<script language="JavaScript" src="http://www.vcharkarn.com/javafeed/article/227" type="text/javascript"></script> |
|
สิงคโปร์ สวรรค์ของเทคโนโลยีชีวภาพ แผนยุคใหม่เพื่อฝ่าด่านความตกต่ำทางธุรกิจ
ถึง เค้าเลือกสิงคโปร์ ประเทศเล็กๆในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โคลแมนชายวัย 55 ปีผู้ที่มีความหวังที่จะสร้างสเต็มเซลล์ ที่สามารถผลิตสาร insulin ได้เองโดยธรรมชาติ ซึ่งสารนี้จะถูกนำไปใช้ในการรักษาโรคเบาหวาน ...
post ครั้งแรก: Wed 9 January 2008, 9:21 am ปรับปรุงล่าสุด: Thu 10 January 2008, 3:14 pm
|
แต่ไม่ใช่แค่โคลแมน สิงคโปร์คิดการใหญ่กว่านั้นมาก สิงคโปร์พยายามที่จะดึงนักวิทยาศาสตร์ชั้นนำด้านเทคโนโลยีชีวภาพจากทั่วโลกมารวมกันที่นี่ที่เดียว โดยสัญญาที่จะให้ห้องทดลองชั้นยอด เครื่องมือสุดทันสมัย และเงินทุนวิจัยที่ไม่จำกัดเป็นเครื่องล่อใจ แต่หากคุณคิดว่าแค่นั้นพอแล้ว คุณคิดผิด...
เพราะสิงคโปร์ยังสนับสนุนด้านสำคัญอีกเรื่องคือ ด้านกฏหมาย โดยไม่จำกัดหัวข้อวิจัยด้านเทคโนโลยีชีวภาพ ตรงนี้สำคัญ เพราะการทำวิจัยบางเรื่อง ที่หมิ่นเหม่ต่อศีลธรรมหรือมนุษยวิทยา อาจจะเป็นเรื่องต้องห้ามหรือผิดกฎหมายในอังกฤษ หรืออเมริกา
สิงคโปร์หวังที่จะพัฒนางานวิจัยทางด้านนี้โดยหวังที่จะดึงนักวิทยาศาสตร์หัวกะทิชั้นนำของโลก ในด้านที่เกี่ยวข้อง เช่น ด้านการทำโคลนนิ่งเพื่อการแพทย์ การผลิตยา การวิจัยโรคมะเร็ง และศาสตร์ด้านชีววิทยาอื่นๆ เข้าสู่ประเทศสิงคโปร์ เป้าหมายง่ายๆ เพื่อพัฒนานักวิทยาศาสตร์ของสิงคโปร์เอง และ สร้างธุรกิจด้านนี้ให้ล้ำหน้าประเทศอื่นๆทั่วโลก แน่นอนว่าคิดการใหญ่ขนาดนี้กระเป๋าต้องหนา งานนี้รัฐบาลยอมทุ่มเงินลงทุนถึงเกือบ 100,000 ล้านบาท
และมันก็ได้ผล ปัจจุบัน กว่า 30 เปอร์เซ็นของบุคลากรด้านวิชาการที่มีวุฒิปริญญาเอกทั้งหมดประมาณ 4,000 คนของสิงคโปร์เป็นชาวต่างชาติ และที่สำคัญแทบจะทุกคนเป็นนักวิทยาศาสตร์ชั้นนำของโลก Edison Lin อดีตผู้อำนวยการหน่วยวิทยาศาสตร์การแพทย์แห่งศูนย์วิจัยมะเร็งแห่งชาติของอเมริกาย้ายมาที่สิงคโปร์เมื่อปี 2544 มาเป็นหัวหน้าศูนย์พันธุศาสตร์ของสิงคโปร์ Yoshiaki Ito นักวิจัยโรคมะเร็งชาวญี่ปุ่นพาทีมทุกคนของเค้าที่เคยทำงานด้วยกันอยู่ที่มหาวิทยาลัยเกียวโต มาอยู่ที่ศูนย์ชีววิทยาระดับเซลล์และโมเลกุลในปี 2545 นักชีวะโมเลกุลเจ้าของรางวัลโนเบล Sydney Brenner