<script language="JavaScript" src="http://www.vcharkarn.com/javafeed/article/223" type="text/javascript"></script> |
|
ตามล่าละอองดาว
สตาร์ดัสต์ (Stardust) หรือ "ละอองดาว" คือโครงการที่ส่งยานอวกาศไปยังดาวหางที่มีชื่อว่า วิ้ล-ทู (Wild-2) ยานจะได้เข้าใกล้ดาวหางด้วยความเร็วไม่สูงเกินไปนัก เพื่อจะจับละอองดาวอย่างละมุนละม่อมไม่บอบช้ำนัก จะได้นำมาศึกษาภายหลัง
post ครั้งแรก: Mon 22 January 2007, 10:15 am ปรับปรุงล่าสุด: Mon 22 January 2007, 10:15 am
|
เราก็มีขี้ฝุ่นเต็มบ้านเต็มเมืองอยู่แล้ว จะเดือดร้อนสร้างยานออกไปกวาดเก็บกันกลางอวกาศ ให้เมื่อยไปทำไม มันก็เหมือนกันไม่ใช่หรือ แล้วเราจะเก็บละอองดาว หรือขี้ฝุ่นอวกาศมาทำอะไรกัน อย่าเพิ่งดูถูกขี้ฝุ่นพวกนี้ว่าเป็นสิ่งสกปรก ที่เรียกกันว่า "ละอองดาว" หรือ "สะเก็ดดาว" ก็เพราะมันต่างกับขี้ฝุ่นทั่วไปตามบ้านเรา ละอองดาว หรือฝุ่นอวกาศนี้ เป็นเศษสิ่งตกค้าง มาตั้งแต่ยุคเริ่มต้นของการกำเนิดระบบสุริยะ มาจนถึงการสร้างโลก ละอองดาว นี้ คือสารชิ้นเล็กชิ้นน้อยที่ประกอบด้วยซิลิกา และสารคาร์บอน ที่บ้างก็คล้ายถ่าน บ้างก็คล้ายดินน้ำมันและก๊าซระเหย ที่อาจเป็นไอน้ำหรือก๊าซต่าง ๆ เช่น ก๊าซมีเธน เป็นต้น ละอองดาว เป็นตัวการสำคัญที่ทำให้เกิดสิ่งต่าง ๆ ในสภาพแวดล้อมของเราและในจักรวาล เช่น ดาวตก วงแหวนรอบดาวเคราะห์ต่าง ๆ โดยความจริงแล้ว มีสิ่งต่าง ๆ มากมายในจักรวาลที่มาจาก กลุ่มควัน กลุ่มฝุ่น ของละอองดาวพวกนี้นี่เอง แม้กระทั่งดวงอาทิตย์ และดวงดาวต่างๆ ก็มีที่มาคือฝุ่นละอองในอวกาศ อันเหมือนกับสิ่งที่ต่ำต้อยนี่เอง สาเหตุที่นักวิทยาศาสตร์ หันมาศึกษาสนใจในดาวหางก็เพราะ ดาวหาง เป็นวัตุเก่าแก่ที่สุดในระบบสุริยะของเรา ซึ่งยังคงรักษาสภาพดั้งเดิมของสารต้นกำเนิดของ เนบิวลา อันเป็นบรรพบุรุษของดวงอาทิตย์ และดาวเคราะห์ทั้งหลายในระบบสุริยะ สารดั้งเดิม หรือ ฝุ่นอวกาศยุคดึกดำบรรพ์ พวกนี้เคยมีมาก่อนบนโลกและดาวเคราะห์ต่าง ๆ หากถูกเปลี่ยนแปลงไปตามสภาพแวดล้อม และจากการที่ถูกแดดแผดเผาอย่างต่อเนื่องกันมานับพัน ๆ ล้านปี ทำให้ ฝุ่นในสภาพของสารประกอบปฐมภูมิ สลายไปหมดแล้ว แต่เนื่องจากดาวหางและอุกกาบาตมีวงโคจรรอบดวงอาทิตย์เป็นวงรีที่แคบยาวมาก ๆ ใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่ห่างไกลสุดขอบสุริยะในแดนอันมืดมิดและหนาวเย็น เพราะอยู่แสนไกลจากพลังงานของดวงอาทิตย์ นานๆจึงจะแวะเวียนเข้าใกล้ดวงอาทิตย์สักครั้ง ดังนั้น ดาวหางส่วนใหญ่ ซึ่งมีวงโคจรรอบนอกของระบบสุริยะ จึงยังคงรักษาสภาพเดิมไว้ได้มาก นักวิทยาศาสตร์จเชื่อว่า ดาวหางและอุกกาบาตเป็นแหล่งที่ยังมีสารดั้งเดิมจากสมัยแรกกำเนิดจักรวาลคงอยู่เป็นจำนวนมาก อย่างที่จะหาที่ไหนไม่ได้อีกแล้ว หากเราศึกษาและทำความเข้าใจพวกดาวหางเหล่านี้ ก็จะช่วยให้เราค้นพบกุญแจสำคัญที่จะให้คำตอบ เกี่ยวกับต้นกำเนิดของระบบสุริยะ และจะช่วยให้เราเข้าใจการเกิดตัวของดาวเคราะห์ทั่วไปในจักรวาลได้ดีขึ้น จากเดิมที่แทบจะไม่รู้อะไรเลย และที่สำคัญที่สุดก็คือ ความเข้าใจเกี่ยวกับดาวหางและอุกกาบาต จะมีส่วนช่วยไขปริศนาว่า สิ่งมีชีวิตเกิดขึ้นบนโลกได้อย่างไร เชื่อกันว่าดาวเคราะห์รอบดวงอาทิตย์ หรือดาวอื่น ๆ แรกเริ่มก็คงมาจากเศษฝุ่น เศษหิน ที่วนเวียนรอบดวงดาว มาผนึกรวมตัวกันเกิดเป็นดาวเคราะห์ขึ้นมา เมื่อประมาณ 4.6-3.8 พันล้านปีมาแล้วนั้น ยังมีเศษอะไรต่อมิอะไรบินกันให้ว่อนอยู่ทั่วระบบสุริยะ ดาวเคราะห์น้อยใหญ่ที่เพิ่งเกิดใหม่จึงถูกถล่มกันขนานใหญ่เรียกกันว่า ยุคบอมบาร์ดใหญ่ครั้งหลัง (Late Heavy Bombardment) โลก และดาวเคราะห์อื่นต่างถูกล่มใส่กันอย่างไม่หยุดยั้ง
ภาพด้านหลังของดวงจันทร์ ซึ่งคงสภาพหลุมอุกกาบาตที่โดนถล่มมาตลอด เกือบห้าพันล้านปี โดยหลุมเหล่านี้ มิได้โดนกร่อนกัดซัดเซาะดังเช่นหลุมที่เกิดขึ้นบนโลก เนื่องจากดวงจันทร์ไม่มีบรรยากาศ (ภาพโดย นาซา) จากแรงถล่มระเบิดเปิดเปิงพวกนี้ ทำให้พื้นผิวของดาวเคราะห์ มีอุณหภูมิสูงจัดมาก น้ำในมหาสมุทรที่มีอยู่แต่แรก หากไม่ระเหยหายไปในอวกาศด้วยความร้อนจัด ก็โดนระเบิดสาดขึ้นฟ้าหายไปหมดจนไม่เหลือหรอ โมเลกุลที่มีคาร์บอนทั้งหลายที่มีมาแต่แรกบนพื้นโลก ก็มอดไหม้สูญสลายไปหมดสิ้น ในสภาพเช่นนี้ ไม่มีสิ่งมีชีวิตใด ๆ จะรอดอยู่ได้ และก็จะไม่มีสารอะไรหลงเหลือให้ก่อตัวเกิดเป็นสิ่งมีชีวิตขึ้นมาได้อีก แต่ว่า สิ่งมีชีวิตบนโลกเริ่มเกิดมาหลังจากนั้นไม่นานเอง จากฟอสซิลเก่าแก่ที่สุดที่ค้นพบได้มีอายุประมาณ 3.5 พันล้านปี ช่วงเวลาเพียงสามร้อยล้านปีนั้น