 |
<script language="JavaScript" src="http://www.vcharkarn.com/javafeed/article/228" type="text/javascript"></script> |
|
|
GMOs: ความจริง ความลวง และความสับสนในสังคมไทย
...เผื่อว่าใครสนใจจะไปอ่านต่อ หรือเผื่อว่าเมื่อมีข่าวคราวเรื่องนี้อีกครั้ง จะได้ไม่สับสน ตื่นตระหนก จนกระทั่งเสียฟอร์มของผู้มี หัวใจนักวิทยาศาสตร์ เพราะ เชื่อตามข้อมูลผิดๆ ไปเสียก่อน ...
post ครั้งแรก: Thu 4 November 2004, 1:59 pm ปรับปรุงล่าสุด: Thu 4 November 2004, 1:59 pm
|
หน้าที่ 4 - แก้ปัญหาด้วยสังคมอุดมปัญญา
จะเห็นได้ว่า หากเราตั้งสติ และพิจารณาเรื่องมะละกอดัดแปลงพันธุกรรม (หรือพืชอื่นๆ ก็ตาม) ด้วยหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ เราก็จะจัดการกับปัญหาเรื่องนี้ได้ง่ายขึ้นอีกมาก อย่างไม่แตกตื่นไปกับข้อมูลเท็จ (หรือข้อมูลจริงปนเท็จ) ยกตัวอย่างเช่น ประเทศที่ผลิตไม่กินอาหารเหล่านี้ ซึ่งไม่จริงแม้แต่น้อย เพราะทุกชาติที่ผลิต GMOs อยู่ ต่างก็ใช้ผลิตภัณฑ์เหล่านั้นเองอยู่ทั้งสิ้น
ในทางตรงกันข้าม หากเราเห็นว่า แม้จะมีประโยชน์ดังกล่าวอยู่ แต่ยังไม่แน่ใจว่าจะมีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างไร? หรือ มีความเสียเปรียบในแง่ของปัญหาลิขสิทธิ์และทรัพย์สินทางปัญญาหรือไม่ และอย่างไร? ผมก็ว่าไม่น่าจะเป็นเรื่องแปลกอะไรที่ เราอาจจะเลือกระงับหรือหยุดการทดลองต่างๆ ไว้ก่อนได้ ในทำนองเดียวกัน เราก็ควรที่จะสามารถพูดคุย ถกเถียงเพื่อหาข้อสรุปที่ดีที่สุดให้กับประเทศชาติ (บนพื้นฐานของ ข้อมูล มากกว่าเพียง ความเชื่อ) ว่า ในสถานการณ์ที่เราไม่อยากยุ่งกับพืชดัดแปลงพันธุกรรมนั้น แต่ความเป็นจริงก็คือ บริษัทเอกชนก็ยังจำเป็นต้องสั่งเข้าพืชเหล่านั้นเข้ามาเพื่อแปรรูปและส่งออกอยู่แล้ว ... เราจะทำอย่างไร?
แต่ดูเหมือนสถานการณ์ต่างๆ จะไม่ดำเนินไปในทิศทางนั้นเลย เพราะ คนไทยถูกทำให้เชื่อว่าพืชดัดแปลงพันธุกรรมเป็นสิ่งเลวร้าย ความจริงเรื่องนี้น่าจะเป็น กรณีศึกษา ที่ดีที่สุดเรื่องหนึ่งสำหรับคนไทยทั้งในปัจจุบันและอนาคต ในแง่ของการรับรู้ (และเรียนรู้) ของสังคมไทยกับเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่ไม่อาจเข้าใจได้ง่าย
ลองดูตัวอย่างง่ายๆ เรื่องหนึ่งเกี่ยวกับเรื่องความกลัวเทคโนโลยีใหม่ๆ ก็ได้คือ เรื่องของ การผสมเทียม
เชื่อว่าคนส่วนใหญ่จะไม่รู้ว่า ปีนี้เป็นปีที่ หลุยส์ บราวน์ เด็กหลอดแก้วคนแรกของโลกมีอายุครบ 20 ปีพอดี เมื่อ 20 ปีที่แล้ว มีการเดินประท้วงการทำเด็กหลอดแก้วกันแทบจะทั่วโลก ศาสนจักรบางแห่งถึงกับออกมาประณามนักวิทยาศาสตร์ว่าเป็น ซาตาน ที่บังอาจทำตัวไปเทียบเคียง พระเจ้า ในการกำหนดให้ใครจะเกิดหรือไม่เกิด เชื่อว่า หลายคนที่ยังมีชีวิตอยู่ในวันนี้ ก็เคยไปร่วมเดินขบวนด้วยในวันนั้นด้วยซ้ำ
แต่มาถึงวันนี้ เมื่อเทคโนโลยีที่ใหม่ในวันนั้น ได้รับการพิสูจน์ซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่า ปลอดภัย (มีเด็กหลอดแก้วหลายแสนคนทั่วโลกแล้วครับ) ... ก็ไม่เห็นจะมีใครหน้าไหนที่จะยังกล้าดันทุรังบอกว่า นักวิทยาศาสตร์หรือแพทย์ที่ช่วยให้คนที่ไม่สามารถมีลูก กลายเป็นผู้ที่สามารถมีทายาทสืบสกุลเป็น ซาตาน แต่อย่างใด
ลองตัดบทความนี้แปะข้างฝาไว้นะครับ อีกสัก 10 หรือ 20 ปีให้หลัง มาดูกันว่า คนไทยจะสรุปเกี่ยวกับเรื่องนี้ (เมื่อมองย้อนหลังกลับไป) ... ว่าอย่างไรกันแน่?
