 |
<script language="JavaScript" src="http://www.vcharkarn.com/javafeed/article/245" type="text/javascript"></script> |
|
|
จากวัดระฆังถึงศิริราช
วันนี้ขอชวนนั่งเรือเลียบแม่น้ำเจ้าพระยา ข้ามฟากจากท่าช้างวังหลวงไปฝั่งตรงข้าม ผ่านหน้าวัดระฆังไปถึงโรงพยาบาลศิริราชสักครั้งค่ะ จะชวนรำลึกถึงอดีตเมื่อสองร้อยกว่าปีก่อน
ผู้เขียน: เทาชมพู ชมแล้ว: 13,764 ครั้ง
post ครั้งแรก: Thu 2 December 2004, 5:53 pm ปรับปรุงล่าสุด: Thu 2 December 2004, 5:53 pm
|
หน้าที่ 1 - จากวัดระฆังถึงศิริราช
วันนี้ขอชวนนั่งเรือเลียบแม่น้ำเจ้าพระยา ข้ามฟากจากท่าช้างวังหลวงไปฝั่งตรงข้าม ผ่านหน้าวัดระฆังไปถึงโรงพยาบาลศิริราชสักครั้งค่ะ จะชวนรำลึกถึงอดีตเมื่อสองร้อยกว่าปีก่อน
เมื่อเห็นวัดระฆังโฆษิตารามแล้ว ขอให้มองเจดีย์สามองค์ด้านเหนือพระอุโบสถ ทั้งสามสร้างโดยเจ้านายสามพระองค์ คือ
กรมหมื่นนราเทเวศร์ กรมหมื่นนเรศร์โยธี และกรมหลวงเสนีบริรักษ์ ในครั้งที่พระมารดาผู้เป็นพระชายากรมพระราชวังบวรสถานพิมุข ทรงปฏิสังขรณ์วัดนี้ บัดนี้ไม่ว่ากรมพระราชวังบวรฯ พระชายา หรือพระนามของทั้งสามพระองค์ เลือนหายไปตามกาลเวลา ลบจากความทรงจำของคนไทยรุ่นหลัง
นั่งเรือต่อมาถึงหน้าศิริราช ย้อนหลังไปสองร้อยกว่าปีก่อน ตรงนี้เดิมเรียกว่า
"สวนลิ้นจี่" เป็นที่ตั้งของพระราชวังหลัง คนทั้งฝั่งธนและฝั่งกรุงเทพย่อมรู้จักเจ้าของวังคือ
กรมพระราชวังบวรสถานพิมุข หรือกรมพระราชวังหลังเป็นอย่างดี ในฐานะจอมทัพที่สามของแผ่นดินรองลงมาจาก
สมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก และกรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาท หรือวังหน้า ทั้งกรมพระราชวังหลังและพระโอรสได้ทำศึกขับเคี่ยวกับพม่ามาตลอดพระชนม์ชีพก็ว่าได้
กรมพระราชวังบวรสถานพิมุข ทรงเป็น ' หลานน้า ' ในรัชกาลที่ ๑ พระนามเดิมว่า ทองอิน พระบิดาคือพระอินทรรักษาเจ้ากรมพระตำรวจในสมัยพระเจ้าบรมโกศ ส่วนพระมารดาคือท่านสา พระพี่นางในสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก (ซึ่งต่อมาได้รับการสถาปนาขึ้นเป็นสมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระยาเทพสุดาวดี) ทรงถือกำเนิดตอนปลายอยุธยา เมื่อพระชนม์ได้ ๒๑ กรุงศรีอยุธยาก็แตก จึงเสด็จหนีออกมารับราชการอยู่ที่กรุงธนบุรีจนได้เป็นพระยาสุริยอภัย และได้รับโปรดเกล้าฯสถาปนาเป็นเจ้าฟ้ากรมหลวงอนุรักษ์เทเวศ กรมพระราชวังบวรสถานพิมุขในรัชกาลที่ ๑
