สารบัญ
หน้าที่ 14 - ไป(ถูก)เหยียบกับเขา(2)
หลังจากเสร็จพิธีที่ทุ่ง อะรอฟะห์แล้ว ก็เก็บข้าวของ เตรียมตัวเดินทางไปที่เมือง มีนา เพื่อทำ
พิธีที่สำคัญอีก เราออกเดินทางตอนเย็น โดยรถบัส มีคนนั่งบนหลังคาด้วย ผู้นำทัวร์บอกว่า เดินทางไม่นานก็จะถึง เพราะอยู่ไม่ห่างกันมากนัก ก่อนออกเดินทางฉันสวดมนต์ อธิษฐานว่า
ขอให้การเดินทางนี้อยู่ในความคุ้มครองของพระเจ้า ขอให้ฉันไม่มีอาการปวดหนัก เบา ระหว่างทาง จนกว่าจะถึงบ้านพัก ขอให้ฉันไม่เจ็บไข้ได้ป่วย ไม่ร้อน ไม่หนาว ไม่หิว ไม่อ่อนเพลีย
แล้วการเดินทางก็เกิดขึ้น
ฉันนั่งในรถคู่กับน้องสาว ขณะนั้น มีผู้หญิงชาวอินโดเนเชีย (มาเข้ากับทัวร์ในภายหลัง เมื่อทราบว่าทางการประกาศให้เป็น พิธีฮัจญ์ที่ยิ่งใหญ่ )มายืนข้าง ๆ ทำท่าเหมือนกับไม่สบาย จะเป็นลม จะอาเจียน ฉันก็ทำตัวเหมือนอยู่เมืองไทย เวลานั่งรถเมล์ เห็นใครอ่อนแอกว่า
ก็จะลุกให้นั่ง ฉันก็ทำเช่นนั้น
พอเธอคนนั้นได้นั่ง เธอก็หายจากอาการป่วยทันที หัวเราะ ยิ้มแย้มแจ่มใส
ส่วนฉัน !!
ฉันยืน คนอื่น นั่ง นอน หลับ ปรากฎว่า รถติดมาก ไม่ขยับเลย จอดแช่ นิ่งเป็นเวลานาน
บนถนนเต็มไปด้วยรถทุกชนิด และคนเดินเท้า ขวักไขว่ ไปหมด รถติดตลอดทั้งคืน จนรุ่งเช้า
ฉันได้นั่งบ้าง เพราะน้องสาวแบ่งให้นั่ง แต่ฉันไม่รบกวนเธอมาก เพราะถือเป็นความรับผิดชอบของฉัน ที่อยากเป็นนางเอกเอง (น่าประหลาดที่หญิงชาวอินโด คนนั้น ไม่ได้สนใจฉันอีกเลย หลังจากฉันให้ที่นั่งเธอไป และเธอไม่มีอาการของคนที่ป่วยไข้แต่อย่างใดเลย)
มีการไปเก็บหินที่ ตำบล มุสตาลีฟะห์ เพื่อไปทำพิธี (จะเล่าในโอกาสต่อไป) ผู้ชายร่วมคณะทัวร์ ไปเก็บให้ฉัน เพราะ เขากลัวว่า ผู้หญิงลงไปแล้ว เกิดพลัดกัน ไม่ได้กลับขึ้นมา อาจจะมีอันตรายได้(ที่นั่น ถ้าผู้หญิงพลัดหายไปคนเดียว ไม่มีญาติ หรือเพื่อนที่เป็นชายไปด้วย จะเป็นเรื่องใหญ่มาก)
ทั้งคืน ฉันไม่ได้นอนเลย