โดย
ดร. นำชัย ชีววิวรรธน์ ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ
สนับสนุนโดย สมาคมนักเรียนทุนโครงการพัฒนาและส่งเสริมผู้มีความสามารถพิเศษทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สทวท.)
สมาคมเพื่อการสร้างสรรค์วิทยาศาสตร์ไทย
ลิงค์ใกล้เคียง
GMO นางฟ้าหรือซาตาน โดย ดร สุพิศ และ ดร พิเชษฐ ในส่วน
เทคโนโลยีชีวภาพ บน วิชาการ.คอม
*หมายเหตุ
งานเขียนชิ้นนี้ ได้รับการคุ้มครองสิทธิตามพระราชบัญญัติคุ้มครองสิทธิทางปัญญา โดยลิขสิทธิเป็นของผู้เขียน ที่ให้เกียรตินำเผยแพร่ผ่าน วิชาการ.คอม เรามีความยินดีและอนุญาตให้ทำซ้ำหรือเผยแพร่ต่อเพื่อประโยชน์ทางการศึกษาเท่านั้น กรุณาให้เกียรติผู้เขียน โดยอ้างชื่อผู้เขียนและ วิชาการ.คอม (www.vcharkarn.com) ทุกครั้งที่ทำการเผยแพร่ต่อ ห้ามนำส่วนหนึ่งส่วนใดไปเผยแพร่ต่อในสื่อที่เอื้อประโยชน์ทางธุรกิจก่อนได้รับอนุญาต ขอขอบคุณที่ร่วมกันช่วยสร้างให้สังคมไทยเป็นสังคมแห่งปัญญา
จำนวน 9 ความเห็น, หน้า่ | -1-
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1 1 ก.พ. 2549 (15:31) GMOs คืออะไร?
คำว่า GMOs เป็นอักษรย่อ ซึ่งมาจากคำเต็มๆ ว่า Genetically Modified Organisms แปลให้ตรงๆ ตัวก็คือ สิ่งมีชีวิตซึ่งมีการดัดแปลงพันธุกรรม คำนี้เป็นศัพท์ที่ใช้กันมากในหมู่สื่อมวลชน แต่ถ้าเป็นนักวิชาการตัวจริง (เสียงจริง) เค้าจะไม่ใช้กันนะครับ ... แต่จะใช้อีกคำหนึ่งคือ คำว่า transgenic organisms ครับ
ข้อน่าสังเกตตรงนี้ก็คือ จากนิยามจะเห็นได้ว่า GMOs คือ สิ่งมีชีวิต ซึ่งอาจจะเป็นจุลินทรีย์ต่างๆ พืช หรือสัตว์ ก็ได้ทั้งสิ้น แต่ไม่ใช่ เทคโนโลยี ... ซึ่งถ้าไปอ่านหนังสือพิมพ์ต่างๆ ก็จะเห็นได้ว่า เขียนกันจนสับสนไปหมด กระทั่งความหมายของคำนี้ คืออะไรก็ไม่รู้ หรือไม่ชัดเจน
คำว่า transgenic organisms แปลตรงตัวว่า สิ่งมีชีวิตเคลื่อนย้ายยีน (ลองเปรียบเทียบความหมายของคำว่า trans- กับคำว่า transistor, transition (state) หรือ transit ดูนะครับ) ซึ่งก็มีความหมายตรงไปตรงมาดีว่าเป็น สิ่งมีชีวิตที่มีการเคลื่อนย้ายยีน (หรือดีเอ็นเอ) เกิดขึ้น สำหรับการเคลื่อนย้ายยีนที่ว่านี้ ก็มีทั้งแบบ ย้ายเข้า คือ นำยีนจากสิ่งมีชีวิตอื่นมา เติมเข้าไป กับ ย้ายออก คือ นำยีนที่มีอยู่ออกทิ้งหรือทำให้ยีนนั้นใช้งานไม่ได้ ซึ่งแบบหลังนี่ บางทีก็เรียกด้วยอารมณ์ขันว่าเป็นการ น็อกเอาท์ยีน (gene knockout)
แบบเดียวกับที่นักมวย น็อก คู่ต่อสู้บนเวทีนั่นแหละครับ
มีหลักฐานจำนวนมากจากหน่วยงานระดับนานาชาติหรือระดับชาติ (เช่น WHO, FAO, UK Royal Society, US EPA, US Academic of Sciences, etc.) ที่ยืนยันว่า อาหารจากพืชดัดแปลงพันธุกรรมชนิดต่างๆ (อันที่จริงก็ทุกชนิดที่วางตลาดนั่นแหละครับ) มีความปลอดภัยเทียบเท่ากับอาหารทั่วไปที่เราทานกันอยู่ทุกวันนั่นเอง การอ้างความปลอดภัยดังกล่าวอาศัยหลักการที่เรียกว่า ความเทียบเท่าอย่างยิ่ง (substantial equivalence) นั่นก็คือ หากเราตรวจลักษณะหลักๆ (สารอาหารและองค์ประกอบอื่นๆ อีกหลายๆ อย่าง) ของอาหารที่ได้จากพืชดัดแปลงพันธุกรรมเทียบกับอาหารที่ได้จากพืชชนิดเดียวกันที่ไม่ผ่านการดัดแปลงพันธุกรรม แล้วพบว่า ไม่มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยยะสำคัญ ก็หมายความว่า อาหารดังกล่าวมีความปลอดภัยในระดับที่เทียบเท่ากันได้กับอาหารจากพืชทั่วๆ ไปนั่นเอง
แต่ทั้งนี้ อาหารทุกชนิดไม่ว่าจะมาจากพืชดัดแปลงพันธุกรรมหรือไม่ ก็ล้วนแล้วต้องผ่านกระบวนการตรวจสอบความปลอดภัยแบบต่างๆ เหมือนกันหมด ... ไม่มีข้อยกเว้นแต่อย่างใดทั้งสิ้น!