เกือบตลอดชีวิตจนกระทั่งพระชนม์ ๕๖ พรรษา กรมพระราชวังหลังทรงตรากตรำทำศึกใหญ่น้อยไม่ว่างเว้นโดยมิได้ทรงย่อท้อ เป็นที่ไว้วางพระราชหฤทัยในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวไม่ว่าจะในการศึกสงครามหรือในยามสงบ เมื่อมีพระราชโอรสทั้ง ๓ พระองค์ ก็ให้ตามเสด็จไปในการศึกด้วยตั้งแต่ทรงพระเยาว์ จนเจริญพระชนม์ขึ้นมาเป็นนักรบเข้มแข็งเช่นเดียวกับพระบิดา พี่น้องทั้งสามพระองค์ทรงร่วมเป็นร่วมตายกันมาในสนามรบ และกลมเกลียวกันดีตลอดพระชนม์ชีพ ไม่เคยมีเรื่องบาดหมางกันเลย
ที่น่าทึ่งอีกอย่างหนึ่งคือนอกจากเป็นนักรบแล้ว
กรมพระราชวังหลังทรงมีพระปรีชาในทางวรรณคดีอีกไม่น้อย เห็นได้จากทรงเป็นผู้อำนวยการแปลพงศาวดารจีนเรื่อง
ไซ่ฮั่น คู่กับเรื่อง สามก๊ก ซึ่งเจ้าพระยาพระคลัง(หน) เป็นผู้อำนวยการแปล ฝีมือแปลนั้นอยู่ในระดับดีเยี่ยมไล่เลี่ยกับ
สามก๊ก โดยเฉพาะตอน
'เตียวเหลียงเป่าปี่สะกดทัพ'
ที่กลายมาเป็นแรงบันดาลใจของสุนทรภู่ใน พระอภัยมณี น่าเสียดายว่าเนื้อเรื่องไม่เป็นที่ประทับใจเท่าใด
คนอ่านก็เลยไม่ติดใจเท่ากับ สามก๊ก ตอนนี้ก็เกือบไม่มีใครรู้จักเรื่องนี้กันแล้วทั้งที่เป็นเรื่องแปลสำนวนดีเรื่องหนึ่ง
นอกจากเรื่องนี้ เชื่อกันว่าเคยนิพนธ์บทละครเรื่อง
พระศรีเมือง
อีกเรื่องหนึ่งด้วย
กรมพระราชวังหลังเป็นเจ้านายที่ควรแก่การยกย่องในพระอัธยาศัย
ทรงมีความเป็นอยู่อย่างสงบในยามสงบ ใฝ่พระทัยด้านทะนุบำรุงศาสนาและวรรณคดี แต่เมื่อถึงยามศึกก็ทำศึกอย่างเข้มแข็งทุกครั้ง
นอกจากนี้แม้จะเจริญด้วยพระเกียรติยศก็ไม่ทรงติดอยู่กับสุขลาภยศสรรเสริญ เมื่อพระชนม์ได้
๕๖ พรรษา ทรงปลดเปลื้องพระราชภาระทั้งหลายออก ตัดสินพระทัยออกผนวชอยู่นานนับปี
แต่ก็ยังไม่วายทรงห่วงบ้านเมือง เมื่อพม่ายกมาตีเชียงใหม่เมื่อพ.ศ. ๒๓๔๕ ก็ทรงลาผนวชกลับมาทำศึกอีกครั้งเป็นครั้งสุดท้าย
ขึ้นไปทำศึกทางเหนือจนไทยตีค่ายพม่าแตกไปได้ หลังจากนั้นจึงเสด็จกลับมาพระนคร และประชวร
ทิวงคตเมื่อพระชนม์ได้ ๖๑ พรรษา
สิ้นกรมพระราชวังหลังแล้ว
สายพระโลหิตของพระองค์ก็ยังได้สืบทอดเชื้อสายนักรบต่อมา แม้เวลาล่วงมาถึงรัชกาลที่
๓ เมื่อเกิดศึกเจ้าอนุวงศ์แห่งเวียงจันทร์ กรมหมื่นนราเทเวศร์สิ้นพระชนม์แล้วเหลือแต่พระอนุชาทั้งสองพระองค์
