 |
<script language="JavaScript" src="http://www.vcharkarn.com/javafeed/article/248" type="text/javascript"></script> |
|
|
ยุคไม่ขำ..วัธนธัมไทย
ออกจากบ้านไปไหนมาไหนต้องสวมหมวก ...ข้าราชการผู้ใหญ่ผู้น้อยต้องมาขายก๋วยเตี๋ยวกัน เพราะเป็นนโยบายระดับชาติ ...ผู้ชายผู้หญิงต้องเปลี่ยนชื่อให้สมกับเพศของตน ชื่อพ่อแม่ตั้งมาใช้ไม่ได้ ...คนไทยถูกห้ามกินหมาก ...ควรเลี้ยงไก่ ปลูกผักในบ้าน ...พูดกันให้ใช้คำว่า "
ผู้เขียน: เทาชมพู ชมแล้ว: 15,736 ครั้ง
post ครั้งแรก: Sat 1 January 2005, 1:25 pm ปรับปรุงล่าสุด: Sat 1 January 2005, 1:25 pm
|
หน้าที่ 1 -
ออกจากบ้านไปไหนมาไหนต้องสวมหมวก ...ข้าราชการผู้ใหญ่ผู้น้อยต้องมาขายก๋วยเตี๋ยวกัน เพราะเป็นนโยบายระดับชาติ ...ผู้ชายผู้หญิงต้องเปลี่ยนชื่อให้สมกับเพศของตน ชื่อพ่อแม่ตั้งมาใช้ไม่ได้ ...คนไทยถูกห้ามกินหมาก ...ควรเลี้ยงไก่ ปลูกผักในบ้าน ...พูดกันให้ใช้คำว่า "ฉัน" "ท่าน" และลงท้ายว่า "จ้ะ" ไม่ใช่ "คุณ" "ผม" "ฉัน" หรือ "ครับ" และ "ค่ะ"
เคยอ่านพบเรื่องนี้แล้วขำกลิ้ง มารู้ทีหลังว่าคนสมัยนั้นนอกจากไม่ขำยังถือเป็นเรื่องซีเรียส เพราะเป็น
ยุครัฐนิยม
หรือยุค "วัธนธัม" เมื่อพ.ศ. ๒๔๘๒ สมัย
จอมพล
ป. พิบูลสงคราม เป็นนายกรัฐมนตรี ประชาชนต้องปฏิบัติตามนโยบายของท่านผู้นำอย่างเคร่งครัด
จอมพล ป. ประสงค์จะปลูกฝังความรักชาติและให้คนไทยสมานสามัคคี มองเห็นความสำคัญของชาติไทย ตลอดจนทำให้ประเทศมีความเจริญเช่นเดียวกับประเทศอารยะทั้งหลายทางตะวันตก จึงออกประกาศมา ๑๒ ฉบับ เนื้อความเป็นยังไงขอไม่เอามาลงเพราะยาวมาก แต่ในจำนวนนี้มีหลายเรื่องที่กระทบกระเทือนความเป็นอยู่ของคนไทย เพราะมันเข้ามากำกับชีวิตความเป็นอยู่ประจำวันกันเลยทีเดียว
เรื่องแรกคือเริ่มต้นด้วยการชักชวนให้ชายหญิงแต่งกายให้ดีมีระเบียบแบบสากล ผู้หญิงเลิกนุ่งโจงกระเบนมานุ่งผ้านุ่งหรือกระโปรง