เพื่อความปลอดภัย นักวิชาการส่วนใหญ่ต่างก็เห็นพ้องต้องกันว่า อาหารจากพืชดัดแปลงพันธุกรรมนั้น ควรจะมีการประเมินความปลอดภัยที่ยึดหลักแบบเป็นรายๆ ไป (case-by-case) และเป็นเรื่องไม่เหมาะสมอย่างยิ่งที่จะระบุแบบเหมารวมว่า อาหารจากพืชดัดแปลงพันธุกรรมทุกชนิดปลอดภัยหรืออันตราย โดยไม่ผ่านการตรวจสอบและประเมินความปลอดภัยกันเสียก่อน
จะขอตั้งข้อสังเกตตรงนี้นะครับว่า จะเห็นได้ว่า ... ไม่มีการนำเรื่องที่ว่าพืชหรือผลิตภัณฑ์นั้น จะสร้างขึ้นด้วยเทคนิคหรือเทคโนโลยีใดมาพิจารณา เนื่องจากอาศัยแนวคิดที่วา ตัวเทคโนโลยีที่ใช้ในการสร้าง GMOs (คือ พันธุวิศวกรรม) เองนั้น ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับความปลอดภัย หรืออันตรายจากอาหารหรือผลิตภัณฑ์เหล่านั้นแต่อย่างใด
ตัวอย่างในแง่ของความปลอดภัยก็คือ ในทางการแพทย์ได้พิสูจน์มาเป็นเวลาราว 30 ปีแล้วว่า วัคซีนและฮอร์โมนต่างๆ (รวมทั้งฮอร์โมนอินซูลินที่ใช้รักษาโรคเบาหวานด้วย) นั้น สามารถผลิตในแบคทีเรียและยีสต์ได้อย่างมีประสิทธิภาพดียิ่ง และเมื่อผ่านกระบวนการเตรียมให้บริสุทธิ์ที่ดีพอ ก็มีความปลอดภัยอย่างดียิ่งเช่นกัน ... ดีจนขนาดที่ว่า ไม่เคยได้ยินข่าวเลยว่า มีผู้ป่วยได้รับอันตรายจากฮอร์โมนอินซูลินหรือฮอร์โมนอื่นๆ จากสิ่งมีชีวิตเหล่านี้เลย แม้ว่าจะมีการใช้ฮอร์โมนเหล่านี้นับสิบๆ หรือร้อยๆ ล้านครั้งต่อวันในผู้ป่วยเป็นโรคต่างๆ ทั่วโลก
ทำไมต้องสร้างมะละกอดัดแปลงพันธุกรรม?
สำหรับพืชที่โด่งดัง (และเป็นทั้งผู้ร้ายและพระเอกในคราวเดียวกัน) ขึ้นมาในคราวนี้คือมะละกอนั้น มีปัญหาใหญ่ ที่เกษตรกรหนักอกหนักใจกันตลอดมาคือ ไวรัสโรคใบด่างจุดวงแหวน (papaya ring spot virus) ซึ่งลดผลผลิตเป็นอย่างมาก และแพร่กระจายอยู่ทั่วประเทศ
มีความพยายามที่จะใช้เทคนิคหลายๆ อย่างในการต่อสู้กับโรคจากไวรัสดังกล่าว แต่ก็ไม่พบว่ามีวิธีใดที่ใช้งานได้ดีเลย จนมีนักวิชาการที่สนใจจะทดสอบดูว่า หากใส่โปรตีนส่วนหนึ่งของไวรัสดังกล่าวเข้าไปในมะละกอแล้ว จะช่วยให้มะละกอต้านทานต่อโรคนี้มากขึ้นหรือไม่ (คล้ายๆ กับการ ฉีดวัคซีน โรคดังกล่าวให้มะละกอนั่นเอง) ซึ่งผลการทดลองเบื้องต้นที่นักวิจัยไทยทำไปแล้ว ก็พบว่า มะละกอดัดแปลงพันธุกรรมให้ผลผลิตมากกว่ามะละกอทั่วไปถึงราว 20 เท่า!
