คุณยังไม่ได้ Log in | สมัครสมาชิก ฟรี
กลับหน้าแรก วิชาการ.คอม
<script language="JavaScript" src="http://www.vcharkarn.com/javafeed/article/250" type="text/javascript"></script>
ศาลเจ้าพ่อหลักเมือง
หลักเมืองของกรุงเทพฯทำพิธียกเมื่อวันอาทิตย์เดือนหก ขึ้นสิบค่ำ ตรงกับวันที่ ๒๓ เมษายน พ.ศ. ๒๓๒๕ ฤกษ์เวลาย่ำรุ่งห้าสิบสี่นาที นับเป็นสิ่งก่อสร้างสำคัญอย่างหนึ่งของเมืองหลวงเมื่อแรกตั้งกรุง
ผู้เขียน: เทาชมพู ชมแล้ว: 16,539 ครั้ง
post ครั้งแรก: Sat 16 April 2005, 10:54 am ปรับปรุงล่าสุด: Sat 16 April 2005, 10:54 am
อยู่ในส่วน: ประวัติศาสตร์

หน้าที่ 1 -
เจ้าของงานเขียน แ้ก้ไขหน้านี้ ได้ที่นี่

        เมื่อ วันนี้ขอชวนสมาชิกเรือนไทยยืดแข้งยืดขาออกกำลังกาย
ลงจากเรือนไปเที่ยวศาลเจ้าพ่อหลักเมืองกัน เริ่มต้นที่สนามหลวงนะคะ เดินผ่านกระทรวงยุติธรรมไปเรื่อยๆ
มุ่งหน้าจะไปกระทรวงกลาโหม ข้ามถนนข้างๆ ข้างกระทรวงยุติธรรม นั่นแหละค่ะจะเห็นศาลเจ้าพ่อหลักเมือง
ดูใหญ่โตโอ่อ่าไม่น้อยอยู่ริมถนนใหญ่

         หยุดยืนกันหน้าศาลหลักเมือง
อย่าเพิ่งเข้าไป มาทำความเข้าใจกันนิดนะคะ ว่าศาลหลักเมืองคืออะไร? ทำไมต้องมีศาลหลักเมือง?
         สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ
ทรงให้คำตอบไว้ว่า




        "
หลักเมืองเป็นประเพณีพราหมณ์ มีมาแต่อินเดีย ไทยตั้งหลักเมืองขึ้นตามธรรมเนียมพราหมณ์
ที่จะเกิดหลักเมืองนั้นคงจะเป็นด้วยประชาชนประชุมชนนั้นต่างกัน ที่อยู่เป็นหมู่บ้านก็มีหมู่บ้านหลายๆหมู่บ้านรวมกันเป็นตำบล
ตำบลตั้งขึ้นเป็นอำเภอ อำเภอหลายๆอำเภอเรียกว่าเมือง เมืองหลายๆเมืองรวมกันเป็นเมืองใหญ่
เมืองใหญ่หลายๆเมืองเป็นมหานคร คือเมืองมหานคร"



         ในเมื่อแตกต่างกันอย่างนี้
ก็ต้องมี "หลัก" เอาไว้เมื่อมีการสถาปนาเมืองมหานคร
หรือเมืองหลวงขึ้นไว้ให้เกิดความรู้สึกเป็นปึกแผ่นมั่นคง เมื่อไทยรับประเพณีหลายๆ
อย่างมาจากอินเดียก็ได้รับคติข้อนี้มาด้วย หลักเมืองจึงปรากฏอยู่ในตำนานการสร้างเมืองหลวงหลายแห่ง
บนดินแดนแหลมทองของเรา อย่างใน ตำนานสิงหนวัต
บอกไว้ว่าขุนลังสร้างเมืองใหม่ขึ้นหลังจากเมืองโยนกเกิดแผ่นดินไหว จนเมืองถล่มจมกลายเป็นหนองน้ำ
ได้ตั้งหลักเมืองขึ้นในวันอังคารเดือนแปดขึ้นเจ็ดค่ำ ปีเถาะ พ.ศ. ๑๐๓๗ ส่วนใน ตำนานจามเทวีวงศ์
พระฤาษีเนรมิตเขลางค์นครให้เจ้าอนันตยศ พระราชโอรสของพระนางจามเทวี แล้วเอาแผ่นผาศิลาบาตก้อนหนึ่งมาตั้งไว้กลางเมือง
ศิลานี้ก็คือหลักเมือง และเขลางค์นครก็คือเมืองลำปางในปัจจุบัน ส่วนสุโขทัยเองก็มีหลักเมืองเหมือนกัน
ศิลาก้อนนั้นคือที่มาของตำนานเรื่องพระร่วงและขอมดำดินนั่นเอง

