 |
<script language="JavaScript" src="http://www.vcharkarn.com/javafeed/article/237" type="text/javascript"></script> |
|
|
กับข้าวชาววัง
กระแส แด จัง กึม ทำให้คนไทย หันมาสนใจ เรื่องการทำอาหารมากขึ้น เมืองไทยเราก็มีตำรับกับข้าวขึ้นชื่ออยู่หลายชนิด บทความ "กับข้าวชาววัง" โดยคุณเทาชมพู ชี้แจงเรื่องนี้ค่ะ
ผู้เขียน: เทาชมพู ชมแล้ว: 20,283 ครั้ง
post ครั้งแรก: Fri 28 October 2005, 12:59 pm ปรับปรุงล่าสุด: Fri 28 October 2005, 12:59 pm
|
หน้าที่ 1 - กับข้าวชาววัง

ขึ้นชื่อว่า "กับข้าวชาววัง" เราคงนึกว่าหมายถึงอาหารรสชาติอร่อย ทำอย่างวิจิตรบรรจงไม่เหมือนชาวบ้าน
ความจริงอาหารชาววังมีหลายแบบค่ะ แต่รวมความแล้วหมายถึงเครื่องเสวย (อาหารเจ้านาย)
กับอาหารที่นิยมทำกันในวัง ในหมู่ชาววัง อยากจะเล่าถึงอาหารชาววัง ชนิดแปลกๆให้ฟังค่ะ
คิดว่าตอนนี้คงหาที่ไหนมากินไม่ได้แล้ว คงจะพอเรียกว่า "เปิบพิสดาร" ได้
ใครเคยทราบไหมคะ ครั้งหนึ่ง สัตว์ประเภท "ตัวหนอน" เป็นอาหารชั้นสูงระดับวังหลวง?
"หนอน" ที่ว่านี่คือด้วงโสน ถ้าใครผ่านไปตามที่ดินว่างๆ ริมถนนปิ่นเกล้า-นครไชยศรี
จะพอมองเห็นโสนออกดอกสีเหลืองสดอยู่ในพงหญ้า ด้วงโสนอาศัยอยู่ในลำต้น หน้าตามันไม่เหมือนตัวด้วง
แต่เหมือนหนอน ตัวใหญ่ยาวขนาดครึ่งนิ้วก้อย ปากดำ วิธีทำคือคั้นกระทิใส่หม้อ หยิบด้วงโสนใส่ลงในหม้อให้มันกินกะทิไปจนอิ่ม
นอนท้องกางกองอยู่ในนั้น ตั้งกระทะ ตีกระเทียมให้หอม ใส่หมูลงไปเล็กน้อย ผัดใส่น้ำปลา
น้ำตาล ให้รสออกหวานเค็มพอดีๆ แล้วค่อยใส่ด้วงโสนลงไปผัด คนสองสามทีก็สุก ตักใส่จานรับประทานได้

ดอกโสน
ผัดด้วงโสนนี้ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดเสวย
เพราะทรงเห็นว่ามีวิตามินมาก เมื่อเป็นพระราชนิยม ชาววังสมัยรัชกาลที่ ๕ จึงกินเป็น
เห็นเป็นเรื่องธรรมดา หาอ่านได้ในหนังสือ "ชีวิตในวัง"ของม.ล.เนื่อง นิลรัตน์
ส่วน
ด้วงมะพร้าว ตัวสีขาวโตกว่าหัวแม่มือ ก็ใช้วิธีเตรียมคล้ายๆกัน
เอาด้วงใส่ลงไปในหม้อกะทิให้มันกินกะทิ แล้วเอาลงทอดในน้ำมัน จนตัวด้วงเหยียดออกไปเป็นตัวยาว
เอาขึ้นมาหั่นเป็นแว่นแล้วจิ้มน้ำจิ้ม
อีกอย่างที่ชาววังรุ่นเก่ารู้จัก นิยมกินกันตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ ๑คือไข่เหี้ย (คงจะนิยมกันมาตั้งแต่อยุธยาตอนปลายแล้ว)
ลูกโตกว่าไข่เป็ดมาก แต่ว่าเปลือกบุบๆนุ่มนิ่มเหมือนไข่เต่า ก่อนกิน ใช้ของแหลมจิ้มเปลือกไข่
ให้เป็นรูเล็กๆ แล้วพรมน้ำเกลือลงไป เอาไปย่างไฟอ่อนๆจนสุก ไข่แดงรสมัน เคี้ยวร่วน
กลิ่นหอมและรสอร่อยกว่าไข่เค็ม
เพราะไข่เหี้ยอร่อยอย่างนี้เอง จึงเกิดเป็นสำนวนไทยว่า
"เกลียดตัวกินไข่"
อาหารเหล่านี้เหลือแต่เพียงในตำนานอาหารไทยเท่านั้น
*หมายเหตุ
งานเขียนชิ้นนี้ ได้รับการคุ้มครองสิทธิตามพระราชบัญญัติคุ้มครองสิทธิทางปัญญา โดยลิขสิทธิเป็นของผู้เขียน ที่ให้เกียรตินำเผยแพร่ผ่าน วิชาการ.คอม เรามีความยินดีและอนุญาตให้ทำซ้ำหรือเผยแพร่ต่อเพื่อประโยชน์ทางการศึกษาเท่านั้น กรุณาให้เกียรติผู้เขียน โดยอ้างชื่อผู้เขียนและ วิชาการ.คอม (www.vcharkarn.com) ทุกครั้งที่ทำการเผยแพร่ต่อ ห้ามนำส่วนหนึ่งส่วนใดไปเผยแพร่ต่อในสื่อที่เอื้อประโยชน์ทางธุรกิจก่อนได้รับอนุญาต ขอขอบคุณที่ร่วมกันช่วยสร้างให้สังคมไทยเป็นสังคมแห่งปัญญา