นับว่าสั้นมากเมื่อเทียบการพัฒนาสิ่งมีชีวิตกับสภาพของโลกก่อนหน้านั้น ในเมื่อส่วนประกอบสำคัญของสิ่งมีชีวิต คือ คาร์บอน กับ น้ำ ไม่มีหลงเหลืออยู่บนโลกแล้ว ถ้าอย่างนั้น สิ่งมีชีวิตที่ทิ้งร่องรอยบนฟอสซิลเหล่านี้ เอาสารประกอบสำคัญนั้นมาจากไหนกันล่ะ นี่เป็นปริศนาที่นักวิทยาศาสตร์ขบไม่แตกกันมานานแล้ว ความเป็นไปได้มากที่สุดก็คือ มันตกมากับดาวหางที่ถล่มใส่โลกอย่างต่อเนื่องกันมานั่นเอง หลังจากที่พื้นโลกเริ่มเย็นลงแล้ว ดาวหางและอุกกาบาตต่าง ๆ ก็ยังพากันแวะเวียน ทุ่มตัวตกสู่โลกอยู่อย่างไม่ขาดสาย แม้จะน้อยลงมาก แต่ดาวหางและอุกกาบาตเป็นสื่อเดียวที่นำเอาวัตถุใหม่ ๆ ตกลงมาบนพื้นโลก และก็มีแต่ดาวหางเท่านั้นที่ประกอบด้วย น้ำ และ สารอินทรีย์เป็นจำนวนมาก
แผนที่แหลมยูคาทาน ประเทศเม็กซิโก แสดงขอบเขตของร่องรอยหลุมอุกกาบาตยักษ์ที่เป็นสาเหตุให้ไดโนเสาร์สูญพันธุ์ไป เมื่อ 65 ล้านปีมาแล้ว นักวิทยาศาสตร์ส่วนใหญ่เชื่อกันว่า สิ่งมีชีวิตมิได้เกิดมาจากสารที่มีเหลืออยู่บนโลก หากมาจากอวกาศอันไกลโพ้นโดยดาวหางเป็นตัวนำมาให้ เนื่องด้วยดาวหางประกอบด้วยวัตถุก่อสร้างเบื้องต้นของสิ่งมีชีวิตที่สำคัญคือ น้ำ และ คาร์บอน หากพิสูจน์ได้ว่าเป็นเช่นนั้นจริง คงจะกล่าวได้ว่าเรา ๆ ท่าน ๆ ทั้งหลาย ถูกส่งมายังโลกด้วยไปรษณีย์อวกาศคือดาวหางทั้งหลายนั่นเอง เราจึงน่าจะมีต้นกำเนิดมาจากสะเก็ดดาว นักวิทยาศาสตร์จึงหวังว่า การศึกษาสะเก็ดดาวหางจะมีส่วนช่วยไขปัญหาสร้างโลกได้ทีเดียว ดาวหาง ก็เป็นได้ทั้งตัวสร้างและตัวทำลาย คือตั้งแต่ยุคสร้างโลกเมื่อ ๓.๘ พันล้านปีเป็นต้นมา ดาวหาง และ อุกกาบาตใหญ่น้อยก็ยังตกสู่โลกมิได้ขาด แต่ไม่ได้มีมากเช่นยุคบอมบาร์ดใหญ่ซึ่งสิ้นสุดลงไป ก่อนหน้าการกำเนิดของสิ่งมีชีวิตได้ไม่นาน ดาวหาง และ อุกกาบาต รุ่นหลัง ๆ นี้ เมื่อใดที่ตกสู่พื้นโลกได้ ก็ส่งผลพิฆาตเข่นฆ่า สิ่งมีชีวิตมากน้อยไปตามขนาดของมัน ครั้งที่ร้ายแรงที่สุดหลังจากยุคบอมบาร์ดใหญ่ก็คือเมื่อ 65 ล้านปีมาแล้ว นักวิทยาศาสตร์ขุดพบฟอสซิลไดโนเสาร์ที่ตายหมู่กันเป็นจำนวนมาก และไม่มีปรากฏว่า จะมีไดโนเสาร์เหลืออยู่บนโลกหลังจากนั้น ราวกับว่าอยู่ ๆ มันก็พากันตายลงพร้อม ๆ กันจนหมดสิ้น ![]()
