 |
<script language="JavaScript" src="http://www.vcharkarn.com/javafeed/article/257" type="text/javascript"></script> |
|
|
เจ้าฟ้ากวี
กวีผู้เป็นเพชรน้ำเอกแห่งวรรณคดีไทยผู้นี้ น่าจะมีคำเติมตอนท้ายว่า "เจ้าฟ้าผู้มีชะตาจากสูงสุดลงต่ำสุด" พระประวัติของพระองค์ท่านเต็มไปด้วยสีสันเข้มข้น เริ่มต้นอย่างงดงามแต่จบลงอย่างน่าเศร้ายิ่งกว่าโศกนาฎกรรมเรื่องใดๆ
ผู้เขียน: เทาชมพู ชมแล้ว: 14,873 ครั้ง
post ครั้งแรก: Mon 15 November 2004, 9:47 am ปรับปรุงล่าสุด: Mon 15 November 2004, 9:47 am
|
หน้าที่ 1 -
กวีผู้เป็นเพชรน้ำเอกแห่งวรรณคดีไทยผู้นี้ น่าจะมีคำเติมตอนท้ายว่า "เจ้าฟ้าผู้มีชะตาจากสูงสุดลงต่ำสุด" พระประวัติของพระองค์ท่านเต็มไปด้วยสีสันเข้มข้น เริ่มต้นอย่างงดงามแต่จบลงอย่างน่าเศร้ายิ่งกว่าโศกนาฎกรรมเรื่องใดๆ
ถ้าพูดแบบความเชื่อไทยๆก็ต้องพูดว่าเจ้าฟ้าธรรมธิเบศร์ หรือ "เจ้าฟ้ากุ้ง" ต้องทำบุญเก่ามาประเสริฐ จึงได้ประสูติในฐานะพระราชโอรสพระองค์ใหญ่ในพระเจ้าบรมโกศ กับกรมหลวงอภัยนุชิตพระมเหสีเอกในจำนวน ๓ พระองค์ของพระราชบิดา ด้วยศักดิ์ที่สูงกว่าพระอนุชาทุกพระองค์นี้เอง จึงทรงได้รับสถาปนาเป็นกรมพระราชวังบวรสถานมงคล หรือตำแหน่งวังหน้ามหาอุปราช เฉลิมพระนามว่ากรมขุนเสนาพิทักษ์ สิ้นพระเจ้าบรมโกศเมื่อใด แผ่นดินก็ต้องตกเป็นของพระมหาอุปราชตามโบราณราชประเพณี
เท่านี้ยังไม่พอ สวรรค์ยังเอื้อเฟื้อประทานพรสวรรค์มาให้อีก ให้นิพนธ์การกวีได้ยอดเยี่ยม ไม่มีผู้ใดเสมอเหมือนทั้งแผ่นดิน พระนิพนธ์ที่ตกทอดมาจนถึงทุกวันนี้ ได้ชื่อว่าเป็นชิ้นเอกในประเภทเดียวกัน คือ บทเห่เรือ บทเห่เรื่องกากี เห่สังวาส เห่ครวญ กาพย์ห่อโคลงนิราศธารโศก นิราศธารทองแดง และมีวรรณคดีศาสนาอีก ๒ เรื่อง คือ นันโทปนันทสูตรคำหลวง และ พระมาลัยคำหลวง งานเหล่านี้ไพเราะขนาดไหน ลองวาดภาพขบวนเรือล่องไปตามแม่น้ำเจ้าพระยา ตอนค่ำเมื่อพระอาทิตย์ลับไป พระจันทร์เต็มดวงลอยใสสว่างพ้นขอบฟ้าขึ้นมา และมีเสียงเห่ต่อไปนี้กังวานไปตามลำน้ำ เห็นสักครั้ง แล้วจะพบว่าสุดแสนจะซาบซึ้งจริงๆ
เรื่อยเรื่อยมารอนรอน |      |
สุริยจรเข้าสายัณห์ |
เรื่อรองส่องสีจันทร์ |      |
ส่งแสงกล้าน่าพิศวง |
ลิ่วลิ่วจันทร์แจ่มฟ้า |      |
เหมือนพักตราหน้านวลผจง |
สูงสวยรวยรูปทรง |      |
ส่งศรีเจ้าเท่าสีจันทร์ |
