 |
<script language="JavaScript" src="http://www.vcharkarn.com/javafeed/article/235" type="text/javascript"></script> |
|
|
กู้กง-นครต้องห้าม
กู้กง เป็นชื่อของอดีตพระราชวังหลวงของปักกิ่ง เรียกเป็นภาษาอังกฤษว่า The Forbidden City หรือนครต้องห้าม เพราะถึงแม้ว่าเป็นวัง แต่ใหญ่โตกว้างขวางน่าจะเรียกว่าเมืองได้ทีเดียว
ผู้เขียน: เทาชมพู ชมแล้ว: 14,308 ครั้ง
post ครั้งแรก: Tue 9 November 2004, 2:00 pm ปรับปรุงล่าสุด: Tue 9 November 2004, 2:00 pm
|
หน้าที่ 1 - กู้กง-นครต้องห้าม
กู้กง เป็นชื่อของอดีตพระราชวังหลวงของปักกิ่ง เรียกเป็นภาษาอังกฤษว่า The Forbidden City หรือนครต้องห้าม เพราะถึงแม้ว่าเป็นวัง แต่ใหญ่โตกว้างขวางน่าจะเรียกว่าเมืองได้ทีเดียว
กู้กงอยู่ติดกับจตุรัสเทียนอันเหมินทางเหนือ ใครเดินเข้าไปถึงด่านแรกที่เรียกว่าประตูอู่เหมิน อย่าเพิ่งดีใจว่าต่อไปก็ใกล้ถึงตัววังแล้ว และต่อไปเมื่อผ่านเข้าไปจนถึงพระที่นั่งสวยงามโอฬารหลังสองสามสี่ ที่ตั้งห่างไกลกันมาก ก็อย่าเพิ่งดีใจอีกเช่นกัน เพราะยังไม่ถึงครึ่งหนึ่งของทั้งหมด ถ้าจะเดินดูให้ทั่วต้องใช้เวลาทั้งวัน ถ้าจะดูละเอียดต้องใช้เวลาสักหนึ่งเดือน แต่ถ้ามีเวลาครึ่งวันอย่างดิฉัน - ก็ต้องจ้ำพรวดๆ อย่าได้นั่งพักหรือแวะหยุด แล้วค่อยไปเอาเท้าแช่น้ำอุ่นจัดๆ เมื่อกลับถึงที่พักแล้ว
พระที่นั่งหลังแรก ชื่อ ไท่เหอเตี้ยน (แปลว่าความกลมกลืนสูงสุด) แต่ก่อนจะไปถึง ต้องข้ามแม่น้ำทองคำ (จินสุ่ยเหอ) ซึ่งมีสะพานหินอ่อนทอดข้าม ๕ สะพาน มาถึงลานกว้างใหญ่ขนาด ๓๐๐๐๐ ตารางเมตรเสียก่อน มีทางลาดเหมือนพรมผืนยาว อันเป็นทางเสด็จของฮ่องเต้ยามประทับเกี้ยวมาที่ไท่เหอเตี้ยนในวาระสำคัญ เช่นวันขึ้นครองราชย์ วันปีใหม่ วันเฉลิมพระชนมพรรษา วันประกาศรายชื่อผู้สอบเป็นบัณฑิตจีน ข้างไท่เหอเตี้ยนมีเต่าโลหะและนกกะเรียนตัวใหญ่มากตั้งประดับ เป็นสัญลักษณ์ของความมีอายุยืนยาว และมีนาฬิกาแดดแบบโบราณด้วย
ผ่านไท่เหอเตี้ยน ก็จะล่วงเข้าด่านสองคือพระที่นั่ง จงเหอเตี้ยน (ความกลมกลืนสมบูรณ์แบบ) เป็นที่แวะพักของฮ่องเต้เวลาเสด็จออกมาจากข้างใน มีบันไดทอดขึ้น ระหว่างบันไดเป็นทางหินอ่อนแกะสลักลายมังกรนูนอย่างวิจิตพิสดาร ที่นี่เป็นที่เสด็จออกรับบรรณาการ ' จิ้มก้อง' จากแว่นแคว้นอาณาจักรต่างๆ
