สารบัญ
หน้าที่ 7 - ยาพื้นบ้าน(โปรดใช้วิจารณญาณ)
ในสมัยเด็ก ๆ (จะขอเล่าเรื่องสมัยที่ยังไม่มีไฟฟ้าใช้ เป็นตอนสุดท้าย แล้วจะเล่าเรื่องอื่นต่อไป)
เห็นคุณแม่เอากิ่งข่อย มาต้ม กับเกลือ แล้วเอากิ่งข่อยมาทุบให้แหลก เอามาสีฟัน(ย้ำว่านี่เป็นกรุงเทพ ฯ ย่านถนนเอกมัย แต่บุคคล เป็นระดับ ชาวนา ชาวสวน )
ฉันก็ได้สีฟันแบบนี้เหมือนกัน เค็มมาก แต่แม่บอกว่า ป้องกันโรค รำมะนาด (เหงือกบวม)
เวลาพี่สาวมีระดู (ประจำเดือน) ก็ใช้ผ้า ทำเป็นชิ้น ๆ มีเปลี่ยนหลายผืนมาก
ใช้แล้ว พี่สาวก็เอาไปซัก(ต้องแอบ ให้พ้นสายตาผู้คน) การตากก็ตากตอนกลางคืน
ไม่ให้ใครเห็นเด็ดขาด รู้สึกว่าลำบากมาก โชคดีที่พอฉันโตเป็นสาว มีผ้าอนามัยใช้แล้ว
ฉันเป็นคนที่มีผิวกายแพ้อะไรง่าย ๆ มักจะเป็นฝี อยู่เป็นประจำ
ประเดี๋ยวฝีปูดขึ้นที่หน้าผาก พุงกระทิ หน้าแข้ง ฯลฯ
มันก็ปวด ตุบ ๆ ไม่มีการรักษา โดยหมอปัจจุบัน ฉันก็ไปเก็บเม็ดต้อยติ่ง(เป๊าะแป๊ะ)
ที่เม็ดแก่ ๆ จะมีสีน้ำตาล เก็บมามาก ๆ เอามันมาลอยในขันน้ำ มันจะดีดตัวออก เปลือกนอกของมันจะกระจายไปทั่ว มันจะดีดดัง เป๊าะแป๊ะ พอมันแผลงฤทธิ์จนหมดแล้ว ก็จะเก็บเปลือก
ขอมันไปทิ้ง เหลือไว้แต่เมล็ดของมัน กลม ๆ แบน ๆ เล็กๆ สีน้ำตาล ลอยอยู่เป็นแพ
ในขันน้ำ ฉันก็ช้อนเอามันมาแปะที่ฝี
มันจะมีสรรพคุณคือ ดูดที่ฝี รู้สึกได้ถึงการดูดของมัน เมื่อมันหมดสรรพคุณ
ก็ไปเก็บเม็ดมันมาอีก ทำอย่างนี้อีกเรื่อย ๆ ก็สนุกดี
บางครั้งหัวฝีก็จะหลุดเมื่อมันแก่เต็มที่แล้ว พี่สาวก็จะบีบเอาหนองออกจนหมด
แล้วก็ใส่ยา เพ็นนิซิลิน วี (เป็นหลอด เนื้อยาเป็นครีม ใส ไม่มีสี เป็นยาครอบจักรวาลในบ้าน)
เป็นอย่างนั้น เรื่อยมา ไม่มีการไปหาหมอแต่อย่างใด พอโตมาก็ไม่เห็นว่าจะมีร่องรอยของฝี ให้เห็นในร่างกาย น่าประหลาดจริง ๆ
อีกเรื่องหนึ่งคือ ยารักษาเวลาถูกน้ำร้อนลวก !!
อันนี้สุดยอดจริง ๆ

(โปรดใช้วิจารณญาณ)
ตอนเด็ก ๆ อายุประมาณ 5-7 ขวบ
เช้าวันหนึ่ง ฉันหิวข้าวมาก ก็รอว่าเมื่อไหร่แม่จะหุงข้าวเสร็จ
ขณะนั้น แม่ก็กำลังคนหม้อข้าว ซึ่งเดือดปุด ๆ อยู่บนเตาอั้งโล่(ใส่ถ่าน)
ฉันไปป้วนเปี้ยนอยู่ใกล้ ๆ (พ่อห้าม และบอกว่า อย่ารนหาที่) ฉันก็ไม่เชื่อฟัง
ไม่ทราบว่าไปซน ท่าไหน อย่างไร ฉับพลันนั้น หม้อข้าวที่กำลังเดือดก็หกใส่ตัวของฉัน
ทั้งหม้อเลย

ตั้งแต่ศีรษะจรดเท้า ข้าวและน้ำข้าวเต็มตัวฉัน
ตกใจ ปวดแสบปวดร้อน เกิดความโกลาหล เสียงร้องของฉัน เสียงหวีดร้องของแม่
ระงมไปหมด
พ่อออกมาแก้ไขสถานการณ์
ไม่มีคำดุ ด่า ว่า ตี พ่อจูงฉันไปที่โรงนา (เราเลี้ยงควายไว้หลายตัว) ให้ฉันถอดเสื้อผ้า
ออกให้หมด แล้วเอาขี้ควายอันมากมายมหาศาลในโรงนา ทาตัวฉันทั่วตัว (เหลือแต่ลูกตา)
แล้วให้ฉันอยู่นอกบ้าน ทั้งวัน ตั้งแต่เช้ายันค่ำ
พี่ ๆ น้อง ๆ ก็มาล้อเลียน เอาข้าว เอาน้ำมาป้อนให้
ฉันรู้สึกอายมาก เพราะไม่ได้นุ่งผ้า (แต่ไม่มีใครได้เห็นสรีระ เพราะถูกปกปิดไว้ด้วย
ขี้ควายจนหมด)
เป็นที่น่าประหลาดจริง ๆ ว่า ขี้ควาย ทำให้ฉัน รู้สึกเย็น ความปวดแสบปวดร้อนหายไปหมดสิ้น
พอตกค่ำ พ่อก็มาทำความสะอาดร่างกายของฉัน ลอกขี้ควายออก อาบน้ำอาบท่า สระผม พ่อพินิจพิศดูผิวกายของฉัน ยิ้มด้วยความพึงพอใจ ว่า ไม่มีร่องรอย บาดแผลแม้แต่
นิดเดียวเลย
