คุณยังไม่ได้ Log in | สมัครสมาชิก ฟรี
กลับหน้าแรก วิชาการ.คอม
<script language="JavaScript" src="http://www.vcharkarn.com/javafeed/article/252" type="text/javascript"></script>
สองกษัตริย์สุดท้าย
...สองกษัตริย์ หรือ 'ทวิราช' ที่ทรงเอ่ยถึงเป็นพระนามซึ่งจดจำกันต่อๆมาตั้งแต่ พ.ศ. ๒๓๑๐ หมายถึงพระเจ้าอุทุมพร และพระเจ้าเอกทัศ กษัตริย์สององค์สุดท้ายของอาณาจักรศรีอยุธยา...
ผู้เขียน: เทาชมพู ชมแล้ว: 22,337 ครั้ง
post ครั้งแรก: Tue 25 January 2005, 5:36 pm ปรับปรุงล่าสุด: Thu 8 May 2008, 10:16 am
อยู่ในส่วน: ประวัติศาสตร์

หน้าที่ 1 -
เจ้าของงานเขียน แ้ก้ไขหน้านี้ ได้ที่นี่

            เมื่อ ร.ศ. ๑๑๒(พ.ศ. ๒๔๓๖) พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวประชวรหนัก ไม่เป็นอันเสวยหรือบรรทมหลายวันหลายคืนติดต่อกัน
มีสาเหตุจากเจ็บช้ำพระราชหฤทัยเรื่องฝรั่งเศสรังแกสยาม ในช่วงนั้นก็ทรงพระราชนิพนธ์บทกวีรำพึงถึงความกลัดกลุ้มทุกข์ร้อน
อีกทั้งท้อพระทัยว่าพระนามจะถูกติฉินนินทาไม่รู้จบสิ้น เหมือนสองกษัตริย์ผู้ไม่สามารถจะปกป้องกรุงศรีอยุธยาเอาไว้ได้จากข้าศึกศัตรู

เจ็บนานนึกหน่ายนิตย์

ส่วนจิตบ่มีสบาย

แม้หายก็พลันยาก

ตริแต่จะถูกรึง

กลัวเป็นทวิราช

เสียเมืองจึงนินทา

  มะนะเรื่องบำรุงกาย

ศิระกลุ้มอุราตรึง

จะลำบากฤทัยพึง

อุระรัดและอัตรา

บ่ตริป้องอยุธยา

บ่ละเว้นฤาว่างวาย


           
สองกษัตริย์ หรือ 'ทวิราช' ที่ทรงเอ่ยถึงเป็นพระนามซึ่งจดจำกันต่อๆมาตั้งแต่ พ.ศ. ๒๓๑๐ หมายถึงพระเจ้าอุทุมพร และพระเจ้าเอกทัศ กษัตริย์สององค์สุดท้ายของอาณาจักรศรีอยุธยา



ทำไมพระนามถึงเป็นที่ติฉินนินทากันต่อมายาวนานกว่าหนึ่งร้อยปี ก็เพราะคนไทยที่เหลือรอดมาตั้งอาณาจักรธนบุรี และรัตนโกสินทร์ถือกันว่า ทั้งสองพระองค์ควรรับผิดชอบยิ่งกว่าคนไทยอื่นๆในการเสียกรุงครั้งที่ ๒ ในฐานะที่ทรงเป็นผู้ปกครองและกำหนดชะตากรรมของบ้านเมือง


            พระเจ้าอุทุมพรและพระเจ้าเอกทัศทรงมีกำเนิดเป็น
เจ้าฟ้าพระราชโอรสในพระเจ้าบรมโกศ ประสูติแต่พระมเหสีพระองค์ที่สอง (คนละองค์กับ
พระราชมารดาในเจ้าฟ้าธรรมธิเบศร์) โดยพระชนมายุ เจ้าฟ้าเอกทัศเป็นพระเชษฐาของเจ้าฟ้าอุทุมพร
เมื่อไม่มีเจ้าฟ้าธรรมธิเบศร์แล้วก็น่าจะทรงมีสิทธิ์ในราชบัลลังก์เป็นลำดับต่อมา
แต่ว่าพระราชบิดาไม่โปรดพระโอรสองค์นี้เลย จึงมีพระบรมราชโองการ ให้ไปผนวชที่วัดกระโจมเสียให้พ้นทาง
เจ้าฟ้าอุทุมพรผู้มีพระปรีชาสามารถมากกว่าจะได้ขึ้นครองราชย์ต่อไป