คำถามที่มักจะถามกันมากก็คือ จะแน่ใจได้อย่างไรว่า การนำส่วนหนึ่งของไวรัสไปใส่ในมะละกอแล้วจะยังปลอดภัยต่อมนุษย์อยู่หรือเปล่า? คำตอบก็ตรงไปตรงมาคือ มีการนำมะละกอดัดแปลงพันธุกรรมดังกล่าวไปให้สัตว์ทดลองกินก็พบว่า สัตว์ดังกล่าวปกติดี นอกจากนี้ การทดสอบอื่นๆ ที่ใช้ทดสอบอาหารว่าปลอดภัยหรือไม่ ก็พบว่า มะละกอดังกล่าวไม่ได้แตกต่างไปจากมะละกอทั่วไปแต่อย่างใด
อันที่จริงตรรกะทางวิทยาศาสตร์ที่ง่ายๆ ก็คือ ทุกวันนี้ทุกคนที่กินมะละกอ (ที่คิดกันว่าปกติและปลอดภัยนั้น) แทบจะหนีไม่พ้นที่จะกินไวรัสดังกล่าวเข้าไปตลอดเวลาอยู่แล้ว แต่ที่ไม่ต้องกังวลกันนักเพราะว่า ไวรัสดังกล่าวมี ความจำเพาะ กับมะละกอและพืชที่ใกล้เคียงกันบางชนิดเท่านั้น
สร้าง GMOs ขึ้นมาได้อย่างไร?
อ่านถึงตรงนี้ บางคนก็อาจจะเริ่มสงสัยว่า ... GMOs นี่เค้าสร้างกันยังไงล่ะเนี่ย?
อธิบายแบบง่ายๆ ก็คือ เค้าใช้ความรู้และเทคโนโลยีที่มีชื่อว่า พันธุวิศวกรรม (genetic engineering) เป็นตัวสร้างครับ โดยหลักการใหญ่ๆ ก็คือ ต้องเป็นการ ตัด และ ต่อ ดีเอ็นเอหรือยีนที่เราต้องการ เข้ากับดีเอ็นเออีกชนิดหนึ่งที่สร้างขึ้นเพื่อใช้เป็นตัวกลาง ทำให้เราสามารถควบคุมดูแลความเรียบร้อยของดีเอ็นเอชนิดแรกได้สะดวกมากยิ่งขึ้น ที่สำคัญก็คือ กระบวนการขั้นตอนที่ว่านี้ เกิดขึ้น ในหลอดทดลอง และ นอกร่างกายสิ่งมีชีวิต
การที่จะนำดีเอ็นเอที่เป็นผลิตผลสุดท้ายที่ได้ (คือ รวมเอาดีเอ็นเอทั้งสองแบบที่เอ่ยมาก่อนหน้านี้เข้าด้วยกันแล้ว) ใส่เข้าไปในในสิ่งมีชีวิตนั้นๆ ซึ่งก็มีวิธีการอยู่มากมายหลายวิธี เช่น ถ้าเป็นพืชก็อาจจะต้องใช้อุปกรณ์พิเศษที่เรียกว่า ปืนยีน หรือ gene gun ที่มีแรงดันส่งให้ชิ้นดีเอ็นเอทะลุผ่านผนังเซลล์หนาๆ ของเซลล์พืชเข้าไปได้ ส่วนถ้าเป็นแบคทีเรียอาจจะใช้ สารเคมี หรือ กระแสไฟฟ้า ช่วยขยายช่องที่ผิวเซลล์ให้กว้างขึ้น จนสามารถรับ DNA เข้าไปได้ เป็นต้น
เมื่อเอายีนที่ไม่เคยมีใส่เข้าไป ถ้าเราจัดการควบคุมให้ดี สิ่งมีชีวิตนั้นๆ ก็จะสร้างโปรตีนชนิดใหม่เช่น สร้างโปรตีนจากแบคทีเรียที่แมลงบางอย่างกินแล้วชักตาย (แหง็กๆๆ) ในบริเวณเฉพาะ เช่นที่ ใบพืช เป็นต้น
จะเห็นได้ว่า หากเราตั้งสติ และพิจารณาเรื่องมะละกอดัดแปลงพันธุกรรม (หรือพืชอื่นๆ ก็ตาม) ด้วยหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ เราก็จะจัดการกับปัญหาเรื่องนี้ได้ง่ายขึ้นอีกมาก อย่างไม่แตกตื่นไปกับข้อมูลเท็จ (หรือข้อมูลจริงปนเท็จ) ยกตัวอย่างเช่น ประเทศที่ผลิตไม่กินอาหารเหล่านี้ ซึ่งไม่จริงแม้แต่น้อย เพราะทุกชาติที่ผลิต GMOs อยู่ ต่างก็ใช้ผลิตภัณฑ์เหล่านั้นเองอยู่ทั้งสิ้น
ในทางตรงกันข้าม หากเราเห็นว่า แม้จะมีประโยชน์ดังกล่าวอยู่ แต่ยังไม่แน่ใจว่าจะมีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างไร? หรือ มีความเสียเปรียบในแง่ของปัญหาลิขสิทธิ์และทรัพย์สินทางปัญญาหรือไม่ และอย่างไร? ผมก็ว่าไม่น่าจะเป็นเรื่องแปลกอะไรที่ เราอาจจะเลือกระงับหรือหยุดการทดลองต่างๆ ไว้ก่อนได้ ในทำนองเดียวกัน เราก็ควรที่จะสามารถพูดคุย ถกเถียงเพื่อหาข้อสรุปที่ดีที่สุดให้กับประเทศชาติ (บนพื้นฐานของ ข้อมูล มากกว่าเพียง ความเชื่อ) ว่า ในสถานการณ์ที่เราไม่อยากยุ่งกับพืชดัดแปลงพันธุกรรมนั้น แต่ความเป็นจริงก็คือ บริษัทเอกชนก็ยังจำเป็นต้องสั่งเข้าพืชเหล่านั้นเข้ามาเพื่อแปรรูปและส่งออกอยู่แล้ว ... เราจะทำอย่างไร?