รุ่งเช้า เราก็ยังอยู่ในรถ หลายคนเป็นทุกข์เรื่องการเข้าห้องน้ำ อันเป็นกิจวัตรประจำวันที่จำเป็น แต่ฉันไม่เกิดความทุกข์เรื่องนี้เลย ยังสดชื่น กำลังกายและใจ ดีมาก ๆ
ตอนสาย ประมาณ 10.00 น. ท่ามกลางอากาศที่ร้อน แดดเปรี้ยง พวกเราก็ยังอยู่ในรถ
คนขับ(ชาวอะไรก็ไม่รู้ พูดภาษาอาหรับ) ออกอาการ หงุดหงิด โวยวาย
บนถนนมีแต่ผู้คนแต่งกายสีขาว ดูโพลนไปหมดทั้งเมือง
รถทุกคันดับเครื่อง จอดสนิท
คนขับหมดความอดทน หนีลงจากรถไป
หัวหน้าคณะบอกให้พวกเรา ลงจากรถ แล้วเดินไป
หัวหน้าถือธงไตรรงค์โบกสะบัด นำหน้า เมื่อเราถามว่า "บ้านพักอยู่อีกไกลไหม"
เขาบอกว่า "ไม่ไกลหรอก 2-3 เสาไฟฟ้า "
พวกเราก็แข็งใจเดิน และแบกสัมภาระ ของตนเอง ของฉันมีทั้งเป้สะพายหลังและกระเป๋า
เดินทางใบเล็ก
เราเดินเป็นแถว เดินตามธงไตรรงค์
ทุกคนแต่งกายสีขาวทั้งหมด ผู้หญิงจะนุ่งกางเกง หรือกระโปรงยาวสีขาว สวมเสื้อแขนยาวสีขาว และมีผ้าคลุม (ฮิญาบ) สีขาว คือแต่งอย่างไรก็ได้ ให้เห็นแต่เฉพาะใบหน้าได้เท่านั้น
ส่วนผู้ชาย จะนุ่งผ้าสีขาว และมีผ้าขาวอีกผืนหนึ่งพัน หรือคลุมตัว ทุกคนจะรวย จน ขนาดไหนก็มีผ้าแค่ คนละ 2 ผืนเท่านั้น
เดินตามกันมาอยู่ดี ๆ เมื่อมาถึงทางสี่แยก ก็มีขบวนของชนชาติอะไรไม่รู้
รูปร่างสูงใหญ่ ผิวขาว พูดภาษาอะไรก็ฟังไม่รู้เรื่อง(น่าจะเป็นอิหร่าน) ขบวนนี้มีมากกว่าเรา
ประมาณ 2 เท่า ปะทะกับพวกเรา จนแถวขาดกลาง เกิดโกลาหล เสียงตะโกนหากันดังอื้ออึง
พอถูกขบวนนี้ชน จนหากันแทบไม่เจอแล้ว
ก็ยังถูกขบวนของชาวอะไรไม่รู้ ผิวดำ ตัวโต ชนเข้าอีก
คราวนี้หนักหน่อยเพราะ มองไปรอบ ๆ ตัว ไม่พบใครเลย ที่มาจากกลุ่มทัวร์เดียวกัน
เหลือฉันอยู่คนเดียว ในท่ามกลางสถานการณ์อันเลวร้าย !!
ฉันยืนนิ่ง ขาแยกจากกันเล็กน้อยเพื่อการทรงตัวที่ดี มือซ้ายถือกระเป๋าเดินทาง บนหลังมีเป้อันหนักอึ้ง ตั้งสติ ใช้ปัญญา ใช้ความคิดที่จะเอาตัวรอด สายตาก็มองหาที่พึ่ง
ไม่มีใคร !!