            เมื่อพระเจ้าบรมโกศสวรรคต เจ้าฟ้าเอกทัศก็ลาผนวชเสด็จกลับเข้าวังเพื่อแสดงสิทธิ์ของพระองค์ พงศวดารกล่าวว่าเสด็จเข้าไปในพระที่นั่งสุริยามรินทร์ ประทับนั่งบนพระแท่นพาดพระแสงดาบไว้บนพระเพลา แล้วโปรดฯให้พระเจ้าอุทุมพรเข้าเฝ้า พระอนุชาผู้ขึ้นครองราชย์ได้ไม่กี่วันก็เข้าพระทัย ยอมถวายราชบัลลังก์ให้โดยดี แล้วหลีกเลี่ยงปัญหาที่จะตามมาด้วยการไปผนวชเสียที่ วัดประดู่ทรงธรรมให้หมดเรื่องไป


            พระเจ้าเอกทัศครองราชย์รวมทั้งหมด ๙ ปี ในช่วงแรกเมื่อพม่ายังไม่ได้มารุกราน บ้านเมืองก็กินบุญเก่ามาเรื่อยๆ ไม่เดือดร้อน
ราษฎรทำมาหากินกันไปตามประสาชาวบ้าน พ่อค้าทั้งแขก จีน อังกฤษ และตะวันออกกลางต่างมาค้าขาย
นำความมั่งคั่งมาสู่อาณาจักรเหมือนในแผ่นดินก่อนๆ แต่ตัวพระองค์เองเป็นคนแบบไหน
มองเซนเยอร์บริโกต บาทหลวงชาวฝรั่งเศสผู้มาเผยแพร่ศาสนา ในยุคนั้นได้กล่าวถึงไว้อย่างไม่นิยมชมชื่นในจดหมายเหตุว่า
"พระเจ้าแผ่นดินผู้ซึ่งไม่มีความรู้เกี่ยวกับการบริหารบ้านเมือง
หรือเกี่ยวกับการสงคราม ไม่ทรงมีอำนาจที่จะขจัดเหตุร้ายได้"


            บุญเก่าเริ่มหมดลงเมื่อมีศึกพม่าครั้งแรก
ในพ.ศ. ๒๓๐๒-๐๓ พระเจ้าอลองพญายกทัพมาล้อมกรุงศรีอยุธยาไว้ พระเจ้าเอกทัศทรงเห็นเป็นเรื่องใหญ่เกินกว่าจะทรงสู้ศึกได้เอง
จึงไปขอให้พระเจ้าอุทุมพรลาผนวชมาบัญชาการรบแทนพระองค์ พระเจ้าอุทุมพรก็ทรงยอมทำตาม
ในการศึกครั้งนี้อลองพญาถูกกระสุนปืนใหญ่ของฝ่ายไทยบาดเจ็บสาหัส จำต้องถอยทัพไปสิ้นพระชนม์กลางทาง
อยุธยาก็พ้นศึกกลับมาสงบตามเดิม

            เมื่อศึกสงบ แทนที่จะทรงมอบหมายให้พระอนุชาครองราชย์อย่างที่ควรจะเป็น
พระเจ้าเอกทัศก็ทรงใช้ไม้เดิม ประทับนั่งพาดพระแสงดาบบนพระเพลาให้รู้ว่าทรงทวงบัลลังก์คืน
พระอนุชาก็ว่าง่าย ทูลลากลับไปผนวชอย่างเก่า จนได้สมญาว่า "ขุนหลวงหาวัด"
คือช่างใฝ่พระทัยหันเข้าหาศาสนาอยู่หลายครั้งหลายหนเอาเสียจริงๆ ส่วนความแท้จริงในพระทัยจะเป็นอย่างไรก็สุดจะรู้ได้
รู้แต่ว่าเมื่อเกิดศึกพม่าครั้งต่อมา คือในสงครามครั้งสุดท้ายของกรุงศรีอยุธยา
ไทยเริ่มเป็นฝ่ายเพลี่ยงพล้ำติดต่อกันหลายครั้งหลายคราว จนถึงคับขันจนกรุงใกล้จะแตก
ราษฎรหมดความหวังในตัวพระเจ้าเอกทัศ ก็พากันไปถวายฎีการ้องทุกข์ ทูลขอร้องพระเจ้าอุทุมพรให้ลาผนวชมาช่วยบ้านเมืองอีกครั้ง
แต่จะด้วยความเกรงพระทัยพระเชษฐา หรือเอือมระอาเต็มทีไม่อยากยุ่งเกี่ยวด้วยอีกก็ตาม
ท่านก็เฉยไม่ยอมลาผนวชท่าเดียว ไม่ว่าราษฎรจะอ้อนวอนแค่ไหนก็ตาม ปล่อยให้พระเจ้าเอกทัศบัญชาการรบไปเอง
จนกระทั่งวาระสุดท้ายของอยุธยามาถึงทั้งสองพระองค์

