<script language="JavaScript" src="http://www.vcharkarn.com/javafeed/article/23" type="text/javascript"></script> |
|
เรื่องของน้ำพริก
การกินน้ำพริกนั้นนับเป็นศาสตร์อีกแขนงหนึ่งทีเดียว เพราะคนที่กินน้ำพริกต้องรู้ว่าจะเอาอะไรจิ้มน้ำพริก อีกหน่อยไม่แน่นะคะ ในโรงเรียนอาจจะมีวิชา น้ำพริก บริโภคศาสตร์
post ครั้งแรก: Fri 7 December 2001, 6:20 am ปรับปรุงล่าสุด: Fri 7 December 2001, 6:20 am
อยู่ในส่วน: สังคมศาสตร์, vservice, วิทยาศาสตร์, ปัญหาเชาวน์, สายศิลป์, เรียนต่อ, คอมพิวเตอร์, ภาษาอังกฤษ, ชีววิทยา, เคมี, ฟิสิกส์, คณิตศาสตร์
|
หลังจากที่ปิดปีใหม่ หลายคนก็คงมีโอกาสพักผ่อน หรือ ไม่ก็ฉลองกันอย่างเต็มที่ ดิฉันเองก็ไปรับประทานอาหารที่บ้าน รุ่นพี่ชาวอังกฤษ จากนั้นก็มีโอกาสไปนับถอยหลังในตัวเมือง ท่ามกลาง บรรยากาศ ที่หนาวยะเยือก คิดๆก็นึกไปถึงว่าป่านนี้อยู่เมืองไทยเราคงกำลังเป็นโต้โผ จัดงานปีใหม่ ให้มันครื้นเครงไปสองวันสองคืน ชวนตั้งแต่ต้นซอยยันท้ายซอยล่ะค่ะ เพื่อป้องกันคนบ่นว่าเสียงดัง ก็มาร่วมวง เฮฮาด้วยกันซะเลยดีกว่า ดิฉันจำได้ว่าเมื่อตอนที่ดิฉันเป็นตัวตั้งตัวตี จัดงานปีใหม่ เมื่อสมัย เรียนมัธยมนั้น บังเอิญว่า อาศัยอยู่ท่ามกลางครูบาอาจารย์ ข้างบ้านเป็นผู้ช่วยฝ่ายปกครอง ฝ่ายบริการ หลังบ้านเป็นอาจารย์พุทธศาสนา สังคม เยื้องๆไปเป็นอาจารย์บรรณารักษ์ หน้าบ้าน ก็ ครูวิทย์ฯ ด้วยความที่อยากให้งานนี้เฮฮา ก็ชวนทั้งข้างบ้าน หน้าบ้าน หลังบ้าน ล่ะค่ะ รวมทั้งชวนเพื่อนฝูง ที่สนิทอีกหลายสิบชีวิต เป็นการฉลองแบบนั่งพูดนั่งคุย ฟังเพลงเบาๆ ไม่มีครูไม่มีนักเรียน คุยกัน อย่างออกรสออกชาติ แต่อาจารย์ฝ่ายปกครอง นั้นท่านขอตัวเสียก่อน เพราะว่า เกรงเด็กๆจะไม่สนุก แต่ว่าภรรยาและลูกสาวก็ยังอยู่ ก็เป็นธรรมดาล่ะค่ะ เพราะปกติท่านเฮี้ยบซะจริงๆ เด็กๆ เดินผ่าน มีอันต้องเสียวสันหลังวาบ ปีถัดมามีอันต้องย้าย ที่เรียน อีกเช่นเคย ก็มีโอกาสฉลองกับเพื่อนๆ ในกลุ่มเจ็ดคน สั่งอาหารมาทานที่ที่พักของดิฉันเอง คุณพ่อ คุณแม่ เพื่อนแต่ละคน ก็กรุณา นำเสบียงมาสมทบภายหลังอีกมาก ลูกๆ ก็นั่งพูดนั่งคุย