ชุดที่สอง อธิบายเรื่องทะเล แผ่นดินไหว ฟ้าผ่า และฟ้าร้อง ชุดที่สาม เป็นเรื่องพายุเฮอริเคน วังวน และเรื่องแสง ส่วนเล่มสุดท้าย อธิบายถึงคุณสมบัติของสิ่งที่ร้อน หนาว แห้ง และเปียกคำว่าบรรยากาศ atmosphere ก็เป็นคำที่มาจากภาษากรีก โดยคำว่า atmos แปลว่า ไอน้ำ atmosphere จึงแปลว่า ดินแดนของไอน้ำ แต่วิธีการให้คำอธิบายของอริสโตเติล ก็ได้มาจากการคาดเดา การประเมินเอาเองทั้งสิ้น ไม่ได้อาศัยการทดลอง สำรวจ บันทึก ดังที่นักวิทยาศาสตร์ในปัจจุบันกระทำกัน ความเข้าใจของอริสโตเติลส่วนใหญ่ จึงเป็นอัตตวิสัย ที่ได้ถูกนักวิทยาศาสตร์รุ่นต่อมาหักล้างไปมากแล้ว
จนเมื่อปี ค.ศ. ๑๗๒๔ Gabriel Fahrenheit ซึ่งเป็นช่างชาวดัทช์ ได้ทำเทอร์โมมิเต้อร์ โดยใช้ปรอทเป็นครั้งแรก มาเป็นตัวกลางที่วัดแรงของความกดอากาศนั้น และได้กำหนดสเกลจุดเยือกแข็งที่ ๓๒ จุดน้ำเดือดที่ ๒๑๒ องศา จนชื่อของเขาได้กลายมาเป็นหน่วยวัดอุณหภูมิในระบบฟาเรนไฮต์ไป ด้วยปรอทสีเงินทึบแสง ที่อ่านได้ง่าย จะถูกบรรจุอยู่ภายในหลอดแก้วสุญญากาศ ที่ส่วนนอกหลอดก็ปิดสนิทไปไหนไม่ได้ เมื่อมีแรงกดจากอากาศ ก็ต้องดันตัวขึ้นหลอดไปให้เห็นได้เท่านั้น และเนื่องจากปรอทมีความหนาแน่นมากกว่าน้ำถึง ๑๓.๖ เท่า จึงไม่ต้องสร้างหลอดแก้วสูงถึง ๑๐ เมตรอย่างแบบใช้น้ำ เพียงให้หลอดมีความสูงกว่า ๗๖๐ มม. เล็กน้อยก็ใช้ได้แล้ว จึงสะดวกขึ้นมาก แต่การใช้ปรอทที่ยังเป็นของเหลว ก็ไม่สะดวกที่จะพกพาติดตัวเดินทางไปไหนได้โดยง่าย และ ปรอท ก็ยังเป็นสารที่มีพิษต่อร่างกายอีกด้วย ประมาณปี ค.ศ. ๑๗๐๐ Gottfried Liebniz ได้คิดค้นวิธีทำ บารอมิเต้อร์ ที่ไม่ต้องใช้ของเหลว แต่ใช้โลหะและสปริงแทน เรียกว่า aneroid barometer aneroid แปลว่า ไม่ใช่โลหะ แต่ก็เป็นเพียงการคิดค้นสร้างหลักการทางทฤษฎีเท่านั้น ยังไม่มีใครประดิษฐ์ออกมาใช้จริงๆได้ จนกระทั่งปี ค.ศ. ๑๘๔๓ Lucien Vide จึงได้ประดิษฐ์ aneroid barometer ที่ใช้การได้เป็นผลสำเร็จ
|