แต่ดูเหมือนสถานการณ์ต่างๆ จะไม่ดำเนินไปในทิศทางนั้นเลย เพราะ คนไทยถูกทำให้เชื่อว่าพืชดัดแปลงพันธุกรรมเป็นสิ่งเลวร้าย ความจริงเรื่องนี้น่าจะเป็น กรณีศึกษา ที่ดีที่สุดเรื่องหนึ่งสำหรับคนไทยทั้งในปัจจุบันและอนาคต ในแง่ของการรับรู้ (และเรียนรู้) ของสังคมไทยกับเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่ไม่อาจเข้าใจได้ง่าย
ลองดูตัวอย่างง่ายๆ เรื่องหนึ่งเกี่ยวกับเรื่องความกลัวเทคโนโลยีใหม่ๆ ก็ได้คือ เรื่องของ การผสมเทียม
เชื่อว่าคนส่วนใหญ่จะไม่รู้ว่า ปีนี้เป็นปีที่ หลุยส์ บราวน์ เด็กหลอดแก้วคนแรกของโลกมีอายุครบ 20 ปีพอดี เมื่อ 20 ปีที่แล้ว มีการเดินประท้วงการทำเด็กหลอดแก้วกันแทบจะทั่วโลก ศาสนจักรบางแห่งถึงกับออกมาประณามนักวิทยาศาสตร์ว่าเป็น ซาตาน ที่บังอาจทำตัวไปเทียบเคียง พระเจ้า ในการกำหนดให้ใครจะเกิดหรือไม่เกิด เชื่อว่า หลายคนที่ยังมีชีวิตอยู่ในวันนี้ ก็เคยไปร่วมเดินขบวนด้วยในวันนั้นด้วยซ้ำ
แต่มาถึงวันนี้ เมื่อเทคโนโลยีที่ใหม่ในวันนั้น ได้รับการพิสูจน์ซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่า ปลอดภัย (มีเด็กหลอดแก้วหลายแสนคนทั่วโลกแล้วครับ) ... ก็ไม่เห็นจะมีใครหน้าไหนที่จะยังกล้าดันทุรังบอกว่า นักวิทยาศาสตร์หรือแพทย์ที่ช่วยให้คนที่ไม่สามารถมีลูก กลายเป็นผู้ที่สามารถมีทายาทสืบสกุลเป็น ซาตาน แต่อย่างใด
bbeell_1714@gotmail.com (IP:203.170.216.214,,)
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 3 7 ก.พ. 2549 (15:12) GMOs คืออะไร?
คำว่า GMOs เป็นอักษรย่อ ซึ่งมาจากคำเต็มๆ ว่า Genetically Modified Organisms แปลให้ตรงๆ ตัวก็คือ สิ่งมีชีวิตซึ่งมีการดัดแปลงพันธุกรรม คำนี้เป็นศัพท์ที่ใช้กันมากในหมู่สื่อมวลชน แต่ถ้าเป็นนักวิชาการตัวจริง (เสียงจริง) เค้าจะไม่ใช้กันนะครับ ... แต่จะใช้อีกคำหนึ่งคือ คำว่า transgenic organisms ครับ
ข้อน่าสังเกตตรงนี้ก็คือ จากนิยามจะเห็นได้ว่า GMOs คือ สิ่งมีชีวิต ซึ่งอาจจะเป็นจุลินทรีย์ต่างๆ พืช หรือสัตว์ ก็ได้ทั้งสิ้น แต่ไม่ใช่ เทคโนโลยี ... ซึ่งถ้าไปอ่านหนังสือพิมพ์ต่างๆ ก็จะเห็นได้ว่า เขียนกันจนสับสนไปหมด กระทั่งความหมายของคำนี้ คืออะไรก็ไม่รู้ หรือไม่ชัดเจน
คำว่า transgenic organisms แปลตรงตัวว่า สิ่งมีชีวิตเคลื่อนย้ายยีน (ลองเปรียบเทียบความหมายของคำว่า trans- กับคำว่า transistor, transition (state) หรือ transit ดูนะครับ) ซึ่งก็มีความหมายตรงไปตรงมาดีว่าเป็น สิ่งมีชีวิตที่มีการเคลื่อนย้ายยีน (หรือดีเอ็นเอ) เกิดขึ้น สำหรับการเคลื่อนย้ายยีนที่ว่านี้ ก็มีทั้งแบบ ย้ายเข้า คือ นำยีนจากสิ่งมีชีวิตอื่นมา เติมเข้าไป กับ ย้ายออก คือ นำยีนที่มีอยู่ออกทิ้งหรือทำให้ยีนนั้นใช้งานไม่ได้ ซึ่งแบบหลังนี่ บางทีก็เรียกด้วยอารมณ์ขันว่าเป็นการ น็อกเอาท์ยีน (gene knockout)
แบบเดียวกับที่นักมวย น็อก คู่ต่อสู้บนเวทีนั่นแหละครับ