ถ้ายังไม่หวานพอ ลองฟังบทรำพึงถึงนางยามอยู่ห่างไกลกัน ทรงสร้างบรรยากาศฝนตกลมพัดเย็นในขุนเขา แต่หัวอกคนรักยามจากคู่ก็ยังร้อนรุมอยู่ดี นอกจากนี้ มีคำไพเราะอยู่คำหนึ่งที่ไม่ซ้ำแบบกับกวีคนใด คือเรียกนางว่า "แก้วกับอก" ให้ภาพความรักและทะนุถนอมสิ่งมีค่าที่เปราะบาง เหมือนกอดดวงแก้วเอาไว้แนบอก ส่วน "แก้วโกมล" หมายถึง แก้วใจ ค่ะ
ฝนตกฝนหากตก |      |
แก้วกับอกอย่างโกรธฝน |
ลมพัดรับขวัญบน |      |
แก้วโกมลมานอนเนา |
ฝนตกไม่ทั่วฟ้า |      |
เย็นแหล่งหล้าในภูเขา |
ไม่เย็นในอกเรา |      | เพราะคู่เคล้าเจ้าอยู่ไกล |
อ่านจากพระนิพนธ์ รู้สึกว่าเจ้าฟ้าธรรมธิเบศร์เป็นศิลปินผู้มีอารมณ์รักอ่อนหวานและอ่อนไหว บทรักของท่านกับนางในจึงฟังน่ารักเหมือนหนุ่มสาววัยรุ่น เมื่อนางร้อยดอกลำดวนถวาย ตามแบบผู้หญิงสมัยนั้นเขานิยมเอาดอกลำดวนมาร้อยเป็นสร้อยคอ สร้อยข้อมือเล่นกันน่ารักน่าเอ็นดู เจ้าฟ้ากวีของเราก็ทรงคล้องสร้อยดอกลำดวนให้นางด้วยองค์เอง เหมือนหนุ่มสาวคู่รักแสดงต่อกัน ไม่ใช่เจ้านายต่อนางบริวาร
ลำดวนเจ้าเคยร้อย |      |
กรองเป็นสร้อยลำดวนถวาย |
เรียมชมดมสบาย |      | พี่เอาสร้อยห้อยคอนาง |
ลำดวนปลิดกิ่งก้าน |      |
สนสาย |
กรองสร้อยลำดวนถวาย |      | ค่ำเช้า |
ชูชมดมกลิ่นสบาย |      |
ใจพี่ |
เอาสร้อยห้อยคอเจ้า |      |
แนบหน้าชมโฉม |
ถ้าหากว่าเจ้าฟ้ากวีทรงจำกัดความรักไว้แค่เจ้าจอมหม่อมห้าม เรื่องเศร้าก็คงไม่เกิดขึ้นในชีวิต แต่ว่าทรงทำบุญมามากแค่ไหนก็น่าจะเคยทรงกรรมหนักมากเท่านั้น เพราะท่านเกิดไปรักใคร่กับเจ้าฟ้าสังวาลมาตั้งแต่ยังเป็นหนุ่มสาว เจ้าฟ้าสังวาลนี้เป็นเจ้าเชื้อสายในเจ้านายอีกองค์หนึ่งของอยุธยา ต่อมาก็ถูกส่งขึ้นถวายพระเจ้าบรมโกศ ทรงแต่งตั้งเป็นพระมเหสีองค์ที่สาม มีพระโอรสธิดาด้วยกันถึง ๔ องค์ เชื่อกันว่าด้วยความรักที่ยังตัดกันไม่ขาดก็ทรงลักลอบติดต่อกับเจ้าฟ้าสังวาล เรื่องนี้สะท้อนภาพอยู่ในกาพย์เห่เรือกากี นิพนธ์ไว้เฉพาะตอนที่พญาครุฑผู้เป็นชายชู้ลักพานางกากี ชายาท้าวพรหมทัตไปสมสู่กันบนวิมานฉิมพลี
กางกรอุ้มโอบแก้ว |      |
กากี |
ปีกกระพือพาศรี |      |
สู่งิ้ว |
ฉวยฉาบคาบนาคี
|      |
เป็นเหยื่อ |
หางกระหวัดรัดหิ้ว
|      |
สู่ไม้รังเรียง |
ในเรื่องนี้ มีกาพย์บรรยายบทสังวาสเอาไว้ เป็นวรรณศิลป์ที่งดงามจับใจ เล่นเสียง "ส" และคำว่า "สอง" อย่างวิจิตร ขอยกมาตอนหนึ่งนะคะ
สองสุขสองสังวาส |      |
แสนสุดสวาทสองสู่สม |
สองสนิทนิทรารมณ์ |      | กลมเกลียวชู้สู่สมสอง |
แย้มยิ้มพริ้มพักตรา |      |
สาภิรมสมจิตปอง |
แสนสนุกสุขสมพอง |      |