ก็มาช่วยแนะนำสิงคโปร์ถึงวิธีการที่จะดึงดูดนักวิทยาศาสตร์ระดับรางวัลมาสู่สิงคโปร์นักวิทยาศาสตร์ บริษัทฟาร์มาซียักษ์ใหญ่หลายบริษัทของโลก เช่น Novartis ได้เข้ามาร่วมลงทุนด้วยกับรัฐบาลสิงคโปร์ตั้งศูนย์วิจัย Novartis สำหรับโรคเขตร้อนขึ้น ด้วยงบประมาณเกือบ 6,000 ล้านบาท โดยเป็นงบประมาณ 10 ปี มีจุดมุ่งหมายที่ผลิตยาหรือวิธีรักษาโรคเขตร้อน เช่น มาลาเลียหรือไข้เลือดออก ที่ติดคนกว่า 50 ล้านคนต่อปี หรือโรค TB (Tuberculosis) ที่คร่าชีวิตผู้คนกว่า 2 ล้านรายต่อปี โดยเฉพะในประเทศยากจน โรคเหล่านี้ เป็นโรคที่มักไม่ได้รับความสนใจจากนักวิจัยจากประเทศซีกโลกตะวันตก และบริษัทผลิตยายักษ์ใหญ่ แต่ตอนนี้สิงคโปร์และ Novartis กำลังจะเปลี่ยนเรื่องราวทั้งหมดไป
ตัวอย่างที่เห็นชัดสำหรับความพยายามนี้ก็คือ Biopolis อาณาจักรขนาดมหึมา มีพื้นที่ใช้สอย 2,000,000 ตารางฟุตมูลค่า 12,000 ล้านบาท และมีกำหนดการที่เสร็จปลายปี 2547 นี้
ที่นี่จะเป็นที่ที่รองรับงานด้านสารสนเทศชีวะภาพ พันธุกรรมศาสตร์ ชีวะโมเลกุลและนาโนเทคโนโลยี และศาสตร์ที่เกี่ยวข้อง (นี่ยังไม่นับรวมถึงสิ่งอำนวยความสะดวกอื่นๆ ครบครัน ช้อปปิ้งมอลล์ ฟิตเนสเซนเตอร์ ศูนย์รับเลื้ยงเด็ก ห้อง Lecture ผับ ร้านอาหาร ที่กินสะเต๊ะหมูพร้อมกับใช้อินเตอร์เน็ตไร้สายความเร็วสูง)
แต่ไม่ใช่สิ่งอำนวยความสะดวกเหล่าที่ทำให้ Martin Hibberd ตัดสินใจย้ายจาก Imperial College London มหาวิทยาลัยลอนดอน มหาวิทยาลัยชั้นนำของอังกฤษ เพื่อมาดำเนินการก่อตั้งห้องวิจัย population genetics ที่ศูนย์พันธุกรรมศาสตร์นี้ แต่สิ่งที่ช่วยให้เค้าตัดสินใจมันคือเครื่องมือ ที่ Biopolis มีสเปกโตรมิเตอร์ขนาดใหญ่ ไมโครอาเรย์(ระบบหุ่นยนต์)อัตโนมัติ และห้องคอมพิวเตอร์ที่เก็บข้อมูลมหาศาล Hibberd ชี้ให้เราดูเครื่องวิเคราะห์ seguence variation มูลค่า 30 ล้านบาท ซึ่งจัดซื้อมาโดยรัฐบาล ระบบนี้สามารถวิเคราะห์ได้ถึง 4,000 ตัวอย่าง DNA ต่อวัน(บ้านเราเท่าไหร่ ใครรู้ช่วยบอกที ???) และก็มี Applied Biosystem DNA analyzers มูลค่าตัวละ 20 ล้านบาทอีก 4 ตัว ที่ Imperial College มันยากมากเลย ที่เราจะได้งบประมาณสำหรับอุปกรณ์ใหม่เยอะแยะขนาดนี้ แต่ที่นี่เราทำได้ และทำได้เร็วเสียด้วยสิ


Copyright© 2000-2007, Vcharkarn.Com. All rights reserved.
|
คลิ๊กเพื่อดูสถิติ รับรองและสนับสนุนโดย |
![]() สสวท. |
![]() มูลนิธิ พสวท. |
![]() พสวท. |