สารบัญ
หน้าที่ 2 - คนหลายยุค
ถ้าเรามองวิกฤตในชีวิตให้เป็นโอกาส ฉันก็ว่าชีวิตของฉัน ตั้งแต่เด็ก ๆ เต็มไปด้วยวิกฤตทั้งสิ้น
วิกฤต เพราะความยากจน
วิกฤตเพราะเป็นลูกคนกลาง พ่อแม่ มีลูกหลายคน ฉันจึงมักถูกมองข้าม
ฉันเป็นคนไม่มีวันเกิด ไม่มีดวง เพราะไม่รู้ว่าเกิดวัน เดือน ปีอะไรแน่
ที่มีอยู่นี่ ก็อุปโลกน์เอา
ฉันจึงไม่เคยจัดงานวันเกิด(แต่แอบปลื้มนิด ๆ ที่ลูกศิษย์ จำวันเกิดจอมปลอมของฉันได้)
ฉันเป็นคนหลายยุค
ตั้งแต่จำความได้ ไม่มีไฟฟ้าใช้ (อยู่ในกรุงเทพฯ นี่แหละ)
บ้านเรือนสมัยนั้น นิยมปลูกใต้ถุนสูง เรือนฝากระดาน หลังคามุงกระเบื้อง มีนอกชานยื่นออกมา นอกชานมีรั้วเตี้ย ๆ และมีซุ้มประตู ตรงบันได ที่ทอดออกไปนอกตัวบ้าน
เมื่อตกกลางคืน ก็เข้านอนพร้อมหน้าพ่อ แม่ ลูก เมื่อยังไม่หลับ พ่อ แม่ ก็จะพัด
ให้ลูก ๆ แล้วก้เล่านิทานให้ลูกฟัง
ลูกคนอื่น ๆ ก็จะนอนฟังเฉย ๆ แต่ฉัน จะเล่นกับเงา ตะเกียงดวงเล็ก ๆ จะเกิดภาพเงาขึ้นที่ฝาบ้าน หรือเพดาน
แม่ห้ามก็ไม่หยุด แต่ที่สุดท่านก็เลิกห้าม เพราะเห็นว่าเล่นเงียบ ๆไม่ได้ก่อความรำคาญอะไร
ฉันจะทำมือประกอบนิทานที่ท่านเล่า จินตนาการของฉันจะไปไกล ไปตามนิทาน
เล่นกับเงาจนง่วง ก็หลับไป
บางคืนนอนไม่หลับ และปวดท้องเบา แม่ก็จะให้มานั่งถ่ายในกระโถนที่นอกชาน
น่ากลัวมาก เพราะมืดไปหมด เห็นดาวเต็มท้องฟ้า เหมือนกับที่ท้องฟ้าจำลอง
แต่บางคืน เจ้ากรรม ปวดท้องหนัก ต้องลงไปส้วม และส้วมก็อยู่ไกลจากตัวบ้าน
ฉันไม่อยากนั่งกระโถน เพราะมันดูน่าเกลียดอย่างไรพิกล จึงบอกแม่ว่า จะไปส้วมเอง
เอาตะเกียงไปด้วย แม่ไม่ยอมให้ไปคนเดียว แม่พาฉันไป
ก็เดินลงมาจากบ้าน มันมืด น่ากลัวมาก ประมาณ กี่โมง กี่ยามก็ไม่รู้ เพราะไม่ได้ดูนาฬิกา
เดิน เดินอยู่ดี ๆ นั้น ตาก้มองไปทางฟากตรงข้ามของคลอง (สวนน้ำนันทศักดิ์ฯ)
ซึ่งเป็นต้นไม้ขึ้นครึ้ม มองเห็นเป็นทิวยาว ดำทะมึน
ทันใดนั้น ฉันก็เห็นร่างหนึ่ง สีขาวโพลนทั้งหมด ดู ๆ ก็เหมือนคน แต่ไม่มีเชพ
ไม่มีรูปทรง เป็นแต่เอาผ้าขาวมาคลุมไว้
ร่างนั้นลอยช้า ๆ ลอยสูง ไม่เกิน สุมทุมพุ่มไม้ แต่ลอยไปในทางขนานกับพื้นดิน
ไปเรื่อย ๆ ฉันมองตาไม่กระพริบ
ได้ร้องถามแม่ว่า " แม่

นั่น ใคร? "
แม่ไม่ตอบ แต่ตีหัวฉันอย่างแรงทีหนึ่ง แล้วลากแขนฉัน หันหลังกลับ ขึ้นบ้าน
ฉันยังไม่ได้เข้าห้องน้ำเลย
แม่บอกว่า นั่นน่ะ ผี!! ไปทักทำไม?