ในห้องแก้วแพรวพรรณราย |
เจ้าฟ้ากวีทรงมีพระอนุชาต่างพระมารดา ๓ พระองค์ เรียกรวมกันว่าเจ้าสามกรม ไม่ทรงถูกกันเลย ถึงกับครั้งหนึ่งมีเรื่องกริ้วเจ้าสามกรมว่าทำตัวสูงเกินศักดิ์ ก็ทรงเรียกตัวข้าราชบริพารของเจ้าสามกรมมาโบยหลัง ๑๕ ทีบ้าง ๒๐ ทีบ้าง เป็นการประชดไปถึงเจ้านาย เจ้าสามกรมก็คงจะแค้นพระทัย จึงตอบแทนสาสมด้วยการนำความไปทูลฟ้องพระเจ้าบรมโกศว่า เจ้าฟ้าธรรมธิเบศร์ทรงเล่นชู้กับพระมเหสีของพระราชบิดา
เมื่อเรื่องอื้อฉาวขึ้นมาก็กลายเป็นเรื่องใหญ่โต เกิดสอบสวนกันเป็นการใหญ่ ทั้งเจ้าฟ้าธรรมธิเบศร์และเจ้าฟ้าสังวาลถูกสอบสวนจนทรงยอมรับผิดตามข้อหา จึงถูกลงโทษอย่างหนัก
ตามกฎมณเฑียรบาล การละเมิดสตรีในวังมีโทษถึงประหารชีวิต ถ้าหากว่าเจ้าฟ้ากวีทรงถูกประหารตามกฎเสียให้รู้แล้วรู้รอดก็คงจะน่าเศร้าสลดใจน้อยกว่านี้ แต่พระราชบิดาทรงลดหย่อนผ่อนโทษให้ไม่ให้ถูกประหาร น่าสะเทือนใจตรงที่ผลกลับกลายเป็นว่า การลดโทษกลับเลวร้ายสาหัสกว่าถูกประหารเสียอีก
พระราชพงศาวดารบันทึกไว้ว่า เริ่มต้นด้วยถูกถอดลงเป็นไพร่ แล้วถูกทรงเฆี่ยนด้วยหวายได้ ๒๐ ที ทรงเจ็บปวดมากจนสลบไป พระเจ้าบรมโกศก็ทรงให้หยุดเฆี่ยน แก้ไขจนฟื้นขึ้นมาในวันต่อไปก็เฆี่ยนต่ออีก ๖๐ ที เอาเหล็กเผาไฟนาบพระนลาฎ (หน้าผาก) และพระบาทเป็นการลงโทษ แล้วให้เฆี่ยนต่อไปจนครบ ๒๓๐ ที ตามโทษที่ถูกลดหย่อนจากประหารชีวิต แต่เฆี่ยนไปได้ ๑๘๐ ที ทรงทนความเจ็บปวดบอบช้ำไม่ไหวก็สิ้นพระชนม์คาหลักเฆี่ยน ส่วนเจ้าฟ้าสังวาลถูกเฆี่ยนสามสิบที แล้วนำไปจองจำ อยู่ได้สามวันก็สิ้นพระชนม์ตามไปอีกองค์หนึ่ง
ถ้าจะถามว่าเหตุใดพระราชบิดาทรงทำได้ถึงขนาดนี้ มองอย่างตรงไปตรงมาก็คือทรงเคร่งครัดต่อกฎมณเฑียรบาล เล่ากันว่าก่อนพระมเหสีจะสิ้นพระชนม์ได้ทูลขอไว้ว่าถ้าพระราชโอรสทำผิด ให้ลดหย่อนโทษลงจากประหารเป็นเฆี่ยน จากเฆี่ยนเป็นเนรเทศ เมื่อปรากฏว่าทรงทำผิดจริงๆ ก็โปรดฯให้เป็นไปตามที่ทูลขอไว้
แต่ถ้าให้เดาเป็นส่วนตัว ขอเดาว่าพระเจ้าบรมโกศคงจะไม่พอพระทัย พระราชโอรสองค์ใหญ่มานานแล้ว เพราะเจ้าฟ้ากวีของเรานอกจากไม่ถูกกับพระอนุชาทั้งสาม ก็ยังไม่พอพระทัยพระภิกษุเจ้าฟ้านเรนทร์ ผู้เป็นพระเจ้าหลานยาเธอองค์ที่พระเจ้าบรมโกศทรงโปรดปรานอย่างยิ่ง ทรงระแวงว่าเจ้าฟ้านเรนทร์จะเป็นศัตรูราชสมบัติ ทั้งที่เจ้าฟ้านเรนทร์ผนวชมานานหลายปีแล้ว ไม่เคยมีท่าทีว่าจะมากีดขวางใคร วันหนึ่งทรงซุ่มดักรอที ตอนฝ่ายนั้นมาเข้าเฝ้าพระเจ้าบรมโกศ ทรงไล่ฟันจะให้ถึงตาย แต่เจ้าฟ้านเรนทร์ทรงโชคดีหรือมีวิชาดีหนังเหนียวก็ไม่แน่ ทรงรอดดาบไปได้โดนแค่จีวรขาด เรื่องรู้ไปถึงพระเจ้าบรมโกศ ถึงกับพิโรธหนักจนพระมเหสีต้องรีบพาพระราชโอรสไปผนวชให้พ้นราชภัย รอดไปได้อย่างฉิวเฉียดมาครั้งหนึ่ง พอสิ้นพระราชมารดาก็ไม่มีใครปกป้องพระองค์อีก