            พงศาวดารเล่าว่าพระเจ้าเอกทัศทรงหนีออกจากอยุธยาไปได้
แต่ก็หนีไปไม่ตลอด เพราะอดอาหารมิได้เสวยถึงสิบเอ็ดสิบสองวัน จนไปสิ้นพระชนม์ที่ค่ายโพธิ์สามต้น
แต่ใน History of the Kingdom of Siam ผู้เรียบเรียงคือ
M. Turpin
ระบุว่า ถูกปลงพระชนม์ที่ประตูวังนั่นเองเมื่อพยายามเสด็จหนีจากเมือง
ไม่ว่าเรื่องไหนจริงก็ตาม แต่ก็แสดงให้เห็นถึงวาระสุดท้ายอันน่าสลดใจ ของผู้เคยอยู่ในฐานะประมุขสูงสุดของอาณาจักร

ส่วนพระเจ้าอุทุมพรถูกจับเป็นเชลยพร้อมเจ้านายและขุนนางอื่นๆจำนวนมาก ถูกนำตัวไปพม่า
แล้วก็ทรงอยู่ในพม่าจนสิ้นพระชนม์ไปในที่สุด ระหว่างนั้นทรงให้ปากคำบันทึกกับชาวพม่า
ถึงประวัติศาสตร์ของอยุธยา ต่อมาเรื่องนี้แปลเป็นไทยชื่อ คำให้การของขุนหลวงหาวัด

            กรมพระราชวังบวรมหาสุรสีหนาทในรัชกาลที่
๑ เคยเป็นมหาดเล็กหุ้มแพร ตำแหน่งนายสุดจินดาเมื่อตอนปลายอยุธยามาก่อน รู้ตื้นลึกหนาบางในพระบรมมหาราชวังดี
จนถึงกับบรรยายเอาไว้ในพระนิพนธ์อย่างแค้นพระทัยในตัวพระเจ้าเอกทัศว่า ทรงเป็นสาเหตุสำคัญของการเสียกรุง
เนื่องจากทรงเลี้ยงข้าราชบริพารสอพลอไว้มาก แต่งตั้งให้มีตำแหน่งสูงทั้งที่ไม่มีฝีมือ
แล้วยังมีจิตริษยาปัดแข้งปัดขาขุนนางอื่นๆ เมื่อเกิดเหตุร้ายขึ้นมาจึงป้องกันบ้านเมืองไว้ไม่ได้


 

... ทั้งนี้เป็นต้นด้วยผลเหตุ

มิได้พิจารณาพวกข้าไท

ไม่รู้รอบประกอบในราชกิจ

สุภาษิตท่านกล่าวเป็นราวมา

ไม่ควรอย่าให้อัครฐาน

เพราะไม่ฟังตำนานโบราณมี

เสียยศเสียศักดิ์นคเรศ

เสียทั้งตระกูลนานา
      จะอาเพศกษัตริย์ผู้เป็นใหญ่

เคยใช้ก็เลี้ยงด้วยเมตตา

ประพฤติการแต่ที่ผิดด้วยอิจฉา

จะแต่งตั้งเสนาธิบดี

จะเสียการแผ่นดินกรุงศรี

จึงเสียทีเสียวงศ์กษัตรา

เสียทั้งพระนิเวศน์วงศา

เสียทั้งไพร่ฟ้าประชากร



            ไม่ว่าพระเจ้าอุทุมพรและพระเจ้าเอกทัศทรงกระทำการต่างๆ ที่ว่านี้ลงไปด้วยเหตุผลใดก็ตาม ผลที่เกิดขึ้นคือความล่มจมของอาณาจักรที่ตั้งมาถึง ๔๑๗ ปี ถึงแม้ว่าสาเหตุใหญ่มาจากสงครามที่ไทยเป็นฝ่ายพ่ายแพ้พม่า แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ถึงบทบาท และการตัดสินพระทัยของทั้งสองพระองค์ว่า มีผลต่อชะตากรรมของอยุธยา
พระนามจึงเป็นที่จดจำกันต่อมานานนับร้อยปี ในฐานะบุคคลที่ไม่มีใครอยากจะตกอยู่ในฐานะเดียวกัน