แม่ให้ฉันนั่งกระโถน แต่ปรากฎว่า ฉันหายปวดท้องแล้ว
รีบเข้ามุ้ง คลุมโปง นอน
ได้ยินเสียงแม่อ่านคัมภีร์กุรอ่าน เบา ๆ เสียงของแม่เวลาอ่านกุรอ่านไพเราะมาก
ฟังดูนุ่มนวล ทำให้ฉันรู้สึกว่าปลอดจากภยันตรายทั้งปวง
ตอนเช้าแม่บอกว่า คราวหลัง เมื่อเห็น หรือได้ยินเสียงอะไรในตอนกลางคืน
ห้ามทัก ห้ามพูดอะไรทั้งสิ้น เพราะจะเกิดสิ่งที่ไม่ดีตามมา ฉันก็ยังไม่ค่อยเข้าใจ
แต่ก็ทำตาม ด้วยความกลัว
หลังจากนั้น แม่ทำส้วม ห้องน้ำอยู่ติดกับบันไดบ้าน แต่ก็ยังไม่ทำให้อยู่บนบ้านอยู่ดี
ฉันมาศึกษาค้นคว้า เรื่องวัฒนธรรม ความเชื่อ ในตอนหลัง ก็พบว่า การที่คนเราในสมัยโบราณ ไม่ทำส้วม หรือห้องน้ำ ไว้บนบ้านเพราะ ถือว่าการทำอย่างนั้น เป็นการใฝ่สูง ทำตนเทียมเจ้านาย
และการห้ามทัก ห้ามพูด ห้ามชี้ สิ่งที่เห็นว่าผิดปกติ ในยามวิกาลนั้นก็เพราะเชื่อเรื่องคุณไสย ไสยศาสตร์ อะไรประมาณนั้น
สิ่งเหล่านี้ ถ้าเรามาคิดตามหลักของความเป็นจริงแล้วก็น่าจะเห็นว่าคนโบราณฉลาดในการสั่งสอน เพราะในยามกลางคืนนั้น เราไม่รู้ว่าอะไร ภัยอันตราย โจรผู้ร้าย จะมาทางไหน ดังนั้น เพื่อความปลอดภัย ควรเงียบ สงบไว้ จะดีกว่าการให้สุ้มเสียง เพราะอาจเป็นอันตรายแก่ตัว รวมทั้งการไม่สร้างส้วมไว้บนบ้านก็เพราะเหตุผลทางสุขลักษณะนั่นเอง
*หมายเหตุ
งานเขียนชิ้นนี้ ได้รับการคุ้มครองสิทธิตามพระราชบัญญัติคุ้มครองสิทธิทางปัญญา โดยลิขสิทธิเป็นของผู้เขียน ที่ให้เกียรตินำเผยแพร่ผ่าน วิชาการ.คอม เรามีความยินดีและอนุญาตให้ทำซ้ำหรือเผยแพร่ต่อเพื่อประโยชน์ทางการศึกษาเท่านั้น กรุณาให้เกียรติผู้เขียน โดยอ้างชื่อผู้เขียนและ วิชาการ.คอม (www.vcharkarn.com) ทุกครั้งที่ทำการเผยแพร่ต่อ ห้ามนำส่วนหนึ่งส่วนใดไปเผยแพร่ต่อในสื่อที่เอื้อประโยชน์ทางธุรกิจก่อนได้รับอนุญาต ขอขอบคุณที่ร่วมกันช่วยสร้างให้สังคมไทยเป็นสังคมแห่งปัญญา
จำนวน 18 ความเห็น, หน้า่ | -1-
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 3 30 ก.ย. 2550 (12:32)
jumo
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 3518 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 307 ดวง - โหวตเพิ่มดาว
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 6 3 ต.ค. 2550 (05:03) เป็นการต่อว่าที่น่ารักมาก ๆ ค่ะ บางครั้ง ในการใช้ภาษา ไม่จำเป็นต้องใช้ถ้อยคำก็ได้