ฉันไม่สามารถเคลื่อนไหวร่างกายเพื่อออกไปจากสถานการณ์นั้นได้เพราะถูกอัด เบียดเสียด
มีผู้คนเคลื่อนไหวผ่านฉันไป ผ่านฉันมา วูบวาบ
แต่ฉันก้าวขาไปไหนไม่ได้เลย แม้แต่ก้าวเดียว
แสงแดดแผดจ้า ตะวันตรงหัว !! แต่ไม่รู้สึกว่าร้อน
การเบียดเสียดนั้น ดำเนินต่อไป ไม่มีการล่วงละเมิด อนาจาร มีแต่การเบียดเสียดเพื่อจะผ่านออกไป (ตอนนั้นถ้าใครมีพฤติกรรมทางเพศ จะถือว่าผิดอย่างมาก จะเสียพิธีฮัจญ์ในส่วนของเขา ผลบุญของเขาจะเป็นศูนย์)
ผ้าคลุมฮิญาบของฉัน เป็นลักษณะ คลุมทั้งตัว จนถึงหัวเข่า ข้างในจะสวมเสื้อยืดแขนสั้นสีขาวตราห่าน สวมกางเกงวอร์มสีขาว ผ้าคลุมจึงมีลักษณะรุ่มร่าม เวลาคนเบียดไปทางไหน ผ้าก็จะถูกดึงรั้งไปทางนั้นด้วย มันจึงรั้งไปทางซ้าย ทีหนึ่ง แล้วก็ถูกรั้งไปทางขวา ทางด้านหน้า ทางด้านหลัง ตลอดเวลา ทำให้ฉันไม่สามารถเคลื่อนไหวไปไหนได้
ตอนนั้นฉันถูกชนอย่างแรง ซวนเซเกือบจะล้มลง พอทรงตัวได้ ผาก็ถูกรั้งไปทางซ้าย
กำลังใจเริ่มเสีย เมื่อกำลังใจเสีย กำลังกายก็ตก
ฉันเพิ่งรู้สึกว่า จะเป็นลม หน้ามืด
ฉันริ่มคิดถึงความตาย ถ้าล้มลง ก็คงไม่มีโอกาสยืนขึ้นมาได้อีกอย่างแน่นอน!!
" พระผู้อภิบาลที่ยิ่งใหญ่ ไม่มีพระเจ้าองค์ใด นอกจากพระองค์อัลเลาะฮ์"
ฉันตะโกนออกมาเป็นภาษาอาหรับ ใจก็คิด ตรงกับความหมายข้างต้น
กล่าวอย่างนี้ คือพร้อมที่จะตาย เตรียมตัว เตรียมใจรับความตายที่กำลังจะมาถึง
อย่างสงบ ไม่ทุกข์ ไม่กระวนกระวาย
ขณะที่ฉันกล่าวนั้น คนรอบข้างที่กำลังเบียดเสียด ดูเหมือนจะชะงัก และเว้นช่องห่างจากตัวฉัน พวกเขากำลังมองหน้าฉัน ด้วยความประหลาดใจ
หลังจากกล่าวถ้อยคำอันศักดิ์สิทธิ์ไปแล้ว ก็เกิดความคิดแว่บขึ้นในสมองว่า
เราจะตายแล้ว ทรัพย์สมบัติ เงินทอง(อยู่ในกระเป๋า) ไม่มีประโยชน์แล้ว ทิ้งกระเป่าลงกับพื้น
แล้วสายตาก็ไปเห็นรถบัสคันใหญ่คันหนึ่งอยู่กลางถนน ตรงตัวถังรถมีช่องสี่เหลี่ยมขนาดคนเข้าไปได้อยู่ตรงล้อรถ
ฉันดึงฮิญาบออก เหวี่ยงทิ้งไป ผู้ชายรอบข้างฉัน มองหน้าฉัน ซึ่งผมยาวประบ่า
ด้วยความประหลาดใจ (เป็นการกระทำที่ไม่เหมาะสม ที่เปิดเผยเรือนผมต่อสาธารณชน
แต่ เพื่อความอยู่รอด ก็พออนุโลมได้)
ปลดเป้ทิ้งไปแล้ว ฉันเคลื่อนไหวร่างกายได้คล่องแคล่วขึ้น เร็วเหมือนสายฟ้าแลบ ฉันพุ่งตัวเข้าไปนั่งอยู่ในช่องว่างดังกล่าวนั้น
พ้นจากการเบียดเสียด ยัดเยียด มาได้
ฉันก้มตัวลงมองไปทางหน้ารถ เพราะเกรงว่ารถจะวิ่ง และทับร่างของฉัน
เห็นแต่ขา เท้าคน จำนวนมาก เคลื่อนไหวอย่าง สับสนอลหม่านอยู่ด้านหน้าของรถ
และรถก็ดับเครื่องอยู่ คนขับคงจะหนีไปเหมือนกับรถคันที่ฉันนั่งมา