พระชนม์สูงถึง ๕๐ เศษ ก็ทรงยกทัพหน้าไปด้วยกัน เหมือนดังที่เคยทำศึกร่วมกันมาตลอด
เรื่องทำศึกของพระโอรสกรมพระราชวังหลังในตอนนี้
มีบันทึกเหตุการณ์เล่าเอาไว้สีสันน่าตื่นตาตื่นใจ เลยขอยกมาให้อ่านด้วยกันค่ะ
เมื่อไทยตีค่ายหนองบัวลำภูแตกแล้ว
ทัพหน้าก็ยกไปตั้งอยู่ที่ทุ่งส้มป่อย ลาวจัดทัพมา ๓ ทัพ ล้อมทัพไทยไว้ ๗ วันเพื่อให้อดอาหารจะได้เสียที
พอดีทัพกรมหมื่นนเรศร์โยธียกขึ้นไปทัน มีพล ๑๐๐ คนเศษ ก็เข้าโจมตี พวกลาวเห็นไทยมีกำลังน้อยกว่าก็หันมารบถึงขั้นตะลุมบอนกัน
แต่กรมหมื่นนเรศร์โยธีมีอาจารย์ไปด้วย ๔ คน กล่าวกันว่าอาจารย์เหล่านั้นกระทำวิทยามนต์ให้พวกข้าศึกเห็นว่าเป็นคนอยู่บนต้นไม้ทุกต้น
พวกลาวก็ตั้งใจยิงปืนขึ้นไปบนต้นไม้อย่างเดียวไม่ได้ยิงต่ำลงมาข้างล่าง พวกข้าไทยของกรมหมื่นนเรศร์โยธีจึงไม่ได้เป็นอันตรายเลยแม้แต่สักคนเดียว
พอกรมหมื่นเสนีบริรักษ์คุมกองทัพขึ้นไปทันก็เข้าช่วยกรมหมื่นนเรศร์โยธีตีทัพลาว
ทัพไทยที่ก็ตีหักวงล้อมออกมาประจบกัน ทัพลาวก็แตกพ่ายไป
เมื่อโจมตีทัพลาวแตกพ่ายไปแล้ว
ทั้งสองพระองค์ก็ข้ามฝั่งโขงไปตั้งทัพอยู่ได้ในเมืองเวียงจันทน์ หลังจากเสร็จศึกได้ชัยชนะ เสด็จกลับมาพระนครได้ไม่กี่ปี ก็ประชวรและสิ้นพระชนม์ตามกันไปตามอายุขัย
พระราชวังหลังเหลือแต่เจ้านายสตรีเป็นส่วนใหญ่เมื่อสิ้นเจ้านายทั้งสามพระองค์ มีเพียงหม่อมเจ้าและหม่อมราชวงศ์อยู่กันต่อมา
ไม่มีการสถาปนากรมพระราชวังหลังพระองค์ใหม่ และไม่มีเจ้านายสำคัญพระองค์อื่นเสด็จไปครองวังให้เฟื่องฟูขึ้นมาอีก
วังหลังก็ทรุดโทรมลงเป็นลำดับ จนในที่สุดถูกเวนคืนไปเป็นที่ตั้งโรงพยาบาลศิริราชในปัจจุบัน
นายมีหรือหมื่นพรหมสมพัตสร ศิษย์ของสุนทรภู่เคยรำพึงไว้ด้วยความเศร้าสลดใน
นิราศพระแท่นดงรัง เมื่อนั่งเรือผ่านวัง
ถึงวังหลังเป็นวัดสงัดเงียบ
แต่ก่อนเปรื่องเฟื่องฟ้าสง่าเงย
สามพระองค์ทรงชำนาญในการศึก
แต่ครั้งพวกพม่ามาราวี
ทุกวันนี้มีแต่พระนามเปล่า
เสียดายองค์พงศ์กษัตริย์ขัตติยา |
|
เย็นยะเยียบโรยรานิจจาเอ๋ย
พระคุณเคยปกเกล้าชาวบุรี
ออกสะอึกราญรบไม่หลบหนี
พระต้อนตีแตกยับอัปรา
พระผ่านเกล้านิพพานนานหนักหนา
ชลนานองเนตรสังเวชวัง
|
เชื้อสายของวังหลังยังสืบทอดมาถึงปัจจุบัน สายกรมหมื่นนราเทเวศร์ คือราชสกุล ปาลกะวงศ์ ณ อยุธยา และเชื้อสายของกรมหมื่นเสนีบริรักษ์ คือ เสนีวงศ์ ณ อยุธยา ส่วนกรมหมื่นนเรศร์โยธีไม่มีพระโอรสธิดา