         หลักเมืองของกรุงเทพฯ ทำพิธียกเมื่อวันอาทิตย์เดือนหก
ขึ้นสิบค่ำ ตรงกับวันที่ ๒๓ เมษายน พ.ศ. ๒๓๒๕
ฤกษ์เวลาย่ำรุ่งห้าสิบสี่นาที นับเป็นสิ่งก่อสร้างสำคัญอย่างหนึ่งของเมืองหลวงเมื่อแรกตั้งกรุง

         พาย้อนอดีต ชวนลูกทัวร์กลับไปดูว่าเมืองหลวงของเราตอนนั้นหน้าตาเป็นอย่างไร
จากคำบรรยายตอนชมเมืองในพระราชนิพนธ์ อิเหนา

ท่ามกลางทางท้องสถลมาศ

บ้านช่องสองข้างมรรคา

เหล่าพวกกรมท่าเจ้าภาษี

เรือนริมรัถยาฝากระดาน

สุเหร่าเรียงเคียงคั่นปั้นหยา

ศาลเทพารักษ์หลักเมือง

  ลำดับดาดอิฐแผ่นแน่นหนา

ล้วนเคหาหน้าถังนั่งร้าน

มั่งมีสมบัติพัสถาน

ตึกกว้านบ้านขุนนางนองเนือง

ก่อผนังหลังคามุงกระเบื้อง

นับถือลือเลื่องทั้งกรุงไกร



        ในศาลหลักเมือง มี "หลักเมือง"
ทำด้วยไม้ชัยพฤกษ์สูง ๑๐๘ นิ้ว เส้นผ่าศูนย์กลาง ๒๙. ๑/๒ นิ้ว ประดิษฐานอยู่บนแท่นกว้าง
๖๙.๑/๒ นิ้ว ปลายเสาเป็นรูปหัวเม็ดทรงมัณฑ์ ข้างในเป็นช่องบรรจุเทวรูปเทพารักษ์พระหลักเมือง
และพระสุพรรณบัตรจารึกดวงชะตาเมือง ดังนั้น ที่ว่านับถือลือเลื่องทั้งกรุงไกร ก็คือการนับถือเทพารักษ์นี่เองค่ะ
ไม่ใช่นับถือตัวศาลหรือตัวเสาหลักเมือง

         เทพารักษ์มาจากไหน ก็มาจากความเชื่อดั้งเดิมของคนไทย ก่อนพุทธศาสนาจะเข้ามายังไงล่ะคะ
คือลัทธิการนับถือผีสางเทวดา เชื่อว่าทุกข์โศกโรคภัยและสิ่งพิบัติต่างๆ เกิดจากการดลบันดาลของสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่มองไม่เห็น
ในทางตรงกันข้าม สิ่งที่มองไม่เห็นนี้ก็อาจบันดาลให้เกิดความสุขความเจริญได้เช่นกัน
ก็เพราะเหตุนี้เองคนไทยจึงมีพิธีกรรมบวงสรวง อัญเชิญสิ่งศักดิ์สิทธิ์มาคุ้มครองป้องกันภัย
และเกื้อกูลให้เจริญรุ่งเรืองเมื่อตั้งถิ่นที่อยู่

         เทวดาที่ไทยถือว่ามีหน้าที่คุ้มครองบ้านเมืองมี
๔ องค์ใหญ่ๆด้วยกันคือ พระหลักเมือง พระเสื้อเมือง
พระทรงเมือง และ พระกาฬไชยศรี