ถ้าหากว่าไม่เกิดเรื่องนี้เสียก่อน ทรงอยู่มาได้อีก ๓ ปีก็จะได้ครองราชย์ น่าจะเป็นยุคเฟื่องฟูของวรรณคดีไทยอีกยุคหนึ่ง
พระศพของเจ้าฟ้ากวีมิได้รับการถวายพระเพลิงตามโบราณราชประเพณี แต่ถูกฝังเอาไว้ที่วัดไชยวัฒนาราม ในเจดีย์สร้างอย่างหยาบๆคู่กับเจ้าฟ้าสังวาล วัดนี้เป็นวัดใหญ่อยู่ที่บางปะอินริมแม่น้ำเจ้าพระยา หากพระวิญญาณยังอยู่ที่นั่น ก็คงจะได้ทอดพระเนตรลำน้ำที่เคยใช้ล่องเรือ เห่บทพระนิพนธ์เมื่อสองร้อยปีก่อนและยังเป็นที่ขับขานจดจำรำลึกกันมาจนถึงวันนี้
มีบทเห่บทหนึ่ง แสนเศร้า เหมือนจะเป็นการสะท้อนชะตากรรมของเจ้าฟ้ากวี โดยที่พระองค์ท่านคงไม่ทรงรู้องค์ว่าจะทรงเป็นไปอย่างพระนิพนธ์บทนี้ทุกประการ
แต่เช้าเท่าถึงเย็น |      |
กล้ำกลืนเข็ญเป็นอาจิณ |
ชายใดในแผ่นดิน |      |
ไม่เหมือนพี่ที่ตรอมใจ |
*หมายเหตุ
งานเขียนชิ้นนี้ ได้รับการคุ้มครองสิทธิตามพระราชบัญญัติคุ้มครองสิทธิทางปัญญา โดยลิขสิทธิเป็นของผู้เขียน ที่ให้เกียรตินำเผยแพร่ผ่าน วิชาการ.คอม เรามีความยินดีและอนุญาตให้ทำซ้ำหรือเผยแพร่ต่อเพื่อประโยชน์ทางการศึกษาเท่านั้น กรุณาให้เกียรติผู้เขียน โดยอ้างชื่อผู้เขียนและ วิชาการ.คอม (www.vcharkarn.com) ทุกครั้งที่ทำการเผยแพร่ต่อ ห้ามนำส่วนหนึ่งส่วนใดไปเผยแพร่ต่อในสื่อที่เอื้อประโยชน์ทางธุรกิจก่อนได้รับอนุญาต ขอขอบคุณที่ร่วมกันช่วยสร้างให้สังคมไทยเป็นสังคมแห่งปัญญา
จำนวน 2 ความเห็น, หน้า่ | -1-
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1 11 มี.ค. 2549 (15:11) ขออนุญาตร่วมวิจักษณ์-วิจารณ์ กวี และผลงาน กับท่านอาจารย์เทาชมพู นะคะ
กวี ส่วนใหญ่ของโลก (เกอเธ่ ด้วย) ก็มีอารมณ์+ความรู้สึก มิแตกต่างเจ้าฟ้ากุ้งคะ
คนจำพวกนี้ไม่สามารถอยู่ในกรอบข้อบังคับอันใดได้ ...
โดยเฉพาะเมื่อถูกกดดันยามมีอารมณ์ รัก ....
พวกเขาจะรู้ตัว และอาจไม่รู้ตัวว่าธรรมชาติของเหล่ากวีอ่อนไหว
มองอีกด้านผลกระทบซึ่งคือวัตถุดิบสะท้อน Build งานกวีได้ลึกซึ้งกินใจ ....
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 2 12 มี.ค. 2549 (14:25) Alfa ตราบOmega ตูข้าร้องก้องธรนินทร์
ทุกสตรีบนหน้าดิน จงเสมอภาคแลเท่าเทียม