มีหลักฐานจำนวนมากจากหน่วยงานระดับนานาชาติหรือระดับชาติ (เช่น WHO, FAO, UK Royal Society, US EPA, US Academic of Sciences, etc.) ที่ยืนยันว่า อาหารจากพืชดัดแปลงพันธุกรรมชนิดต่างๆ (อันที่จริงก็ทุกชนิดที่วางตลาดนั่นแหละครับ) มีความปลอดภัยเทียบเท่ากับอาหารทั่วไปที่เราทานกันอยู่ทุกวันนั่นเอง การอ้างความปลอดภัยดังกล่าวอาศัยหลักการที่เรียกว่า ความเทียบเท่าอย่างยิ่ง (substantial equivalence) นั่นก็คือ หากเราตรวจลักษณะหลักๆ (สารอาหารและองค์ประกอบอื่นๆ อีกหลายๆ อย่าง) ของอาหารที่ได้จากพืชดัดแปลงพันธุกรรมเทียบกับอาหารที่ได้จากพืชชนิดเดียวกันที่ไม่ผ่านการดัดแปลงพันธุกรรม แล้วพบว่า ไม่มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยยะสำคัญ ก็หมายความว่า อาหารดังกล่าวมีความปลอดภัยในระดับที่เทียบเท่ากันได้กับอาหารจากพืชทั่วๆ ไปนั่นเอง
แต่ทั้งนี้ อาหารทุกชนิดไม่ว่าจะมาจากพืชดัดแปลงพันธุกรรมหรือไม่ ก็ล้วนแล้วต้องผ่านกระบวนการตรวจสอบความปลอดภัยแบบต่างๆ เหมือนกันหมด ... ไม่มีข้อยกเว้นแต่อย่างใดทั้งสิ้น!
เพื่อความปลอดภัย นักวิชาการส่วนใหญ่ต่างก็เห็นพ้องต้องกันว่า อาหารจากพืชดัดแปลงพันธุกรรมนั้น ควรจะมีการประเมินความปลอดภัยที่ยึดหลักแบบเป็นรายๆ ไป (case-by-case) และเป็นเรื่องไม่เหมาะสมอย่างยิ่งที่จะระบุแบบเหมารวมว่า อาหารจากพืชดัดแปลงพันธุกรรมทุกชนิดปลอดภัยหรืออันตราย โดยไม่ผ่านการตรวจสอบและประเมินความปลอดภัยกันเสียก่อน
จะขอตั้งข้อสังเกตตรงนี้นะครับว่า จะเห็นได้ว่า ... ไม่มีการนำเรื่องที่ว่าพืชหรือผลิตภัณฑ์นั้น จะสร้างขึ้นด้วยเทคนิคหรือเทคโนโลยีใดมาพิจารณา เนื่องจากอาศัยแนวคิดที่วา ตัวเทคโนโลยีที่ใช้ในการสร้าง GMOs (คือ พันธุวิศวกรรม) เองนั้น ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับความปลอดภัย หรืออันตรายจากอาหารหรือผลิตภัณฑ์เหล่านั้นแต่อย่างใด
ตัวอย่างในแง่ของความปลอดภัยก็คือ ในทางการแพทย์ได้พิสูจน์มาเป็นเวลาราว 30 ปีแล้วว่า วัคซีนและฮอร์โมนต่างๆ (รวมทั้งฮอร์โมนอินซูลินที่ใช้รักษาโรคเบาหวานด้วย) นั้น สามารถผลิตในแบคทีเรียและยีสต์ได้อย่างมีประสิทธิภาพดียิ่ง และเมื่อผ่านกระบวนการเตรียมให้บริสุทธิ์ที่ดีพอ ก็มีความปลอดภัยอย่างดียิ่งเช่นกัน ... ดีจนขนาดที่ว่า ไม่เคยได้ยินข่าวเลยว่า มีผู้ป่วยได้รับอันตรายจากฮอร์โมนอินซูลินหรือฮอร์โมนอื่นๆ จากสิ่งมีชีวิตเหล่านี้เลย แม้ว่าจะมีการใช้ฮอร์โมนเหล่านี้นับสิบๆ หรือร้อยๆ ล้านครั้งต่อวันในผู้ป่วยเป็นโรคต่างๆ ทั่วโลก
ทำไมต้องสร้างมะละกอดัดแปลงพันธุกรรม?
สำหรับพืชที่โด่งดัง (และเป็นทั้งผู้ร้ายและพระเอกในคราวเดียวกัน) ขึ้นมาในคราวนี้คือมะละกอนั้น มีปัญหาใหญ่ ที่เกษตรกรหนักอกหนักใจกันตลอดมาคือ ไวรัสโรคใบด่างจุดวงแหวน (papaya ring spot virus) ซึ่งลดผลผลิตเป็นอย่างมาก และแพร่กระจายอยู่ทั่วประเทศ
มีความพยายามที่จะใช้เทคนิคหลายๆ อย่างในการต่อสู้กับโรคจากไวรัสดังกล่าว แต่ก็ไม่พบว่ามีวิธีใดที่ใช้งานได้ดีเลย จนมีนักวิชาการที่สนใจจะทดสอบดูว่า หากใส่โปรตีนส่วนหนึ่งของไวรัสดังกล่าวเข้าไปในมะละกอแล้ว จะช่วยให้มะละกอต้านทานต่อโรคนี้มากขึ้นหรือไม่ (คล้ายๆ กับการ ฉีดวัคซีน โรคดังกล่าวให้มะละกอนั่นเอง) ซึ่งผลการทดลองเบื้องต้นที่นักวิจัยไทยทำไปแล้ว ก็พบว่า มะละกอดัดแปลงพันธุกรรมให้ผลผลิตมากกว่ามะละกอทั่วไปถึงราว 20 เท่า!