         ในรัชกาลที่ ๑ พระหลักเมืองอยู่ในศาลเจ้าพ่อหลักเมือง
องค์อื่นๆท่านก็มีศาลของท่านเองแยกไปต่างหาก และยังมีเทพารักษ์อื่นๆนอกเหนือจากนี้ด้วย
แต่ต่อมาบ้านเมืองมีสิ่งก่อสร้างทางราชการเพิ่มขึ้นทุกทีตามยุคสมัย ก็จำต้องรื้อถอนศาลเทพารักษ์หลายศาลออกไป
เทวรูปประจำศาลทั้งหลายจึงได้รับการอัญเชิญมาอยู่รวมกันที่ศาลเจ้าพ่อหลักเมือง
คือ เจ้าพ่อหอกลอง พระเสื้อเมือง พระทรงเมือง พระกาฬไชยศรี
และ เจ้าพ่อเจตคุปต์




         เจ้าพ่อหอกลอง
ลักษณะเป็นรูปเทวดาสวมมงกุฎ หล่อด้วยโลหะปิดทองสูง ๑๐๕ ซ.ม.ยกกรทั้งสองขึ้นสูง
มีนาครัดอยู่ เดิมมีศาลอยู่ใกล้หอกลองหน้าว้ดโพ หรือวัดพระเชตุพน แต่รื้อลงเพื่อทำกรมทหารหรือกรมรักษาดินแดนในปัจจุบัน

         พระเสื้อเมือง
หล่อด้วยทองสัมฤทธิ์ปิดทอง เป็นเทวดาทรงเครื่องประดับสังวาล ทับทรวง พาหุรัด ทองกร
สวมมงกุฎ พระหัตถ์ซ้ายกุมคทา พระหัตถ์ขวายกสูงเสมอพระนลาฏ เข้าใจว่าเดิมถืออาวุธแต่หักหายไป

         พระทรงเมือง
แต่งองค์แบบเดียวกับพระเสื้อเมืองแต่ต่างอิริยาบถออกไป พระหัตถ์ซ้ายกุมพระขรรค์ยกขึ้นที่เอว
พระหัตถ์ขวายกสูงเหมือนถืออาวุธแต่หักหายไปเช่นกัน

         พระกาฬไชยศรี
เป็นเทวรูปสี่กร ประทับนั่งบนหลังนกแสก ถืออาวุธต่างๆแต่หักหายไปอีกเหมือนองค์อื่นๆ
ศาลเดิมอยู่ใกล้เจ้าพ่อหอกลองแต่ถูกรื้อลงในคราวเดียวกันค่ะ

         เจ้าพ่อเจตคุปต์
ลักษณะคล้ายเจ้าพ่อหอกลอง แต่กรหักหายไปทั้งสองข้าง เดิมอยู่ที่ศาลหน้าหับเผยข้างคุกมหันตโทษ
ชาวบ้านจึงเรียกเพี้ยนว่า "เจ้าพ่อเจตคุก"




         พระกาฬไชยศรีและพระเจตคุปต์เดิมเป็นเทวดาอินเดียระดับกลางๆ
ไม่ใหญ่โตนัก เป็นบริวารของพระยม พระกาฬหรือพระกาลเป็นเทวทูตมีหน้าที่นำวิญญาณคนตายไปยมโลก
ส่วนพระเจตคุปต์เป็นนายทะเบียนคนตาย มีหน้าที่สำรวจว่าใครถึงที่ตาย ก็จะส่งมรณบัตรให้พระกาฬมารับเอาตัวไป
แต่เมื่อทั้งพระกาฬกลายมาเป็นเทวดาไทย ก็ได้รับการยกย่องนับถือเป็นเทพชั้นปกครอง
ผู้คนกลัวกันมาก จนเกิดสำนวนใช้ในการสบถสาบานว่า "ให้พระแก้วพระกาฬหักคอซิเอ้า"


         จบคำอธิบาย ถึงเวลาเข้าไปในศาล
ไหว้เจ้าพ่อกันแล้วค่ะ ขอให้ท่านคุ้มครองบ้านเมือง ให้รอดพ้นจากสงครามเศรษฐกิจเสียที