หน้าถัดไป (หน้า 2) >>>
*หมายเหตุ งานเขียนชิ้นนี้ ได้รับการคุ้มครองสิทธิตามพระราชบัญญัติคุ้มครองสิทธิทางปัญญา โดยลิขสิทธิเป็นของผู้เขียน ที่ให้เกียรตินำเผยแพร่ผ่าน วิชาการ.คอม เรามีความยินดีและอนุญาตให้ทำซ้ำหรือเผยแพร่ต่อเพื่อประโยชน์ทางการศึกษาเท่านั้น กรุณาให้เกียรติผู้เขียน โดยอ้างชื่อผู้เขียนและ วิชาการ.คอม (www.vcharkarn.com) ทุกครั้งที่ทำการเผยแพร่ต่อ ห้ามนำส่วนหนึ่งส่วนใดไปเผยแพร่ต่อในสื่อที่เอื้อประโยชน์ทางธุรกิจก่อนได้รับอนุญาต ขอขอบคุณที่ร่วมกันช่วยสร้างให้สังคมไทยเป็นสังคมแห่งปัญญา



จำนวน 7 ความเห็น, หน้า่ | -1-
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1 10 เม.ย. 2549 (14:54)
ในส่วนองค์สมเด็จพระเจ้าอุทุมพรนั้น พระองค์ทรงอ่อนแอในแง่ของเรื่องในครอบครัว ไม่สามารถจะจัดการพระเชษฐาและพระชนนีได้ ทั้งๆที่ตัวพระองค์เองชอบธรรมแล้วในการครองราชสมบัติ ส่วนสมเด็จพระเจ้าเอกทัศน์นั้น ถ้าไม่ย่ำแย่ซะทีเดียวแม้พระองค์จะทรงประชวรพระโรคผิวหนังอย่างไร ชาวบ้านร้านตลาดก็คงจะไม่ขานนามให้อย่างเสื่อมเกียรติว่า ขุนหลวงขี้เรื้อน เป็นแน่ (ถ้ายังมีผู้คนนับถืออยู่บ้าง) และการสลับกันขึ้นครองราชย์ไปๆมาของทั้งสองพระองค์ นอกจากจะไม่เป็นการดีแล้วยังทำให้ข้าราชบริพารแบ่งแยกเป็น 2 ฝัก 2 ฝ่าย ท่านนั้นข้าองค์พี่ ท่านนี้ข้าองค์น้อง ซึ่งก่อให้เกิดความแตกแยกภายในอย่างน่ากลัวอีกด้วย
การล่มสลายของกรุงศรีอยุธยา เป็นไปตามกฎแห่งธรรมชาติ ว่าสิ่งที่รุ่งเรืองถึงขีดสุดไม่มีทางค้ำฟ้า จะต้องเสื่อมสลายไปตามกาลเวลา เพียงแต่มหากษัตริย์ทั้ง 2 พระองค์เป็นตัวแปรที่เร่งปฎิกริยานั้นให้เร็วยิ่งขึ้นก็เท่านั้นเอง
ด้วยความเคารพอย่างยิ่ง
111 เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 88 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 152 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 3 15 ก.ค. 2549 (23:00)
"...ด้วยความเคารพ อย่างที่คุณ 111 ว่า ดูปการแล้วในสมัยพระมหาหษัตริย์ทั้ง 2 พระองค์ บ้านเมืองคงมีสภาพต่างคนต่างอยู่ต่างคิดต่างทำ ผู้นำไม่ถึงกับอ่อนแอแต่เพียงอ่อนไหวจนเกินปกติ มีแต่ความหวาดระแวงระหว่างกลุ่มขุนนาง ตามที่คุณ 111 กล่าวนั้นคงจะไม่มีเฉพาะกลุ่มของพระเจ้าอยู่หัวทั้งสองพระองค์ กลุ่มเจ้านายต่างๆที่ตกข้างมาแต่สมัยพระเจ้าอยู่หัวท้ายสระภายหลังการขึ้นครองราชย์พระเจ้าอยู่หัวบรมโกฎ กลุ่มของเจ้าฟ้าเบศร์ภายหลังเจ้านายถูกพระราชอาญา กลุ่มของเจ้าสามกรม กลุ่มของกรมหมื่นเทพพิพิธ เป็นต้น ดูเหมือนบ้านเมืองจะล้มจมคงไม่ได้หมายถึงพระเจ้าอยู่หัวทั้งสองพระองค์เป็นเหตุเท่านั้น แต่เนื่องด้วยเหตุ-ปัยจัยหลายๆอย่างประกอบพร้อมกันอยุธยาจึงล้มสลาย ทุกคน ทุกกลุ่ม ทุกชนชั้นตั้งแต่มูลนายถึงไพร่ล้วนมีส่วนทำให้กรุงศรีอยุธยาเสียแก่พม่าทั้งสิ้น..."
ด้วยความนับถือ
ใต้กุฎีสงฆ์ เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 1 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 153 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 4 7 ก.ย. 2549 (16:48)
ถึงอย่างไรนั่นก็เป็นเรื่องในอดีต เป็นประวัติศาสตร์ไปแล้วก็ขอให้เป็นบทเรียนที่ดีต่อไปขอให้ไม่มีเหตุการณ์เช่นในอดีตเกิดขึ้นอีกก็เพียงพอแล้วคะ เพราะอดีตเป็นตัวสอนที่ดีแก่เราคนรุ่นหลังนั่นเอง
ด้วยความนับถืออย่างยิ่ง
aoicherry เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 8 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 152 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 5 29 ม.ค. 2550 (19:30)
คิดว่า พระเจ้าอุทุมพรจะดีกว่าพระเจ้าเอกทัศนะ
เฮ้ โย่ววว (IP:58.8.45.140)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 6 29 มี.ค. 2550 (14:49)
เคยเรียนมาอ่ะค่ะ
แต่อาจารย์สอนว่า
"ทวิราช"หมายถึงกษัตริย์องค์ที่ 2
คือองค์แรกก็คือ "พระเจ้าเอกทัศ"
แล้วรัชกาลที่ 5 ก็ทรงคิดว่าพระองค์
จะเป็นกษัตริย์องค์ที่ 2 ที่จะรักษาบ้านเมืองไว้ไม่ได้
ก็ไม่รู้ว่ายังไงนะคะ
ดังหยาดฟ้ามาแต่กระยาหงัน เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 9 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 150 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 7 2 พ.ย. 2550 (22:12)
ความที่ว่า "กลัวเป็นทวิราช บ่ตริป้องอยุธยา"
เป็นความรู้สึก ของรัชกาลที่ ๕ ที่กลัวว่าจะรักษาเมืองไว้ไม่ได้ ซึ่งทวิราชหมายถึง
กษัตริย์ องค์ที่ ๒ องค์แรก คือ พระเจ้าเอกทัศน์ และองค์ที่ ๒ ก็คือรัชกาลที่ ๕ ค่ะ
เต้าหู้ยี้ เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 1 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 150 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 8 12 พ.ค. 2551 (11:29)