ขึ้นท่าน้ำ เดินเข้าไปถึงโรงพยาบาลศิริราช ถ้าอยากจะหยุดสักนิด ส่งใจแสดงคารวะรำลึกถึงจอมทัพเจ้าของสถานที่ดั้งเดิม ในฐานะที่ทรงมีส่วนปกป้องผืนแผ่นดินไทยไว้ให้คนรุ่นหลังได้อาศัยจนทุกวันนี้ ก็ทำได้นะคะ ไม่มีใครว่า
*หมายเหตุ
งานเขียนชิ้นนี้ ได้รับการคุ้มครองสิทธิตามพระราชบัญญัติคุ้มครองสิทธิทางปัญญา โดยลิขสิทธิเป็นของผู้เขียน ที่ให้เกียรตินำเผยแพร่ผ่าน วิชาการ.คอม เรามีความยินดีและอนุญาตให้ทำซ้ำหรือเผยแพร่ต่อเพื่อประโยชน์ทางการศึกษาเท่านั้น กรุณาให้เกียรติผู้เขียน โดยอ้างชื่อผู้เขียนและ วิชาการ.คอม (www.vcharkarn.com) ทุกครั้งที่ทำการเผยแพร่ต่อ ห้ามนำส่วนหนึ่งส่วนใดไปเผยแพร่ต่อในสื่อที่เอื้อประโยชน์ทางธุรกิจก่อนได้รับอนุญาต ขอขอบคุณที่ร่วมกันช่วยสร้างให้สังคมไทยเป็นสังคมแห่งปัญญา
จำนวน 5 ความเห็น, หน้า่ | -1-
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 2 14 พ.ค. 2549 (13:34) น่าเสียดายค่ะว่าลูกหลานพวกวังหลังเหลืออยู่แถววัดระฆังไม่กี่หลัง ดิฉันมีเพื่อน ที่ยังอยู่ริมแม่น้ำที่นั่น
ดิฉันได้ไปชมวัดระฆังก็เพราะไปหาเธอ
ดูเหมือนเธอจะไม่รู้เรื่องราวเก่าแก่และอธิบายได้ปรุเหมือนท่านเทาชมพูเลย
แต่ดิฉันอาจจะมองข้ามเธอไป
คราวหน้าจะไปซักค่ะ
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 3 22 มิ.ย. 2549 (10:48) ติดตามอ่านเรื่อง ต่างๆจาก อาจารย์ สนุกได้ความรู้ ทุกเรื่อง กราบขอบพระคุณแทนลูกหลานที่มีผู้ทรงความรู้ ทุกๆท่าน เสียสละเวลาอันมีค่า มาถ่ายทอดความรู้ดีๆ อย่างนี้
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 4 21 ธ.ค. 2549 (14:18) คุณยาย เป็นลูกของหม่อมหลวง นามสกุลเสนีย์วงค์ ณ อยุทธยา
เคยเล่าให้ฟังถึงต้นตระกูลของเราให้ฟัง สลดใจดี
คุณยายจำชื่อบุคคลต้นตระกูลไม่ได้ เพิ่งได้รู้ก็วันนี้ขอบคุณมากค่ะ
เชื้อสายเสนีวงศ์ ณ อยุธยา (IP:203.155.165.26)
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 5 28 ม.ค. 2550 (15:15) ในที่สุดก็รู้สักที่ขอบคุณมาก
นาย ณัฐชา เสนีวงศ์ ณ อยุธยา (IP:124.157.158.142)
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 6 2 ก.พ. 2550 (15:47) ขอบคุณนะคะ
อัจฉริยา ปาละกะวงศ์ ณ อยุธยา (IP:203.107.217.194)