จำนวน 18 ความเห็น, หน้า่ | -1-
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1 24 ม.ค. 2549 (16:39) ฉันสนใจการทำอาหารเพราะชอบดูแดจังกึมมากค่ะ
www.แดจังกึม (IP:58.147.122.220,,)
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 2 26 ม.ค. 2549 (12:13) เฮ้อ เกาหลี , ญี่ปุ่น อีกแล้ว อาหารไทยเป็นศิลปะชั้นสูง โดยเฉพาะตำหรับอาหารชาววัง
อยากรู้เหมือนกันถ้ามีใครจัดทำละครเรื่อง "เสน่ห์ปลายจวัก" เนี่ย จะฮิตสู้ แดจังกึมได้เปล่า
รักเมืองไทย (IP:58.8.94.27,,)
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 4 6 ก.พ. 2549 (14:24) คุณความเห็นที่ 2
ถ้ามีขึ้นจริงๆ เชื่อว่าน่าจะมีคนดูนะ เพราะว่ายังไงคนไทยก็รักชาติไทยอยู่แล้ว แต่เรื่องที่ทำต้องไม่ใช่แนวคุณหนูกะเพราไก่กับคุณชายไข่ดาว หรือว่าลูกเขยก้นครัว (มั๊ง?ไม่แน่ใจ) เท่านั้นแหละ
น่าน
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 11 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 152 ดวง - โหวตเพิ่มดาว
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 5 20 ก.พ. 2549 (13:00) ใครทราบประวัติความเป็นมาของแกงหมูคั่วระกำ, พระรามลงสรง, ข้าวมัน-สัมตำ, ข้าวตังหน้าตั้ง, ขนมเบื้องกรอบ, เมี่ยงปลาทู, ข้าวคลุกน้ำพริก, ยำใหญ่, และ ขนมเล็บมือนาง บ้างคะ
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 6 22 ก.พ. 2549 (12:28) อยากกินมั้งจัง หิวมากๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆเลย
ตาว (IP:61.19.108.2,172.16.40.1,)
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 10 2 มี.ค. 2549 (23:46) เคยทราบมาว่าอาหารไทยหลายชนิดก็เป็นยาด้วยเช่น แกงส้มดอกแคช่วยป้องกันไข้ตอนหัวฝน(มั้ง) หรือแกงขี้เหล็กช่วยให้นอนหลับง่าย ถ้าเอารายละเอียดพวกนี้มาทำละคร คิดว่าสู้เขาได้สบาย
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 11 8 มี.ค. 2549 (16:03) พูดถึง "ไข่เหี้ย" ก็นึกถึงเรื่องเล่าว่า พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช นั้นโปรดเสวยไข่เหี้ยเป็นอย่างยิ่ง อยู่มาวันหนึ่งก็โปรดจะเสวย แต่ไม่มีใครสามารถหาได้เลย เพราะไม่ใช่ฤดูกาลเหี้ยวางไข่ เจ้าจอมแว่น ในรัชกาลที่ ๑ จึงประดิษฐ์ "ขนมไข่เหี้ย" ขึ้นตั้งเครื่องถวายแทน ต่อมา หลายท่านเรียกขนมไข่เหี้ยด้วยชื่อใหม่ที่ฟังดูหรูหราว่า "ขนมไข่หงส์" ซึ่งปัจจุบันนี้ก็ยังเห็นมีคนนำขนมชนิดนี้ใส่ตะกร้าคล้องแขนเดินขายกันตามท้องถนน แม้จนตามกระทั่งสี่แยกไฟแดงอยู่เนืองๆ
ขนมไข่เหี้ยหรือไข่หงส์เป็นขนมสุดโปรดของผมอย่างหนึ่งครับ ไส้ข้างในเป็นถั่วกวนปรุงรสออกหวานๆ เค็มๆ ซ่อนเผ็ดนิดหน่อย หุ้มด้วยแป้งทอดแล้วเคล้าน้ำตาลเคลือบบางๆ ...อร่อยนัก ว่าแล้วก็หิว...