พระที่นั่งแห่งที่สาม เป่าเหอเตี้ยน (ความกลมกลืนที่ดำรงอยู่) เป็นสถานที่จัดเลี้ยงในวันปีใหม่ ในสมัยฮ่องเต้หย่งเจิ้งแห่งราชวงศ์ชิง(ราชวงศ์สุดท้ายของจีน) ใช้เป็นที่สอบจิ้นสือหรือนักศึกษาทั้งหลายเพื่อเข้ารับราชการ
พระที่นั่งทั้งสามมีชื่อรวมกลุ่มกันว่า ซานต้าเตี้ยน (แปลว่าพระที่นั่งทั้งสาม) ที่จัดกลุ่มรวมกันไว้ก็เพราะสร้างพร้อมกันในค.ศ. ๑๔๒๐ โดยพระบัชญาของฮ่องเต้หย่งเล่อแห่งราชวงศ์หมิง (ราชวงศ์ก่อนสุดท้ายของจีน) ฮ่องเต้องค์นี้เป็นผู้สถาปนาปักกิ่งหรือเป่ยจิงขึ้นเป็นเมืองหลวง พระที่นั่งสามองค์ที่ว่านี้เป็นพระราชวังชั้นนอก ทำนองเดียวกับพระที่นั่งจักรพรรดิพิมาน ไพศาลทักษิณ และอมรินทร์วินิจฉัย ในพระบรมมหาราชวัง ถัดจากนี้เข้าไปก็คือเขตพระราชฐานชั้นใน แบบ "ฝ่ายใน" ของเรา (ที่แม่พลอยเข้าไปอาศัยอยู่นั่นน่ะค่ะ) เริ่มต้นที่ประตู เชียนชิงเหมิน (บริสุทธิ์สรวงสวรรค์) พอพ้นเข้าไปก็เป็นพระที่นั่ง ตำหนักน้อยใหญ่สลับอุทยานอีกหลายแห่ง เป็นที่ประทับของฮ่องเต้ ฮองเฮา นางสนมกำนัลอีกมากมาย ดูคล้ายๆกับไทยตรงที่มีเพียงผู้ชายคนเดียวคือฮ่องเต้ เจ้านายขุนนางที่เป็นชายไม่มีสิทธิ์จะล่วงล้ำเข้าไป แต่แตกต่างกันตรงที่ไทยเราใช้ผู้หญิงด้วยกันเป็นผู้ควบคุมดูแลผู้หญิงในเขตพระราชฐานชั้นใน อย่างพวกยามที่เฝ้าประตูก็คือโขลนผู้หญิง แต่ในพระราชวังของจีน มีขันทีเป็นผู้ดูแลอีกทีหนึ่ง พวกนี้คือชายที่ถูกตอนทางเพศไปแล้วเพื่อไม่มีโอกาสจะไปก่อความสัมพันธ์กับนางในได้ อยุธยาของเราก็มีเหมือนกันในสมัยพระนารายณ์มหาราช เรียกว่า "นักเทศขันที" เข้าใจว่าสั่งมาจากเปอร์เชียไม่ใช่จีน แต่มาถึงสมัยรัตนโกสินทร์ ไม่มีธรรมเนียมเอาขันทีมาไว้ในราชสำนักอีก
ตำหนักใหญ่น้อยในพระราชวังโบราณมีมากมายดูกันไม่ทั่ว ส่วนใหญ่จะปิดเอาไว้ มีร่องรอยทรุดโทรมไปตามเวลา แต่ทางการก็บูรณะไว้อย่างดี ขณะเดินชมก็เห็นความเป็นจริงเรื่องอนิจจังไม่เที่ยง มันเป็นที่เกิดของเหตุการณ์สำคัญทางประวัติศาสตร์ ของแหล่งอารยธรรมใหญ่ของตะวันออก นับเวลาได้ต่อเนื่องหลายศตวรรษ มีความยิ่งใหญ่อลังการตัดกับความยากจนข้นแค้นของประชาชนภายนอก ความหรรษาตรงข้ามกับความหฤโหดแอบแฝงอยู่เบื้องหลังในยามลงโทษ หรือผลัดเปลี่ยนแผ่นดินด้วยการกบฏหรือลอบปลงพระชนม์ เป็นที่รวมของหญิงงามมากที่สุด ทรัพย์สมบัติอเนกอนันต์ที่สุด และความร่าเริงบันเทิงใจราวกับสรวงสรรค์ แต่ก็เจือปนด้วยความทุกข์ทรมานและความตายของบุคคลตั้งแต่สูงสุดจนต่ำต้อยที่สุดในสถานที่นี้เช่นกัน