ผู้ชายนุ่งกางเกงแบบฝรั่ง ทุกคนควรสวมรองเท้าและไม่กินหมากเพื่อจะได้ไม่บ้วนน้ำหมากเลอะเทอะ ออกจากบ้านต้องสวมหมวก แต่เมื่อไม่ได้ผลเพราะประชาชนไทยไม่ชิน รัฐก็มีคำสั่งให้ข้าราชการทุกคนสวมหมวก แม้แต่นักเรียนก็มีหมวกเป็นส่วนประกอบเครื่องแบบ ส่วนชาวบ้านถ้าจะไปติดต่อราชการต้องสวมหมวก ในที่สุดก็กลายเป็นว่าทุกคนออกจากบ้านต้องสวมหมวก ไม่กินหมาก ไม่งั้นตำรวจจะมาเตือนได้ง่ายๆ ส่วนจะเป็นหมวกอะไรแบบไหนรัฐไม่ว่า คุณยายจะขอยืมหมวกกะโล่ของคุณตามาสวมก็ไม่เป็นไร คุณตาหาหมวกไม่ได้จะยืมหมวกเด็กนักเรียนข้างบ้านมาสวมแก้ขัดตอนออกจากบ้าน ก็ไม่มีใครว่าอีกเหมือนกัน
อีกเรื่องคือการกำหนดชื่อคนไทยเสียใหม่ เพราะรัฐเห็นว่าชื่อคนไทยแต่เดิมไม่มีระเบียบ เป็นชื่อไม่ไพเราะก็มี และชื่อไม่แบ่งเพศเป็นหญิงชายก็มาก จึงมีประกาศมากำหนดเสียใหม่ว่าผู้หญิงควรชื่อแบบไหน ผู้ชายควรชื่อแบบไหน ในประกาศบอกไว้ละเอียดเช่นชื่อผู้หญิงควรมีความหมายถึงความสวยงาม เครื่องประดับหรือดอกไม้ ส่วนผู้ชายก็ควรชื่ออะไรที่เข้มแข็งเช่นแปลว่าอาวุธ ทำให้เกิดอลหม่านล้านเจ็ดในหมู่ผู้มีชื่อไม่คล้อยตามเพศมาตั้งแต่เกิดเพราะพ่อแม่ตั้งให้แบบนั้น
อย่างนักหนังสือพิมพ์อาวุโสท่านหนึ่งชื่อนายประหยัดศรี ก็ต้องเปลี่ยนเป็นนายประหยัด ศ. สุภาพสตรีผู้หนึ่งชื่อสมัย ก็ต้องเติมคำว่าสวาทเข้าไปเป็นสมัยสวาท ขนาดนางสาวไทยชื่อเรียม ก็ต้องเปลี่ยนเป็นเรียมรมย์ แม้แต่สมเด็จพระพันวษาอัยยิกาเจ้าทรงพระนามเดิมว่า สมเด็จพระนางเจ้าสว่างวัฒนา ก็ทรงได้รับคำแนะนำให้เปลี่ยนพระนามเสียใหม่เพราะพระนามเดิมฟังเป็นเพศชาย ทำให้กริ้ว
ตรัสตอบมาว่า
" ชื่อของฉัน ทูลกระหม่อม (หมายถึงพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ
ผู้เป็นสมเด็จพระบรมราชชนก) พระราชทานให้ ท่านทรงทราบดีว่าฉันเป็นผู้หญิงหรือผู้ชาย"
ส่วนเรื่องขายก๋วยเตี๋ยว เป็นนโยบายของจอมพล ป. ที่เห็นความสำคัญของการค้าขาย เมื่อในประกาศอีกข้อหนึ่งได้สนับสนุนให้คนไทยเลี้ยงหมู ปลูกผัก เพาะถั่วงอก ก็ควรขายก๋วยเตี๋ยวเสียให้ครบวงจร เพราะก๋วยเตี๋ยวมีรสอร่อย มีทั้งหมูและผักและถั่วงอกอยู่ในนั้น จึงมีนโยบายทำหนังสือเวียนแจกไปทุกจังหวัด ให้ผู้ว่าราชการจังหวัด
นายอำเภอและครูใหญ่ทุกโรงเรียนขายก๋วยเตี๋ยวคนละหนึ่งหาบ และให้กรมประชาสงเคราะห์พิมพ์คู่มือการทำก๋วยเตี๋ยวออกแจกจ่าย
สมัยนั้นข้าราชการที่ขึ้นหน้าขึ้นตาทั้งหลายจึงมีหน้าที่ขายก๋วยเตี๋ยวกันเป็นการใหญ่ ถือเป็นส่วนหนึ่งของการสนองนโยบายรัฐด้วยดี