คำถามที่มักจะถามกันมากก็คือ จะแน่ใจได้อย่างไรว่า การนำส่วนหนึ่งของไวรัสไปใส่ในมะละกอแล้วจะยังปลอดภัยต่อมนุษย์อยู่หรือเปล่า? คำตอบก็ตรงไปตรงมาคือ มีการนำมะละกอดัดแปลงพันธุกรรมดังกล่าวไปให้สัตว์ทดลองกินก็พบว่า สัตว์ดังกล่าวปกติดี นอกจากนี้ การทดสอบอื่นๆ ที่ใช้ทดสอบอาหารว่าปลอดภัยหรือไม่ ก็พบว่า มะละกอดังกล่าวไม่ได้แตกต่างไปจากมะละกอทั่วไปแต่อย่างใด
อันที่จริงตรรกะทางวิทยาศาสตร์ที่ง่ายๆ ก็คือ ทุกวันนี้ทุกคนที่กินมะละกอ (ที่คิดกันว่าปกติและปลอดภัยนั้น) แทบจะหนีไม่พ้นที่จะกินไวรัสดังกล่าวเข้าไปตลอดเวลาอยู่แล้ว แต่ที่ไม่ต้องกังวลกันนักเพราะว่า ไวรัสดังกล่าวมี ความจำเพาะ กับมะละกอและพืชที่ใกล้เคียงกันบางชนิดเท่านั้น
สร้าง GMOs ขึ้นมาได้อย่างไร?
อ่านถึงตรงนี้ บางคนก็อาจจะเริ่มสงสัยว่า ... GMOs นี่เค้าสร้างกันยังไงล่ะเนี่ย?
อธิบายแบบง่ายๆ ก็คือ เค้าใช้ความรู้และเทคโนโลยีที่มีชื่อว่า พันธุวิศวกรรม (genetic engineering) เป็นตัวสร้างครับ โดยหลักการใหญ่ๆ ก็คือ ต้องเป็นการ ตัด และ ต่อ ดีเอ็นเอหรือยีนที่เราต้องการ เข้ากับดีเอ็นเออีกชนิดหนึ่งที่สร้างขึ้นเพื่อใช้เป็นตัวกลาง ทำให้เราสามารถควบคุมดูแลความเรียบร้อยของดีเอ็นเอชนิดแรกได้สะดวกมากยิ่งขึ้น ที่สำคัญก็คือ กระบวนการขั้นตอนที่ว่านี้ เกิดขึ้น ในหลอดทดลอง และ นอกร่างกายสิ่งมีชีวิต
การที่จะนำดีเอ็นเอที่เป็นผลิตผลสุดท้ายที่ได้ (คือ รวมเอาดีเอ็นเอทั้งสองแบบที่เอ่ยมาก่อนหน้านี้เข้าด้วยกันแล้ว) ใส่เข้าไปในในสิ่งมีชีวิตนั้นๆ ซึ่งก็มีวิธีการอยู่มากมายหลายวิธี เช่น ถ้าเป็นพืชก็อาจจะต้องใช้อุปกรณ์พิเศษที่เรียกว่า ปืนยีน หรือ gene gun ที่มีแรงดันส่งให้ชิ้นดีเอ็นเอทะลุผ่านผนังเซลล์หนาๆ ของเซลล์พืชเข้าไปได้ ส่วนถ้าเป็นแบคทีเรียอาจจะใช้ สารเคมี หรือ กระแสไฟฟ้า ช่วยขยายช่องที่ผิวเซลล์ให้กว้างขึ้น จนสามารถรับ DNA เข้าไปได้ เป็นต้น
เมื่อเอายีนที่ไม่เคยมีใส่เข้าไป ถ้าเราจัดการควบคุมให้ดี สิ่งมีชีวิตนั้นๆ ก็จะสร้างโปรตีนชนิดใหม่เช่น สร้างโปรตีนจากแบคทีเรียที่แมลงบางอย่างกินแล้วชักตาย (แหง็กๆๆ) ในบริเวณเฉพาะ เช่นที่ ใบพืช เป็นต้น
จะเห็นได้ว่า หากเราตั้งสติ และพิจารณาเรื่องมะละกอดัดแปลงพันธุกรรม (หรือพืชอื่นๆ ก็ตาม) ด้วยหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ เราก็จะจัดการกับปัญหาเรื่องนี้ได้ง่ายขึ้นอีกมาก อย่างไม่แตกตื่นไปกับข้อมูลเท็จ (หรือข้อมูลจริงปนเท็จ) ยกตัวอย่างเช่น ประเทศที่ผลิตไม่กินอาหารเหล่านี้ ซึ่งไม่จริงแม้แต่น้อย เพราะทุกชาติที่ผลิต GMOs อยู่ ต่างก็ใช้ผลิตภัณฑ์เหล่านั้นเองอยู่ทั้งสิ้น
ในทางตรงกันข้าม หากเราเห็นว่า แม้จะมีประโยชน์ดังกล่าวอยู่ แต่ยังไม่แน่ใจว่าจะมีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างไร? หรือ มีความเสียเปรียบในแง่ของปัญหาลิขสิทธิ์และทรัพย์สินทางปัญญาหรือไม่ และอย่างไร? ผมก็ว่าไม่น่าจะเป็นเรื่องแปลกอะไรที่ เราอาจจะเลือกระงับหรือหยุดการทดลองต่างๆ ไว้ก่อนได้ ในทำนองเดียวกัน เราก็ควรที่จะสามารถพูดคุย ถกเถียงเพื่อหาข้อสรุปที่ดีที่สุดให้กับประเทศชาติ (บนพื้นฐานของ ข้อมูล มากกว่าเพียง ความเชื่อ) ว่า ในสถานการณ์ที่เราไม่อยากยุ่งกับพืชดัดแปลงพันธุกรรมนั้น แต่ความเป็นจริงก็คือ บริษัทเอกชนก็ยังจำเป็นต้องสั่งเข้าพืชเหล่านั้นเข้ามาเพื่อแปรรูปและส่งออกอยู่แล้ว ... เราจะทำอย่างไร?