--------------------------------------------------------------------------------
หมายเหตุ 1 : ข้อมูลบางส่วนจากหนังสือ " ตลุยจีน ท่องถิ่นมังกร "ของรองศาสตราจารย์วุฒิชัย มูลศิลป์
หมายเหตุ 2 : ดูภาพใหญ่แต่ละภาพได้โดยคลิกที่ภาพเล็ก (Thumbnail ) ภายในบทความ
*หมายเหตุ
งานเขียนชิ้นนี้ ได้รับการคุ้มครองสิทธิตามพระราชบัญญัติคุ้มครองสิทธิทางปัญญา โดยลิขสิทธิเป็นของผู้เขียน ที่ให้เกียรตินำเผยแพร่ผ่าน วิชาการ.คอม เรามีความยินดีและอนุญาตให้ทำซ้ำหรือเผยแพร่ต่อเพื่อประโยชน์ทางการศึกษาเท่านั้น กรุณาให้เกียรติผู้เขียน โดยอ้างชื่อผู้เขียนและ วิชาการ.คอม (www.vcharkarn.com) ทุกครั้งที่ทำการเผยแพร่ต่อ ห้ามนำส่วนหนึ่งส่วนใดไปเผยแพร่ต่อในสื่อที่เอื้อประโยชน์ทางธุรกิจก่อนได้รับอนุญาต ขอขอบคุณที่ร่วมกันช่วยสร้างให้สังคมไทยเป็นสังคมแห่งปัญญา
จำนวน 1 ความเห็น, หน้า่ | -1-
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1 18 ก.พ. 2549 (00:59) ขออนุญาติเสริมครับ อันที่จริงกู้กงจะสมบูรณ์และสวยงามกว่านี้ หากทรัพย์สินที่เป็นมรดกอันล้ำค่า เช่น วัตถุโบราณต่างๆ ที่อยู่ในพระราชวัง ไม่ได้ถูกรัฐบาลจีนคณะชาติ โดยจอมพลเจียงไคเช็ค นำไปเก็บไว้ที่เกาะไต้หวัน ในช่วงปี ค.ศ. 1949
ปัจจุบันที่ประเทศไต้หวัน ก็มีกู้กงเหมือนกันครับ เป็นความหมายเดียวกันคือพระราชวังเก่าแก่ โดยเป็นชื่อเรียกของพิพิทธภัณฑ์มรดกของประเทศจีน ที่รัฐบาลจีนคณะชาติขนลงเรือมาด้วย ว่ากันว่าพิพิทธภัณฑ์นี้มีมรดกล้ำค่าไม่แพ้ British Museum หรือ Louve Museum เลยทีเดียว ซึ่งปัจจุบัน Collection ของกู้กงที่กรุงไทเปจะเปลี่ยนทุกสามเดือน และจะใช้เวลาถึง 12 ปี จึงจะสามารถนำมาแสดงโชว์ได้หมดครับ
Dr Yu
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 76 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 178 ดวง - โหวตเพิ่มดาว