หน้าถัดไป (หน้า 2) >>>
*หมายเหตุ งานเขียนชิ้นนี้ ได้รับการคุ้มครองสิทธิตามพระราชบัญญัติคุ้มครองสิทธิทางปัญญา โดยลิขสิทธิเป็นของผู้เขียน ที่ให้เกียรตินำเผยแพร่ผ่าน วิชาการ.คอม เรามีความยินดีและอนุญาตให้ทำซ้ำหรือเผยแพร่ต่อเพื่อประโยชน์ทางการศึกษาเท่านั้น กรุณาให้เกียรติผู้เขียน โดยอ้างชื่อผู้เขียนและ วิชาการ.คอม (www.vcharkarn.com) ทุกครั้งที่ทำการเผยแพร่ต่อ ห้ามนำส่วนหนึ่งส่วนใดไปเผยแพร่ต่อในสื่อที่เอื้อประโยชน์ทางธุรกิจก่อนได้รับอนุญาต ขอขอบคุณที่ร่วมกันช่วยสร้างให้สังคมไทยเป็นสังคมแห่งปัญญา



จำนวน 4 ความเห็น, หน้า่ | -1-
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1 10 เม.ย. 2549 (14:41)
แล้วผีเสื้อสมุทร เป็นทำนองเดียวกันกับพระเสื้อเมืองหรือไม่?
เรียนถามด้วยความเคารพ ขอบพระคุณล่วงหน้า
111 เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 88 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 152 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 2 23 เม.ย. 2549 (13:17)
เสื้อ หมายถึง เชื้อสาย ; ผีหรืออมนุษย์พวกหนึ่งเรียกเต็มว่า ผีเสื้อ,ถ้าอยู่ในน้ำเรียก ผีเสื้อน้ำ,ถ้าเป็นยักษ์เรียกผีเสื้อยักษ์, ถ้าอยู่รักษาเมืองเรียกว่า ผีเสื้อเมือง เสื้อเมือง หรือพระเสื้อเมือง (พจนานุกรม ฉนับราชบัณฑิตสถาน พ.ศ. 2542. หน้า 1229)
ลำดวนเอ๋ยพี่จะด่วนไปก่อนแล้ว เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 194 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 152 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 3 7 ส.ค. 2549 (09:09)
มาร่วมอ่านเพื่อเป็นแนวทางในการเขียนและต่อเติมในกระทู้ศาลหลักเมืองสุพรรณของผมด้วยครับ
ขอบคุณครับ
NickyNick เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 642 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 100 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 4 7 ก.ย. 2549 (17:17)
จริงๆ แล้วคิดว่าเป็นวันที่ 21 เมษายน พ.ศ.2325 นะคะที่เป็นวันตั้งศาลหลักเมืองอันนี้คงเป็นวันทำพิธียกนะคะคงจะเป็นพิธีคนละพิธีกัน
aoicherry เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 8 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 152 ดวง - โหวตเพิ่มดาว


กรุณา login เพื่อ comment งานเขียนนี้

???? สมัครสมาชิก ฟรี ตลอดชีพ


เทาชมพู
(เทาชมพู)

ผู้ชมข้อมูลนี้แล้ว 12,569 ครั้ง
เป็นสมาชิก: นานกว่า 7 ปี
แบ่งปันความรู้ 5,218 ครั้ง
ได้รับดาว 178 ดวง

โหวตเพิ่มดาว


บทความอื่น

ศาลเจ้าพ่อหลักเมือง [16,540]
?????? 0 ?????? ?? ??????????????????

บทความแนะนำ

การเกิด สึนามิ [537,259]
GMO พันธุวิศวกรรมศาสตร์ นางฟ้า หรือ ซาตาน [398,123]

Blog แนะนำ

วิชาการ.คอม ขอแนะนำงานเขียนชิ้นนี้ นำชัย ชวนคิด ฝัน และสรรค์สร้างสังคมไทย ด้วยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และธรรม [415,918]
Global Warming { English } [159,150]

Hot Links

คลังข้อสอบ | ข่าววิชาการ
เล่นกล/เกม | อ่านนิยาย
ข่าวทุนการศึกษา | ลิงค์

ขอบคุณผู้สนับสนุน

Google
 
ติดต่อลงโฆษณา :   คุณอันนา 081 4965363
สำนักงาน :   02 2015735
อีเมล์ :   
Copyright© 2000-2007, Vcharkarn.Com. All rights reserved.
คลิ๊กเพื่อดูสถิติ
รับรองและสนับสนุนโดย

สสวท.

มูลนิธิ พสวท.

พสวท.