แรงถล่มของอุกกาบาตสาดฝุ่นจำนวนมหาศาลขึ้นไปบดบังแสงอาทิตย์ จนฟ้ามืดมิดอยู่ถึงสองปี สิ่งมีชีวิตใหญ่น้อยประสบภัยพิบัติกันทั่วหน้า เมื่อเร็ว ๆ นี้ มีนักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัย ยูซีแอลเอ พบชิ้นส่วนที่ทำให้เชื่อได้ว่า วัตุที่ถล่มโลกเมื่อ 65 ล้านปีก่อนนี้ เป็นอุกกาบาต ผลกระทบอันสำคัญก็คือ สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่ยังเป็นแค่สัตว์เล็กคล้ายหนูรอดมาได้ และวิวัฒนาการจนครอบครองโลกได้ในทุกวันนี้ หากไดโนเสาร์ไม่ถูกทำลายไปในครั้งนั้น เจ้าหนูตัวเล็ก ๆ นั่นก็คงไม่มีสิทธิ์แก่งแย่งหาอาหารแข่งกับไดโนเสาร์ตัวโตที่พัฒนามาก่อนได้ พวกเรา ๆ ท่าน ๆ ทั้งหลาย จะไปอยู่ที่ไหนกันก็ไม่รู้ อย่าเพิ่งมองแต่พลังทำลายของมันแต่อย่างเดียว ดาวหางอันมีอยู่มากมายในระบบสุริยะนั้นมีน้ำแข็งเป็นส่วนประกอบจำนวนมาก ในเมื่อมีน้ำ หากเราต้องการใช้ ก็สามารถแยกน้ำออกมาเป็นไฮโดรเจนและออกซิเจน ที่เอามาใช้เป็นเชื้อเพลิงจรวดได้ โดยแช่เย็นจนเป็นของเหลวใส่ถังแยกกัน พอจะใช้ก็ส่งผ่านท่อให้มันมารวมตัวกันเป็นน้ำ แล้วได้พลังงาน ดังจรวด Main Engine ซึ่งเป็นจรวดหลักใช้สำหรับทะยานตัวขึ้นจากพื้นดิน ของ ยานสเปซชัตเติ้ล ซึ่งใช้เชื้อเพลิงของก๊าซเหลวสองชนิดนี้เป็นเชื้อเพลิง โดยบรรจุอยู่ในถังภายนอกยาน(external tank) ในอนาคต ใครจะไปรู้ได้ว่า เราอาจจะเดินทางไปในอวกาศด้วยการแวะเติมเชื้อเพลิงจรวดจากสถานีดาวหางต่าง ๆ ก็เป็นได้ การจะจับละอองดาวนั้น ใช่ว่าจะทำกันได้ง่าย ๆ สะเก็ดดาวในอวกาศ จะวิ่งใส่เครื่องมือด้วยความเร็วที่สูงกว่าลูกกระสุนจากปืนยาวหลายเท่า สะเก็ดนิดเดียวที่เล็กกว่าเส้นผมนี้จะก่อแรงปะทะพอ ๆ กับยิงด้วยลูกกระสุนขนาด .22 เลยทีเดียว เมื่อกระทบเข้าใส่เครื่องมือที่จะจับมัน ก็จะปะทะกันอย่างรุนแรง ตัวสะเก็ดดาว อาจจะระเหิดหายไปไม่มีเหลือ หรือหากมันจะรอดมาได้ ส่วนประกอบทางเคมี ก็จะเปลี่ยนแปลงไป จะเอามาวิเคราะห์อะไรก็ไม่ได้ เป็นการเปล่าประโยชน์ไป เพราะเราต้องการจับสะเก็ดดาวสด ๆ เอามาศึกษา ว่ามันมีส่วนประกอบอะไรบ้าง |


Copyright© 2000-2007, Vcharkarn.Com. All rights reserved.
|
คลิ๊กเพื่อดูสถิติ รับรองและสนับสนุนโดย |
![]() สสวท. |
![]() มูลนิธิ พสวท. |
![]() พสวท. |