 |
<script language="JavaScript" src="http://www.vcharkarn.com/javafeed/article/252" type="text/javascript"></script> |
|
|
สองกษัตริย์สุดท้าย
...สองกษัตริย์ หรือ 'ทวิราช' ที่ทรงเอ่ยถึงเป็นพระนามซึ่งจดจำกันต่อๆมาตั้งแต่ พ.ศ. ๒๓๑๐ หมายถึงพระเจ้าอุทุมพร และพระเจ้าเอกทัศ กษัตริย์สององค์สุดท้ายของอาณาจักรศรีอยุธยา...
ผู้เขียน: เทาชมพู ชมแล้ว: 61,872 ครั้ง
post ครั้งแรก: Tue 25 January 2005, 5:36 pm ปรับปรุงล่าสุด: Thu 8 May 2008, 10:16 am
|
*หมายเหตุ
งานเขียนชิ้นนี้ ได้รับการคุ้มครองสิทธิตามพระราชบัญญัติคุ้มครองสิทธิทางปัญญา โดยลิขสิทธิเป็นของผู้เขียน ที่ให้เกียรตินำเผยแพร่ผ่าน วิชาการ.คอม เรามีความยินดีและอนุญาตให้ทำซ้ำหรือเผยแพร่ต่อเพื่อประโยชน์ทางการศึกษาเท่านั้น กรุณาให้เกียรติผู้เขียน โดยอ้างชื่อผู้เขียนและ วิชาการ.คอม (www.vcharkarn.com) ทุกครั้งที่ทำการเผยแพร่ต่อ ห้ามนำส่วนหนึ่งส่วนใดไปเผยแพร่ต่อในสื่อที่เอื้อประโยชน์ทางธุรกิจก่อนได้รับอนุญาต ขอขอบคุณที่ร่วมกันช่วยสร้างให้สังคมไทยเป็นสังคมแห่งปัญญา
จำนวน 8 ความเห็น, หน้า่ | -1-
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1 10 เม.ย. 2549 (14:54) ในส่วนองค์สมเด็จพระเจ้าอุทุมพรนั้น พระองค์ทรงอ่อนแอในแง่ของเรื่องในครอบครัว ไม่สามารถจะจัดการพระเชษฐาและพระชนนีได้ ทั้งๆที่ตัวพระองค์เองชอบธรรมแล้วในการครองราชสมบัติ ส่วนสมเด็จพระเจ้าเอกทัศน์นั้น ถ้าไม่ย่ำแย่ซะทีเดียวแม้พระองค์จะทรงประชวรพระโรคผิวหนังอย่างไร ชาวบ้านร้านตลาดก็คงจะไม่ขานนามให้อย่างเสื่อมเกียรติว่า ขุนหลวงขี้เรื้อน เป็นแน่ (ถ้ายังมีผู้คนนับถืออยู่บ้าง) และการสลับกันขึ้นครองราชย์ไปๆมาของทั้งสองพระองค์ นอกจากจะไม่เป็นการดีแล้วยังทำให้ข้าราชบริพารแบ่งแยกเป็น 2 ฝัก 2 ฝ่าย ท่านนั้นข้าองค์พี่ ท่านนี้ข้าองค์น้อง ซึ่งก่อให้เกิดความแตกแยกภายในอย่างน่ากลัวอีกด้วย
การล่มสลายของกรุงศรีอยุธยา เป็นไปตามกฎแห่งธรรมชาติ ว่าสิ่งที่รุ่งเรืองถึงขีดสุดไม่มีทางค้ำฟ้า จะต้องเสื่อมสลายไปตามกาลเวลา เพียงแต่มหากษัตริย์ทั้ง 2 พระองค์เป็นตัวแปรที่เร่งปฎิกริยานั้นให้เร็วยิ่งขึ้นก็เท่านั้นเอง
ด้วยความเคารพอย่างยิ่ง
111
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 88 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 152 ดวง - โหวตเพิ่มดาว
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 3 15 ก.ค. 2549 (23:00) "...ด้วยความเคารพ อย่างที่คุณ 111 ว่า ดูปการแล้วในสมัยพระมหาหษัตริย์ทั้ง 2 พระองค์ บ้านเมืองคงมีสภาพต่างคนต่างอยู่ต่างคิดต่างทำ ผู้นำไม่ถึงกับอ่อนแอแต่เพียงอ่อนไหวจนเกินปกติ มีแต่ความหวาดระแวงระหว่างกลุ่มขุนนาง ตามที่คุณ 111 กล่าวนั้นคงจะไม่มีเฉพาะกลุ่มของพระเจ้าอยู่หัวทั้งสองพระองค์ กลุ่มเจ้านายต่างๆที่ตกข้างมาแต่สมัยพระเจ้าอยู่หัวท้ายสระภายหลังการขึ้นครองราชย์พระเจ้าอยู่หัวบรมโกฎ กลุ่มของเจ้าฟ้าเบศร์ภายหลังเจ้านายถูกพระราชอาญา กลุ่มของเจ้าสามกรม กลุ่มของกรมหมื่นเทพพิพิธ เป็นต้น ดูเหมือนบ้านเมืองจะล้มจมคงไม่ได้หมายถึงพระเจ้าอยู่หัวทั้งสองพระองค์เป็นเหตุเท่านั้น แต่เนื่องด้วยเหตุ-ปัยจัยหลายๆอย่างประกอบพร้อมกันอยุธยาจึงล้มสลาย ทุกคน ทุกกลุ่ม ทุกชนชั้นตั้งแต่มูลนายถึงไพร่ล้วนมีส่วนทำให้กรุงศรีอยุธยาเสียแก่พม่าทั้งสิ้น..."