แต่ดูเหมือนสถานการณ์ต่างๆ จะไม่ดำเนินไปในทิศทางนั้นเลย เพราะ คนไทยถูกทำให้เชื่อว่าพืชดัดแปลงพันธุกรรมเป็นสิ่งเลวร้าย ความจริงเรื่องนี้น่าจะเป็น กรณีศึกษา ที่ดีที่สุดเรื่องหนึ่งสำหรับคนไทยทั้งในปัจจุบันและอนาคต ในแง่ของการรับรู้ (และเรียนรู้) ของสังคมไทยกับเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่ไม่อาจเข้าใจได้ง่าย
ลองดูตัวอย่างง่ายๆ เรื่องหนึ่งเกี่ยวกับเรื่องความกลัวเทคโนโลยีใหม่ๆ ก็ได้คือ เรื่องของ การผสมเทียม
เชื่อว่าคนส่วนใหญ่จะไม่รู้ว่า ปีนี้เป็นปีที่ หลุยส์ บราวน์ เด็กหลอดแก้วคนแรกของโลกมีอายุครบ 20 ปีพอดี เมื่อ 20 ปีที่แล้ว มีการเดินประท้วงการทำเด็กหลอดแก้วกันแทบจะทั่วโลก ศาสนจักรบางแห่งถึงกับออกมาประณามนักวิทยาศาสตร์ว่าเป็น ซาตาน ที่บังอาจทำตัวไปเทียบเคียง พระเจ้า ในการกำหนดให้ใครจะเกิดหรือไม่เกิด เชื่อว่า หลายคนที่ยังมีชีวิตอยู่ในวันนี้ ก็เคยไปร่วมเดินขบวนด้วยในวันนั้นด้วยซ้ำ
แต่มาถึงวันนี้ เมื่อเทคโนโลยีที่ใหม่ในวันนั้น ได้รับการพิสูจน์ซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่า ปลอดภัย (มีเด็กหลอดแก้วหลายแสนคนทั่วโลกแล้วครับ) ... ก็ไม่เห็นจะมีใครหน้าไหนที่จะยังกล้าดันทุรังบอกว่า นักวิทยาศาสตร์หรือแพทย์ที่ช่วยให้คนที่ไม่สามารถมีลูก กลายเป็นผู้ที่สามารถมีทายาทสืบสกุลเป็น ซาตาน แต่อย่างใด
n_joyboo@hotmail.com (IP:203.170.216.214,,)
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 6 19 ธ.ค. 2549 (00:50) ข้อมูลดีมากเลยฮับ....และคิดว่าโผมจาทามข้อสอบได้....ขอบคุนฮับ
Sai_reincarrot@hotmail.com (IP:58.9.42.92)
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 7 24 ม.ค. 2550 (21:51) ทำไมถึงนิยมทำGMOsพืชมากกว่าสัตว์
Premtham3@hotmail.com (IP:125.24.10.36)
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 8 11 ก.พ. 2550 (21:47) ขอบคุณมากๆเลยนะค่ะ ข้อมูลเยอะมากๆเลย ไม่ต้องไปหาที่ไหนอีกแล้ว
nanjai_27@hotmail.com (IP:58.147.121.40)
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 10 24 ม.ค. 2551 (20:28) ชอบมากเลยครับ ขอบคุนมาก กะลังหางานไปส่งอาจารย์
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 11 19 ก.ค. 2551 (00:41) การนิยมทำ GMO ในพืชเพราะ generation ที่สั้นสามารถ ศึกษาได้ง่ายกว่า
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 12 19 ก.ค. 2551 (00:49) แต่GMO กับความหลากหลายทางชีวภาพหน่ะ ทำให้ส่งผลกระทบต่อพืชพันธุ์พื้นเมืองด้วย