ฟังเพลงเบาๆ ไม่ดังโครมคราม หลังจากนั้นการฉลองปีใหม่แทบจะเป็นสิ่งที่หายาก เพราะว่าจะต้องมีฤกษ์เดินทาง อยู่ตลอด อยากจะฉลองแบบไทยๆ ด้วยอาหารไทย เพื่อคนไทย โดยคนไทยและอนุรักษ์ วัฒนธรรม ไทย แต่ยังคิดไม่ออกว่าจะทำอะไรเป็นอาหารดี เอาล่ะสิคะ ..... Help! ดิฉันอยากรับประทานน้ำพริกค่ะชอบเหลือเกิน แต่ก็จนปัญญา เพราะไม่เคยทำเสียที เผอิญมีโอกาสอ่านตำรา" น้ำพริก " ของอาจารย์ มรว.คึกฤทธิ์ ปราโมช เมื่ออ่านเรื่องการทำน้ำพริกแต่ละครกแล้ว รู้สึกว่าน่าจะอร่อย เพราะทำเอาน้ำลายสอทีเดียว ความรู้สึกนี้ไม่เกิดขึ้นกับตัวเองก็จะไม่รู้ว่าเป็น อย่างไร มันเป็นความรู้สึกเดียวกับเวลาที่เดินผ่านหน้ากระจกร้านขายขนมหวานทั้งหลายที่ไม่ปักราคาแสนแพงเอาไว้ นั่นล่ะค่ะ แต่สำหรับคุณผู้ชายที่ไม่ชอบรับประทานก็คงเดินผ่านแล้วผ่านเลย แต่ดิฉัน ต้องเหลียวหลังกลับอย่างอดไม่ได้ อ่านดูวิธีทำน้ำพริกจากตำราแล้วก็แสนจะง่าย (ในทางทฤษฎี หากแต่ในทางปฎิบัติไม่ทราบจริงๆ) เราเพราะว่า การทำอาหารไทยนั้น ไม่มีการชั่งตวงวัด แบบของฝรั่ง แต่ทุกครั้งที่อ่านตำราอาหารแล้ว ทำให้ ดิฉันนึกอยู่ในใจทุกครั้งว่า ถ้าทำไม่อร่อยแล้วล่ะก็ ต้องโทษตัวเราเอง เพราะในหนังสือเขียนไว้อย่าง ชัดเจน ว่า ปรุงรสตามชอบใจ ถ้าหากปรุงมาแล้วไม่ถูกปากก็ถือว่าเป็นความผิดของเราล่ะนะคะ |
![]() |
มาพูดถึงตำรา น้ำพริกเล่มนี้ก่อนดีกว่าค่ะ ในคำนำในหน้าหนังสือนี้ พูดถึงว่า การกินน้ำพริกนั้นนับเป็นศาสตร์อีกแขนงหนึ่งทีเดียว เพราะคนที่กินน้ำพริกต้องรู้ว่าจะเอาอะไรจิ้มน้ำพริก แต่โดยส่วนตัวแล้ว ไม่ทราบเป็นที่แน่ชัดค่ะ กินตามที่เขาจัดมาให้ โดยอนุมานเอาว่าสิ่งที่เขาจัดมานั้นคือสิ่งที่เขาใช้กินคู่กัน อีกหน่อยไม่แน่นะคะ ในโรงเรียนอาจจะมีวิชา น้ำพริกบริโภคศาสตร์ โดยมีคำถาม เช่นว่า น้ำพริก ปลาร้า นั้นควรกินคู่กับอะไร แบบนี้เป็นต้น ตำรายังได้กล่าวถึงรสชาติของน้ำพริกไว้ว่า โดยทั่วไปแล้ว จะมีรสเผ็ดนำ รสเค็มตาม แต่ภาคกลางนั้นจะเพิ่มรสเปรี้ยวลงไปด้วย ดิฉันก็มานั่งนึกดู ก็เห็นจะจริง ปกติ เวลาอยู่ทางเหนือ น้ำพริกอ่อง ที่ดิฉันเคยรับประทาน ก็จะมีรสเผ็ดนำ รสเค็มตาม แต่ว่า