ดังที่กล่าวไว้ข้างต้นน่ะครับ


"สองกษัตริย์ หรือ 'ทวิราช' ที่ทรงเอ่ยถึงเป็นพระนามซึ่งจดจำกันต่อๆมาตั้งแต่ พ.ศ. ๒๓๑๐ หมายถึงพระเจ้าอุทุมพร และพระเจ้าเอกทัศ กษัตริย์สององค์สุดท้ายของอาณาจักรศรีอยุธยา" ^^


vmd เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 39 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 720 ดวง - โหวตเพิ่มดาว


กรุณา login เพื่อ comment งานเขียนนี้

???? สมัครสมาชิก ฟรี ตลอดชีพ


เทาชมพู
(เทาชมพู)

ผู้ชมข้อมูลนี้แล้ว 11,345 ครั้ง
เป็นสมาชิก: นานกว่า 7 ปี
แบ่งปันความรู้ 5,218 ครั้ง
ได้รับดาว 177 ดวง

โหวตเพิ่มดาว


บทความอื่น

สองกษัตริย์สุดท้าย [22,338]
?????? 0 ?????? ?? ??????????????????

บทความแนะนำ

การเกิด สึนามิ [519,919]
GMO พันธุวิศวกรรมศาสตร์ นางฟ้า หรือ ซาตาน [371,016]

Blog แนะนำ

วิชาการ.คอม ขอแนะนำงานเขียนชิ้นนี้ นำชัย ชวนคิด ฝัน และสรรค์สร้างสังคมไทย ด้วยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และธรรม [276,380]
Global Warming { English } [114,129]

Hot Links

คลังข้อสอบ | ข่าววิชาการ
เล่นกล/เกม | อ่านนิยาย
ข่าวทุนการศึกษา | ลิงค์

ขอบคุณผู้สนับสนุน

Google
 
ติดต่อลงโฆษณา :   คุณอันนา 081 4965363
สำนักงาน :   02 2015735
อีเมล์ :   
Copyright© 2000-2007, Vcharkarn.Com. All rights reserved.
คลิ๊กเพื่อดูสถิติ
รับรองและสนับสนุนโดย

สสวท.

มูลนิธิ พสวท.

พสวท.