อีกเรื่องหนึ่งที่มีผลกระทบหนักต่อครูมากกว่าอาชีพอื่น คือจอมพล ป. ริเริ่มให้ใช้ตัวสะกดแบบใหม่ในบทเรียนภาษาไทย
ตัดตัวอักษรบางตัวที่เห็นว่าไม่จำเป็นออกไป เช่น ฆ ฌ ญ ฒ ศ และ รร อย่างวัฒนธรรม
ก็สะกดว่า "วัธนธัม" อ่านออกเสียงอย่างไรก็สะกดตามนั้น อย่างคำว่า เสริม
ก็ให้เขียน เสิม หญิง เขียนว่า หยิง และกำหนดคำสรรพนามให้เรียกกัน เพียง "ฉัน"
และ "ท่าน" ลงท้ายว่า "จ้ะ" นอกจากนี้ยังมีคำติดปากอีกคือ "ขอโทษ
" และ "ขอบใจ"
ถ้าเกิดในยุคนั้น ดิฉันจะถามคุณจ้อว่าได้รับบทความที่ส่งไปหรือยัง ก็ต้องถามว่า "ท่านได้รับบทความของฉันหรือยังจ๊ะ?"
และคุณจ้อก็จะต้องตอบว่า "ฉันได้รับบทความของท่านแล้วจ้ะ ขอบใจ" หรือไม่ก็
"ขอโทษ ฉันได้รับแล้วแต่ยังไม่ได้ตอบท่านจ้ะ" ถ้าทนพูดกันไหวก็พูดกันอย่างนี้ต่อไป
ถ้าทนไม่ไหวก็ต้องเลิกพูดกัน นักประพันธ์หลายคนอย่างยาขอบ และมาลัย ชูพินิจ เลิกเขียนนิยายในช่วงนั้นไปเลยเพราะไม่อาจทนเขียนให้พระเอกพูดกับนางเอกว่า
"ฉันรักท่านจ้ะ"
อีกเรื่องที่ว่าจะไม่ขำแล้วก็อดขำไม่ได้ คือพอถึงเวลาชักธงชาติขึ้นเสาทุกคนจะต้องหยุดยืนเคารพธงชาติ
แต่เคร่งครัดมากกว่าตอนนี้ ขนาดหมอขึ้นเยี่ยมคนไข้ช่วงเช้า ก็ต้องหยุดยืนตรงอยู่ข้างเตียง
คนไข้นอนอยู่บนเตียงถ้าลุกไหวก็ต้องลุกขึ้นยืนบนเตียง จนธงชาติขึ้นสู่เสาเรียบร้อยถึงจะนอนลงต่อไปได้
เมื่อหมดยุค "วัธนธัม" เพราะเปลี่ยนตัวผู้นำ คนไทยก็ถอดหมวก คนแก่คนเฒ่ากลับมานุ่งโจงกระเบนกินหมาก
ผู้คนพูดจากันแบบเดิม หันมาเรียนหนังสือภาษาไทยและสะกดตัวกันอย่างเดิม เหลือเรื่องนี้ไว้เป็นตำนานเท่านั้น
*หมายเหตุ
งานเขียนชิ้นนี้ ได้รับการคุ้มครองสิทธิตามพระราชบัญญัติคุ้มครองสิทธิทางปัญญา โดยลิขสิทธิเป็นของผู้เขียน ที่ให้เกียรตินำเผยแพร่ผ่าน วิชาการ.คอม เรามีความยินดีและอนุญาตให้ทำซ้ำหรือเผยแพร่ต่อเพื่อประโยชน์ทางการศึกษาเท่านั้น กรุณาให้เกียรติผู้เขียน โดยอ้างชื่อผู้เขียนและ วิชาการ.คอม (www.vcharkarn.com) ทุกครั้งที่ทำการเผยแพร่ต่อ ห้ามนำส่วนหนึ่งส่วนใดไปเผยแพร่ต่อในสื่อที่เอื้อประโยชน์ทางธุรกิจก่อนได้รับอนุญาต ขอขอบคุณที่ร่วมกันช่วยสร้างให้สังคมไทยเป็นสังคมแห่งปัญญา
จำนวน 10 ความเห็น, หน้า่ | -1-
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1 17 ก.พ. 2549 (09:15) ขอบใจท่านมากจ้ะ