ในคริสตศตวรรษที่ ๑๘ อุปกรณ์ที่ใช้วัดบรรยากาศเหล่านี้จึงได้พัฒนาไปมาก จนพอกำหนดให้มีมาตรฐานเดียวกันได้ จึงเริ่มมีการตรวจวัด และจดบันทึกข้อมูลของบรรยากาศโลกอย่างเป็นระบบตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา จนได้นำมาเป็นพื้นฐานความเข้าใจของบรรยากาศโลกในทุกวันนี้ เมื่อเริ่มวัดข้อมูลทางบรรยากาศกันไปได้ไม่นาน นักวิทยาศาสตร์ก็ตระหนักได้ว่า ข้อมูลที่วัดจากพื้นผิวโลกอย่างเดียวนั้น ไม่พอที่จะช่วยให้เข้าใจภาพรวมของบรรยากาศของเราได้ แต่เราก็มีความจำกัดทางเทคโนโลยี่ ที่ทำไห้ไม่สามารถส่งอุปกรณ์ไปวัดบรรยากาศสูงๆได้ นอกจากจะไปตั้งสถานีวัดกันบนภูเขาสูงๆเท่านั้น ซึ่งก็มักจะเป็นถิ่นกันดารเดินทางไม่สะดวก ในปี ค.ศ. ๑๗๕๒ เบนจามิน แฟรงคลิน ได้ใช้ว่าวในการศึกษาไฟฟ้าสถิตย์จากฟ้าผ่า จึงได้มีผู้ริเริ่มใช้ว่าว มาช่วยวัดบรรยากาศเหนือพื้นขึ้นไปได้ และต่อมา ก็ขยับขยายไปใช้บัลลูนเพื่อตรวจวัดบรรยากาศ ไปถึงระดับประมาณ ๘ กม. เหนือพื้นดินได้ ภาพนักอุตุนิยมวิทยายุคบุกเบิกชาวเยอรมัน ขึ้นบัลลูนที่มีอุปกรณ์วัดบรรยากาศ เพื่อศึกษาบรรยากาศโลกในที่สูงๆ จาก Figure 17 of "Meteorology" by Willis Milham, 1912. Caption says: "Fig. 17 Balloon Equipped for Meteorological Observations. (From Assmann's Wissenschaftliche Luftfahrten.) จนมาถึงยุคปัจจุบัน ก็มีการสร้างบัลลูนที่ลอยไปถึงชั้น สตราโตสเฟียร์ พร้อมด้วยอุปกรณ์เครื่องวัดที่สลับซับซ้อนกว่าสมัยแรกเริ่มเป็นอันมาก (ภาพโดย David Gregory แห่ง นาซา) |
![]() จนมาถึงปัจจุบัน เราก็มีดาวเทียมที่ส่งไปศึกษาความเป็นไปในบรรยากาศด้วยการใช้เครื่องมือวัดจากระยะไกลๆ คืออุปกรณ์ remote sensing ที่ไม่ได้สัมผัสกับอากาศโดยตรง ลงมาให้เราติดตามได้อย่างต่อเนื่อง (ภาพใจกลางพายุไต้ฝุ่นยูริ) และในปัจจุบันนี้ นอกจากจะวัดความกดอากาศ อุณหภูมิ และการถ่ายภาพเมฆมาศึกษาแล้ว เรายังใช้เครื่องมือเรดาร์ มาติดตามการเปลี่ยนแปลงของน้ำในบรรยากาศ คือ การเกิดฝน หิมะ ลูกเห็บ ฯลฯตก ที่เรียกรวมๆว่า precipitation ความเข้าใจบรรยากาศโลกเพิ่มขึ้น ก็ส่งผลโดยตรงต่อการพัฒนาชีวิตมนุษย์ให้ดีขึ้น ทำให้เราป้องกันความเสียหายของทรัพย์สินและชีวิตได้ดีขึ้นอีกด้วย |


Copyright© 2000-2007, Vcharkarn.Com. All rights reserved.
|
คลิ๊กเพื่อดูสถิติ รับรองและสนับสนุนโดย |
![]() สสวท. |
![]() มูลนิธิ พสวท. |
![]() พสวท. |