ค่อนข้างหวาน ไปในที แบบนี้จะเรียกว่าผิดสูตร น้ำพริกรึเปล่าก็ไม่ทราบนะคะ น้ำพริกหนุ่มนั้น ก็อร่อยเหลือใจ ทานกับแคบหมู ผักต้ม นานาชนิด เผ็ดจนบางครั้งน้ำตาเล็ด น้ำพริกจิ๊กกุ่ง (จิ้งหรีด) ก็มีส่วนผสมของ ตัวจิ้งหรีดต้มสุขแล้วค่ะ ตัวจิ้งหรีดนี้เอามาทอดกรอบก็อร่อยได้ระดับอาหารฮ่องเต้ เชียวล่ะค่ะ น้ำพริกน้ำปู สีจะออกดำๆ ใส่พริกชี้ฟ้าหรือ ที่ทางเหนือเรียก พริกหนุ่มนั่นล่ะค่ะ เผ็ดถึงใจ สีไม่สวย แถมรสชาติออกเค็มๆ ทานกับหน่อไม้ต้ม ผักต้ม อีกเช่นเคย แต่ส่วนผสมของน้ำปู นี่ดิฉันเอง ก็จนใจว่า ประกอบไปด้วยอะไรบ้าง เพราะปกติที่เห็นขายคือ ใส่ถุงๆ หรือใส่กระปุกสีดำๆ เหมือน กะปิ ค่ะ ไม่ได้เหลว บางคนชอบนำมาจิ้มกับฝักมะขามอ่อน ดิฉันทดลองดูแล้ว ก็ เรียกว่าใช้ได้ค่ะ อร่อยไปอีกแบบ ถ้าคุณลองครั้งหนึ่ง ถ้าไม่ชอบไปเลยก็คงเกลียดไปเลย น้ำพริกแมงดา สำหรับดิฉันแล้ว อร่อยค่ะ แต่ หลายๆ คนจะรับประทานไม่ได้ แค่ได้กลิ่นก็จะพาลให้แน่นหน้าอก กันหมด จะเป็นลมเอาได้ง่ายๆ แต่ ดิฉันเลี้ยงง่ายค่ะ ขอมีเพียงน้ำพริกตาแดง หมูทอด ผักดอง เท่านี้ ก็อร่อยและอิ่มแล้วค่ะ กลับมาที่ตำราน้ำพริกกันดีกว่าค่ะ ถ้าหากสนใจเรื่องอาหารการกินแล้วล่ะก็ไม่น่าพลาดที่จะหามาอ่าน กันนะคะ ตำราเล่มก็ได้พูดถึงนิยายสั้นๆเกี่ยวกับอาหารไทยอีกแน่ะอ่านแล้วก็รู้สึกชื่นชมท่านผู้แต่งเป็นอย่างยิ่ง หลายท่านคงเคยได้ยินได้ฟังนิยายอาหรับราตรี เรื่องหนึ่งทิวาพันราตรีมาบ้างแล้วในเรื่องนั้นกาหลิบได้เอาสาวๆมาร่วมหลับนอนคืนละหนึ่งคน พอรุ่ขึ้นก็ประหารชีวิตแต่เผอิญมีสาวเจ้านางหนึ่งฉลาดเหลือเกิน ยืดชีวิตของตนเองไม่ให้ถูกประหาร โดยการเล่านิทานให้กาหลิบฟัง นิทานมักจะถึง ตอนสำคัญๆ เมื่อรุ่งสาง กาหลิบเอง ก็นั่นล่ะค่ะ อยากฟังต่อให้จบนี่คะ เรื่องกำลัง มันส์ ก็ต้องเก็บ ชีวิต สาวเจ้าไว้ก่อนเพื่อให้เล่าต่อในคืนต่อไป ทีนี้ย้อนมาถึงกษัตริย์ไทยบ้าง อยากจะดูว่าสาวไทยฉลาดๆ แบบสาวแขกนั้น มีบ้างไหม จึงใช้นโยบายเดียวกัน ก็เผอิญมีสาวน้อยนางหนึ่งนามสมมุติว่า มรว ทับทิม ( มรว = แม่เรียกว่า) ก็คิดอุบายที่จะไม่ให้ถูกประหารชีวิตในวันรุ่งขึ้น จึงได้เล่าตำรา