ฉันนั่งอยู่นาน ได้ยินเสียงหวีดร้อง อื้ออึง ตะโกน ฟังไม่ได้ศัพท์ อยู่ด้านนอก
คงจะมีการเบียดเสียดกันอย่างรุนแรง มากกว่าตอนที่ฉันอยู่ข้างนอก
ขณะนั้นในใจก็นึกห่วงน้อง ห่วงหลาน ว่าจะประสบปัญหา เช่นเดียวกับฉันหรือเปล่า
ครู่ใหญ่ ๆ เสียงข้างนอกก็สงบลง ฉันก็ออกมา (เพราะเกรงว่ารถจะวิ่ง)
เห็นรองเท้าเกลี่อนกลาดเต็มไปหมด มีผ้าขาว จำนวนมากตกอยู่และถูกเหยียบย่ำ จนเป็นสีดำ มอ ๆ ฉันมองหากระเป๋า แต่ไม่พบ เงิน และข้าวของเครื่องใช้
อยู่ในกระเป๋าใบนั้น
แต่ฉันก็ไม่เสียดาย เพราะรอดชีวิตมาได้ก็พอใจแล้ว
หลังจากนั้นไม่นาน มีคนเก็บกระเป๋าและผ้าคลุมฮิญาบมาคืน เพราะมีที่อยู่ของทัวร์ ติดอยู่ที่กระเป๋า และผ้าคลุมฮิญาบ มีธงไตรรงค์ เย็บติดอยู่ด้านหลัง ศีรษะ (ซักแล้ว ขาวสะอาดดังเดิม ยังใช้สวมใส่ เวลาละหมาดจนทุกวันนี้)
ฉันผ่านการทดสอบแล้ว !!
ชีวิตที่เฉียดความตาย อีกครั้ง ทำให้ฉันคิดว่า
เป็นความประสงค์ของพระเจ้า ที่จะให้ฉันยังคงมีชีวิตอยู่ เพื่อทำความดี เพราะในครั้งนั้นฉันยินยอม มอบชีวิตแล้ว แต่พระองค์ยังไม่ประสงค์
ชีวิตที่เหลืออยู่ จึงเป็นชีวิตที่ได้กำไร
ฉันจึงเรียนรู้ทุกสิ่งทุกอย่าง ที่จะเรียนรู้ได้ ทำดีทุกอย่างที่จะทำได้
ทุกข์ยากขนาดไหน ฉันก็ทนได้ วิกฤติอย่างไร ฉันก็จะทำให้เป็นโอกาสให้ได้
ชีวิตที่ผ่านยุคมืด ไม่มีไฟฟ้าใช้ จนเห็นความเจริญรุ่งเรือง อยู่ในยุคคอมพิวเตอร์
ดิจิตอล นาโน ฯลฯ
ไม่น่าเชื่อว่า ชีวิตที่เกือบเป็นศูนย์ ตั้งแต่ที่สวนน้ำนันทศักดิ์เรืองเดช จะได้กำไรมากมายมหาศาลถึงขนาดนี้
ความฝันขอฉันที่เคยเล่าให้แม่ฟัง แล้วตอนนั้นตีความไม่ออก ได้ถูกทำนายแล้ว
ด้วยเหตุการณ์ตามที่เล่ามาช้างต้นนี้แล
ขอบคุณพระเจ้าผู้อภิบาล
*หมายเหตุ
งานเขียนชิ้นนี้ ได้รับการคุ้มครองสิทธิตามพระราชบัญญัติคุ้มครองสิทธิทางปัญญา โดยลิขสิทธิเป็นของผู้เขียน ที่ให้เกียรตินำเผยแพร่ผ่าน วิชาการ.คอม เรามีความยินดีและอนุญาตให้ทำซ้ำหรือเผยแพร่ต่อเพื่อประโยชน์ทางการศึกษาเท่านั้น กรุณาให้เกียรติผู้เขียน โดยอ้างชื่อผู้เขียนและ วิชาการ.คอม (www.vcharkarn.com) ทุกครั้งที่ทำการเผยแพร่ต่อ ห้ามนำส่วนหนึ่งส่วนใดไปเผยแพร่ต่อในสื่อที่เอื้อประโยชน์ทางธุรกิจก่อนได้รับอนุญาต ขอขอบคุณที่ร่วมกันช่วยสร้างให้สังคมไทยเป็นสังคมแห่งปัญญา
จำนวน 18 ความเห็น, หน้า่ | -1-
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 3 30 ก.ย. 2550 (12:32)
jumo
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 3464 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 298 ดวง - โหวตเพิ่มดาว