ฉันเองก็คิดว่าถ้าเกิดทันสมัยนั้น ก็คงต้องไปแบกหาบก๋วยเตี๋ยวขายหลังเลิกกิจการหลวง
ฉันได้ยินเรื่องราว ความเป็นอยู่ แลการเจ้ากี้เจ้าการของรัฐต่อความเป็นอยู่ปกติของประชาชนมาก็มาก
แต่นี่เป็นครั้งแรกที่ได้รู้ว่าถึงทัศนะของสมเด็จพระพันวษาอัยยิกา
เรียกภาษาวัยรุ่นก็ต้องบอกว่าพระองค์จ๊าบมาก
หัวก้าวหน้าเฉกเช่นกล่มเฟมินิสต์เลยละ
น้องลูกเนียง ณ เมืองคอน (IP:24.193.245.190,,)
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 2 10 เม.ย. 2549 (15:04) "เชื่อผู้นำชาติพ้นภัย"
................................. ตอนดูโหมโรงจะร้องไห้
....แต่ก็เข้าใจท่านผู้นำ ว่ามีเหตุอันจำเป็น
.......................แต่ก็นั่นแหละ สิ่งบางสิ่งลอกเค้ามามันก็ไม่เข้ากับบ้านเรา
อย่างให้หอมแก้มภรรยาก่อนออกจากบ้าน (อายมั๊ย? ก็คนไม่เคยทำ)
สวมหมวก (ร้อนจะตาย)
ห้ามกินหมาก (ก็กินกันมาจนปูนนี้)
ฯลฯ
แต่ก็ดี พออะไรๆเก่าๆมันจะหายไปในตอนนี้ ย้อนกลับไปดูสมัยมาลานำไทยแล้ว เราก็คงจะหวงแหนกันขึ้นมาอีกเยอะ
111
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 88 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 152 ดวง - โหวตเพิ่มดาว
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 3 13 เม.ย. 2549 (13:00) ผมคิดว่าจอมพลป.ท่านอาจมีความปรารถนาดีต่อบ้านเมือง แต่วิธีการของท่านนั้นดูแล้วก็เหมือนเป็นการตอนกิ่ง(โดยนำวัฒนธรรมตะวันตกเข้ามา) โดยพยายามที่จะตัดรากเหง้าและต้นตอที่เป็นของเราโดยแท้ออกไป(โดยการดูแคลนและสั่งห้าม"เป็น"ในสิ่งที่เรา"เป็นอยู่") ผลสุดท้ายต้นไม้ต้นนั้นก็คงไม่รอดหรอกครับ
ภาพยนตร์เรื่อง"โหมโรง" ได้แสดงให้เห็นถึงเหตุการณ์ในช่วงนั้นได้เป็นอย่างดี และผมก็เห็นด้วยอย่างยิ่งกับประเด็นที่ผู้สร้างต้องการจะสื่อออกมา
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 4 1 พ.ค. 2549 (14:33) รู้สึกดีใจที่คุณครูยังสอนให้เขียนว่าวัฒนธรรม ไม่ใช่ "วัธนธัม"เพราะคงรู้สึกแปลกๆ
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 5 6 พ.ค. 2549 (07:00) เคยได้ยินคุณปู่เล่าให้ฟังบ้างครับ...แต่ไม่ละเอียด ดีแบบนี้