ด้วยความนับถือ
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 4 7 ก.ย. 2549 (16:48) ถึงอย่างไรนั่นก็เป็นเรื่องในอดีต เป็นประวัติศาสตร์ไปแล้วก็ขอให้เป็นบทเรียนที่ดีต่อไปขอให้ไม่มีเหตุการณ์เช่นในอดีตเกิดขึ้นอีกก็เพียงพอแล้วคะ เพราะอดีตเป็นตัวสอนที่ดีแก่เราคนรุ่นหลังนั่นเอง
ด้วยความนับถืออย่างยิ่ง
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 5 29 ม.ค. 2550 (19:30) คิดว่า พระเจ้าอุทุมพรจะดีกว่าพระเจ้าเอกทัศนะ
เฮ้ โย่ววว (IP:58.8.45.140)
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 6 29 มี.ค. 2550 (14:49) เคยเรียนมาอ่ะค่ะ
แต่อาจารย์สอนว่า
"ทวิราช"หมายถึงกษัตริย์องค์ที่ 2
คือองค์แรกก็คือ "พระเจ้าเอกทัศ"
แล้วรัชกาลที่ 5 ก็ทรงคิดว่าพระองค์
จะเป็นกษัตริย์องค์ที่ 2 ที่จะรักษาบ้านเมืองไว้ไม่ได้
ก็ไม่รู้ว่ายังไงนะคะ
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 7 2 พ.ย. 2550 (22:12) ความที่ว่า "กลัวเป็นทวิราช บ่ตริป้องอยุธยา"
เป็นความรู้สึก ของรัชกาลที่ ๕ ที่กลัวว่าจะรักษาเมืองไว้ไม่ได้ ซึ่งทวิราชหมายถึง
กษัตริย์ องค์ที่ ๒ องค์แรก คือ พระเจ้าเอกทัศน์ และองค์ที่ ๒ ก็คือรัชกาลที่ ๕ ค่ะ
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 8 12 พ.ค. 2551 (11:29) ดังที่กล่าวไว้ข้างต้นน่ะครับ
"สองกษัตริย์ หรือ 'ทวิราช' ที่ทรงเอ่ยถึงเป็นพระนามซึ่งจดจำกันต่อๆมาตั้งแต่ พ.ศ. ๒๓๑๐ หมายถึงพระเจ้าอุทุมพร และพระเจ้าเอกทัศ กษัตริย์สององค์สุดท้ายของอาณาจักรศรีอยุธยา" ^^
vmd
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 39 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 720 ดวง - โหวตเพิ่มดาว
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 9 7 มิ.ย. 2551 (18:10) การทรยศต่อแผ่นดิน การสูญเสียเอกราช การแก่งแย่งชิงดี และทุรยศอื่นๆนั้นเกิดมาแล้วในทุกยุคทุกสมัย ปัจจุบันนี้ก็ยังเกิดอยู่เพียงแต่ว่าเปลี่ยนรูปแบบไปเท่านั้น ความรุนแรง ความเสียหายต่อประเทศชาติเนื่องจากพฤติกรรมดังกล่าวนี้ไม่ได้น้อยไปกว่ากันเลย ในประวัติศาสตร์ชาติไทยเกิดขึ้นให้เห็นเป็นตัวอย่างแล้วในอดีต แล้วปัจจุบันล่ะ พวกเราลูก หลาน จะยอมให้เกิดเหตุการณ์ดั่งที่เคยเกิดหรือไม่ แล้วเราจะทำอย่างไร
เห็นจะมีเพียงวิธีเดียวที่จะป้องกันได้ก็คือ "รู้รักสามัคคี" ดังที่องค์พระบาทสมเด็จฯพระเจ้าอยู่หัวของพวกเราได้ทรงตรัสไว้