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 6 3 ต.ค. 2550 (05:03) เป็นการต่อว่าที่น่ารักมาก ๆ ค่ะ บางครั้ง ในการใช้ภาษา ไม่จำเป็นต้องใช้ถ้อยคำก็ได้
เพราะภาษา มี 2 ลักษณะ คือวัจนภาษา(ถ้อยคำ การพูด การเขียน)
และอวัจนภาษา(ไม่ใช่ถ้อยคำ เช่นภาพ สีหน้า ท่าทาง สัญลักษณ์ ต่าง ๆ
แม้กระทั่งการแต่งกาย)
บางครั้ง คำพูดก็ไม่ได้เจาะลึกเข้าไปในจิตใจคนได้
คนที่ฉลาด จึงรู้จักประยุกต์ใช้วิธีการต่าง ๆ เพื่อสื่อสาร ในทางสร้างสรรค์ค่ะ
nit_n
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 43 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 160 ดวง - โหวตเพิ่มดาว
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 8 8 ต.ค. 2550 (17:03) ชื่อเรื่องโหดดีนะค่ะ แถมนิยายก็สนุกมากๆๆเลยน้า windfall เอาใจช่วยนะค่ะ
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 13 14 ต.ค. 2550 (07:40) สยามเมืองยิ้ม โย่ว !
ยิ้มเถิดนะหัวใจอย่าให้บึ้ง
ยิ้มให้ซึ้งตรึงใจใบหน้าหวาน
ยิ้มเสียเถิดยิ้มสู้หมู่ภัยพาล
ยิ้มชื่นบานซึ้งจิตชวนติดใจ
ยิ้มปลอบใจตัวเองให้เก่งกล้า
ทุกข์โศกมายิ้มนิดคิดแก้ไข
เราน้องพี่เห็นกันหมั่นยิ้มไว้
เราชาวไทยยิ้มให้กันนั้นหละ.....ดี
-------------------------------------------------------------------------
ปล.คัดลอกมาจากกระทู้กลอนสยามเมืองยิ้มครับ
jumo
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 3464 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 298 ดวง - โหวตเพิ่มดาว
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 15 15 ต.ค. 2550 (04:09) ทุกอย่างเป็นเรื่องจริงค่ะ ยังมีอีกมาก อยากจะเล่าไปเรื่อย ๆ ตามแต่เวลาจะอำนวยให้
เพราะการที่เรามาแบ่งปันประสบการณ์ แบ่งปันความคิดกันนั้น ไม่น่าจะมีพิภัยอะไร
และที่สำคัญ ถึงแม้จะไม่เปิดเผยตัว ก็ต้องรับผิดชอบกับเรื่องที่เขียนค่ะ
กลอนดีค่ะ ติดตามงานของคุณ JUMO อยู่ นะคะ ติดตามงานของอีกหลาย ๆ คนด้วยค่ะ
อย่างนี้เรียกว่าเรา "รู้เท่าทันเทคโนโลยี"
เด็กหนุ่มเด็กสาวสมัยนี้ ใช้เทคโนโลยีกันไม่ค่อยจะถูกทาง จึงได้ประโยชน์ไม่คุ้มค่ากับเงินและเวลาที่เสียไป
nit_n
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 43 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 160 ดวง - โหวตเพิ่มดาว
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 18 17 มิ.ย. 2551 (19:27) ว้าว
ชื่อเรื่องกินใจ(อิอิ)
เขียนได้สุดยอดเลยน้า อิอิ