เพราะภาษา มี 2 ลักษณะ คือวัจนภาษา(ถ้อยคำ การพูด การเขียน)
และอวัจนภาษา(ไม่ใช่ถ้อยคำ เช่นภาพ สีหน้า ท่าทาง สัญลักษณ์ ต่าง ๆ
แม้กระทั่งการแต่งกาย)
บางครั้ง คำพูดก็ไม่ได้เจาะลึกเข้าไปในจิตใจคนได้
คนที่ฉลาด จึงรู้จักประยุกต์ใช้วิธีการต่าง ๆ เพื่อสื่อสาร ในทางสร้างสรรค์ค่ะ
nit_n
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 43 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 160 ดวง - โหวตเพิ่มดาว
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 8 8 ต.ค. 2550 (17:03) ชื่อเรื่องโหดดีนะค่ะ แถมนิยายก็สนุกมากๆๆเลยน้า windfall เอาใจช่วยนะค่ะ
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 13 14 ต.ค. 2550 (07:40) สยามเมืองยิ้ม โย่ว !
ยิ้มเถิดนะหัวใจอย่าให้บึ้ง
ยิ้มให้ซึ้งตรึงใจใบหน้าหวาน
ยิ้มเสียเถิดยิ้มสู้หมู่ภัยพาล
ยิ้มชื่นบานซึ้งจิตชวนติดใจ
ยิ้มปลอบใจตัวเองให้เก่งกล้า
ทุกข์โศกมายิ้มนิดคิดแก้ไข
เราน้องพี่เห็นกันหมั่นยิ้มไว้
เราชาวไทยยิ้มให้กันนั้นหละ.....ดี
-------------------------------------------------------------------------
ปล.คัดลอกมาจากกระทู้กลอนสยามเมืองยิ้มครับ
jumo
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 3518 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 307 ดวง - โหวตเพิ่มดาว
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 15 15 ต.ค. 2550 (04:09) ทุกอย่างเป็นเรื่องจริงค่ะ ยังมีอีกมาก อยากจะเล่าไปเรื่อย ๆ ตามแต่เวลาจะอำนวยให้
เพราะการที่เรามาแบ่งปันประสบการณ์ แบ่งปันความคิดกันนั้น ไม่น่าจะมีพิภัยอะไร
และที่สำคัญ ถึงแม้จะไม่เปิดเผยตัว ก็ต้องรับผิดชอบกับเรื่องที่เขียนค่ะ
กลอนดีค่ะ ติดตามงานของคุณ JUMO อยู่ นะคะ ติดตามงานของอีกหลาย ๆ คนด้วยค่ะ
อย่างนี้เรียกว่าเรา "รู้เท่าทันเทคโนโลยี"
เด็กหนุ่มเด็กสาวสมัยนี้ ใช้เทคโนโลยีกันไม่ค่อยจะถูกทาง จึงได้ประโยชน์ไม่คุ้มค่ากับเงินและเวลาที่เสียไป
nit_n
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 43 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 160 ดวง - โหวตเพิ่มดาว
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 18 17 มิ.ย. 2551 (19:27) ว้าว
ชื่อเรื่องกินใจ(อิอิ)
เขียนได้สุดยอดเลยน้า อิอิ