เพราะเป็นชาวบ้านธรรมดาๆ .....ขอบคุณและชอบบทความที่มีคุณค่าแบบนี้ครับ
...ชอบๆๆๆ...ขอบคุณครับ(จ้ะ)
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 6 1 มิ.ย. 2549 (22:07) ก เอ๋ย ก ไก่ ข ไข่ ในเล้า ฃ ฃวด ของเรา
ค ควาย เข้านา ฅ ฅน ขึงขัง ฆ ระฆัง ข้างฝา
ง งู ใจกล้า จ จาน ใช้ดี ฉ ฉิ่ง ตีดัง
ช ช้าง วิ่งหนี ซ โซ่ ล่ามที ฌ กะเฌอ คู่กัน
ญ หญิง โสภา ฎ ชฎา สวมพลัน ฏ ปฏัก หุนหัน
ฐ ฐาน เข้ามารอง ฑ นางมณโฑหน้าขาว ฒ ผู้เฒ่า เดินย่อง
ณ เณรไม่มอง ด เด็ก ท่องนิมนต์ ต เต่า หลังตุง
ถ ถุง แบกขน ท ทหาร อดทน ธ ธง คนนิยม
น หนูขวักไขว่ บ ใบไม้ ทับถม ป ปลา ตากลม
ผ ผึ้งทำรัง ฝ ฝา ทนทาน พ พาน วางตั้ง
ฟ ฟัน สะอาดจัง ภ สำเภา กางใบ ม ม้า คึกคัก
ย ยักษ์ เขี้ยวใหญ่ ร เรือ พายไป ล ลิง ไต่ราว
ว แหวน ลงยา ศ ศาลาเงียบเหงา ษ ฤษีหนวดยาว
ส เสือ ดาวคะนอง ห หีบใส่ผ้า ฬ จุฬาหน้าผยอง
อ อ่าง เนืองนอง ฮ นกฮูก ตาโต
ลองคิดดูสิค่ะ ถ้าตัดตัวที่ไม่จำเป็นออก แถมเอาตัวควบกล้ำออกอีกต่างหาก ภาษาไทยเลย "กาย" เป็นไม่ "เพาะ" ไปเลย
HyPEr
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 3 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 152 ดวง - โหวตเพิ่มดาว
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 8 15 ม.ค. 2550 (03:34) อยากทราบประวัติื ความเป็นมาของคำว่าสยามนะครับ
dtab59@yahoo.com (IP:24.19.45.113)
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 9 29 มี.ค. 2550 (15:40) ได้ดูทั้งเรื่องโหมโรงแล้วก็ได้อ่านสี่แผ่นดินด้วย
ก็รู้สึกขำๆดี แต่ตอนนี้ตัวเองเรียนสาขาภาษาไทย
ก็ยังคิดอยู่เลยว่าถ้าวัธนธัมยังอยู่
ยังจะเลือกเรียนภาษาไทยอยู่มั้ย
คงจะทำใจเรียนไม่ลงเหมือนกัน
"เชื่อผู้นำ...ชาติ..-ลัย"
แน่ๆค่ะอันนี้รับรอง
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 10 15 เม.ย. 2550 (03:40) ฉันต้องขอขอบใจท่านอาจารย์จ้ะ
ฉันอ่านแล้วขำกระจายทั่วบ้านเลยจ้ะ
ฉันยังเกิดทันใส่หมวกกะโล่สีขาวไปโรงเรียนจ้ะ
กว่าฉันจะจบชั้นประถมต้นก็ทำหายไปหลายใบทีเดียวจ้ะ
และต้องขอบใจท่านผู้นำในยุคนั้นมากจ้ะ
อันตัวฉันชอบกินก๋วยเตี๋ยวมากกกกกกกก...จ้ะ
เฮ้อ......จ้ะสะเหนื่อยเลยจ้ะ