กับข้าวไทยให้กษัตริย์ฟังก่อนนอน เริ่มต้นที่น้ำพริกก่อน แต่ละคืนสาวเจ้าก็จะบรรยายการตำน้ำพริกว่าา ต้องงมีเครื่องปรุงมีกี่อย่าง อะไรบ้าง แต่ละอย่างต้องเลือกเอาลักษณะที่ดี และลักษณะที่ดีต้องเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ ต่อไปก็วิธีการปรุงจะหยิบอะไรใส่ครกก่อนหลัง การโขลกจะต้องมีจังหวะอย่างไร โขลกให้เครื่องปรุงแหลกหรือแค่พอบุบๆก็พอ ต่อไปก็ปรุงรส ด้วยอะไรบ้าง เช่น น้ำปลา มะนาว ฯลฯ ซึ่งแต่ละอย่างก็ต้องเลือกสรรน้ำพริกนี้จะต้องกินกับอะไร จึงจะเหมาะ เช่น ให้กินกับปลาดุกฟู หรือปลากรอบ โดยปิ้งซะก่อนแล้วหักเป็นชิ้นเล็กๆทอด ส่วนผักนั้นก็ป็นผักประเภทมะเขือ แตงกวา ช่อมะม่วง ช่อมะกอก ผักชี บวบ กระเจี๊ยบ หน่อไม้ เหล่านี้ กษัตริย์ได้ฟังแล้วก็เอ่ยว่า เอ้า! พรุ่งนี้ตำให้กินซักครกนึงนะ ก็เป็นอันว่าสาวน้อยคนนี้ ก็รอดตายไปอีกวันหนึ่ง พอคืนวันถัดมาก็บรรยายน้ำพริกอีกชนิดนึง อย่างนี้ไปเรื่อยๆจนแก่เฒ่า ก็แสดงว่าสูตรน้ำพริกของไทยนั้นมีมากมาย แล้วแต่จะพลิกแพลงปรุงแต่งตามใจชอบ ข้าพเจ้า รู้สึกว่าหาก สาวเจ้านางนั้นมีตัวตนจริงก็ควรได้ชื่อว่าเป็น มารดาแห่งน้ำพริกไทยแน่แท้ และต้องจัดงานวันน้ำพริกแห่งประเทศไทยเพื่อเป็นเกียรติเป็นแน่แท้ เอาล่ะค่ะ มาถึงตรงนี้แล้ว หากท่านใดมีสูตร น้ำพริก อร่อยๆ อย่าลืมนะคะ ขอเผื่อแผ่ ให้ดิฉัน บ้างค่ะ |
น้ำพริกมีมากมายหลายชนิดจริงแต่น่าจะแบ่งกลุ่มได้ 2 กลุ่มคือ น้ำพริกในรูปที่กินแบบเครื่องจิ้มกับผักต่างๆ เช่นน้ำพริกกะปิ น้ำพริกปลาร้า น้ำพริกมะขาม ส่วนอีกกลุ่มน่าจะเป็นนำพริกที่อยู่ในรูปของเครื่องแกงหรือน้ำพริกแกงชนิดต่างๆที่ไม่นำมาบริโภคโดยตรงเหมือนกลุ่มแรก สูตรการเตรียมน้ำพริกของไทยเรานับเป็นทรัพย์สินทางปัญญาของบรรพบุรุษที่สร้างสรรไว้ให้ลูกหลานที่สูงค่าที่มีเอกลักษณ์ของอาหารไทยที่กำลังเป็นที่รู้จักของผู้คนทั่วโลกที่จำเป็นที่เราควรช่วยกันอนุรักษ์ไว้ให้อยู่ไปนานเท่านาน
สายสนม


Copyright© 2000-2007, Vcharkarn.Com. All rights reserved.
|
คลิ๊กเพื่อดูสถิติ รับรองและสนับสนุนโดย |
![]() สสวท. |
![]() มูลนิธิ พสวท. |
![]() พสวท. |