โบราณท่านว่าไข่เหี้ย (ของจริง) นั้น ต้องรับประทานกับมังคุดจึงจะเข้ากัน เห็นทีจะเข้าทำนองเดียวกันกับกระยาสารทกับกล้วยไข่กระมัง
UP
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 369 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 153 ดวง - โหวตเพิ่มดาว
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 12 7 เม.ย. 2549 (23:08) ขนมไทย ขนมชาววังก็น่าสนใจเหมือนกันนะคะ
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 14 1 พ.ค. 2549 (14:36) เคยอ่านหนังสือชีวิตในวัง ของม.ล.เนื่อง นิลรัตน์ เหมือนกันค่ะ ในนั้นมีสอนทำอาหารในวังอยู่หลายชนิดเหมือนกัน
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 15 3 มิ.ย. 2549 (06:01) แซบ ๆๆ ขอบคุณครับ
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 17 26 ส.ค. 2549 (15:17) แถวที่ทำงาน ยังมี ขนมไข่หงส์มาขายทุกวันค่ะ ชอบเหมือนกัน
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 18 29 ส.ค. 2549 (12:27) หูวววววว เป็นอาหารที่แปลกมากๆ ชอบไอเดียที่ให้ด้วงโสนกับด้วงมะพร้าวกินกะทิจนอิ่ม แล้วค่อยทอด น่ากลัวซาดิสต์ได้ใจครับ 555555+ ผมคนซาดิสต์ครับ ขุนให้อ้วนแล้วฆ่าทิ้ง เอิ๊กๆ ส่วนไข่เอี้ยนี่ หูวววว คนในวังเค้ากินกันด้วยเหรอครับ น่าแปลกดี ขอบคุณที่นำมาเล่าสู่กันฟังนะครับ :D
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 19 30 ส.ค. 2549 (16:30) น้ำลายหก หากินได้ที่ไหนไม่เห็นบอก
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 20 12 ก.ย. 2549 (12:32) ดูน่าทานมากๆเลยครับ แต่หลายอย่างสมัยนี้หาไม่ได้แล้วน่าเสียดายจัง
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 21 15 มิ.ย. 2550 (18:24) เพิ่งเคยได้ยินนะเนี่ย
พิสดารมาก
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 22 24 ส.ค. 2550 (13:25) อาหารไทยกำลังเป็นที่นิยมของชาวโลกเนื่องจากมีเครื่องปรุงที่ประกอบด้วยเครื่องเทศหลายชนิดที่เป็นเอกลักษณ์ของอาหารชนิดนั้นเช่น ต้มยำ ต้องมี ตะไคร้ ใบมะกรูด พริก น้ำปลา มะนาว แกงต่างๆก็จะมีเครื่องแกงที่ต่างกันไป เป็นสูตรที่คิดและสืบทอดกันมาจากบรรพบุรุษที่ให้ความอร่อยเรื่อยมา จนรัฐผลักดันให้ไทยเป็นครัวของโลก เพื่อให้ลูกหลานไทยสามารถนำเอาสมบัติทางปัญญาที่สร้างไว้ให้แล้วมาเพิ่มมูลค่าในรูปอาหารไทยสำเร็จรูปหรือในรูปอื่นที่น่าจะช่วยกันคิด กอ่นที่ชาติอื่นจะมาแย่งชิงไปหมดเพราะมีปรากฏแล้วที่ร้านอาหารไทยในต่างแดนดำเนินการโดยไม่ใช่คนไทย
สายสนม
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 23 10 ม.ค. 2551 (14:16) ติดใจกุหลาบแก้วอ่ะครับ อยากเห็นว่าจะงามเพียงใด เป็นอาหารในวังที่ต้องอาศัยเวลาในการทำมาก