นั่นเป็นภาพในอดีตที่ฉันจำได้ไม่ลืม แต่ฉันก็ไม่เคยถามพ่อว่า พ่อไปเอาตำรานี้มาจากไหน ตำราวิเศษนี้ทำให้ฉันรอดพ้นจากการเป็นผู้พิการทางผิวหนังไปได้
มาวิเคราะห์เอาเอง หรือว่า สถานการณ์ในขณะนั้น พ่อหมดหวังแล้วที่จะให้ฉันปลอดภัย
เพราะไม่มีหมอ ไม่มีรถ ไม่มีเงิน หรือเปล่า ท่านก็เลยใช้วิธีนี้ (อย่าง มั่ว ๆ)
แต่ปรากฎว่าได้ผล หรือว่าท่านได้รู้ซึ้ง มีคนเคยทำมาแล้ว (อันนี้ไม่ทราบได้ เพราะ
คุณพ่อท่านก็ถึงแก่กรรมไปนานแล้ว นึกโมโหตนเอง ที่ไม่ได้ถามท่านไว้)
ท่านผู้อ่านท่านใด มีข้อมูลโปรดกรุณาอนุเคราะห์ด้วย จะเป็นวิทยาทาน
อย่างไรก็ตามขอให้ท่านผู้อ่าน ใช้วิจารณญาณด้วย
*หมายเหตุ
งานเขียนชิ้นนี้ ได้รับการคุ้มครองสิทธิตามพระราชบัญญัติคุ้มครองสิทธิทางปัญญา โดยลิขสิทธิเป็นของผู้เขียน ที่ให้เกียรตินำเผยแพร่ผ่าน วิชาการ.คอม เรามีความยินดีและอนุญาตให้ทำซ้ำหรือเผยแพร่ต่อเพื่อประโยชน์ทางการศึกษาเท่านั้น กรุณาให้เกียรติผู้เขียน โดยอ้างชื่อผู้เขียนและ วิชาการ.คอม (www.vcharkarn.com) ทุกครั้งที่ทำการเผยแพร่ต่อ ห้ามนำส่วนหนึ่งส่วนใดไปเผยแพร่ต่อในสื่อที่เอื้อประโยชน์ทางธุรกิจก่อนได้รับอนุญาต ขอขอบคุณที่ร่วมกันช่วยสร้างให้สังคมไทยเป็นสังคมแห่งปัญญา
จำนวน 18 ความเห็น, หน้า่ | -1-
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 3 30 ก.ย. 2550 (12:32)
jumo
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 3464 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 298 ดวง - โหวตเพิ่มดาว
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 6 3 ต.ค. 2550 (05:03) เป็นการต่อว่าที่น่ารักมาก ๆ ค่ะ บางครั้ง ในการใช้ภาษา ไม่จำเป็นต้องใช้ถ้อยคำก็ได้
เพราะภาษา มี 2 ลักษณะ คือวัจนภาษา(ถ้อยคำ การพูด การเขียน)
และอวัจนภาษา(ไม่ใช่ถ้อยคำ เช่นภาพ สีหน้า ท่าทาง สัญลักษณ์ ต่าง ๆ
แม้กระทั่งการแต่งกาย)
บางครั้ง คำพูดก็ไม่ได้เจาะลึกเข้าไปในจิตใจคนได้
คนที่ฉลาด จึงรู้จักประยุกต์ใช้วิธีการต่าง ๆ เพื่อสื่อสาร ในทางสร้างสรรค์ค่ะ
nit_n
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 43 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 160 ดวง - โหวตเพิ่มดาว
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 8 8 ต.ค. 2550 (17:03) ชื่อเรื่องโหดดีนะค่ะ แถมนิยายก็สนุกมากๆๆเลยน้า windfall เอาใจช่วยนะค่ะ
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 13 14 ต.ค. 2550 (07:40) สยามเมืองยิ้ม โย่ว !
ยิ้มเถิดนะหัวใจอย่าให้บึ้ง
ยิ้มให้ซึ้งตรึงใจใบหน้าหวาน
ยิ้มเสียเถิดยิ้มสู้หมู่ภัยพาล
ยิ้มชื่นบานซึ้งจิตชวนติดใจ
ยิ้มปลอบใจตัวเองให้เก่งกล้า
ทุกข์โศกมายิ้มนิดคิดแก้ไข
เราน้องพี่เห็นกันหมั่นยิ้มไว้
เราชาวไทยยิ้มให้กันนั้นหละ.....ดี
-------------------------------------------------------------------------
ปล.คัดลอกมาจากกระทู้กลอนสยามเมืองยิ้มครับ
jumo
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 3464 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 298 ดวง - โหวตเพิ่มดาว
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 15 15 ต.ค. 2550 (04:09) ทุกอย่างเป็นเรื่องจริงค่ะ ยังมีอีกมาก อยากจะเล่าไปเรื่อย ๆ ตามแต่เวลาจะอำนวยให้
เพราะการที่เรามาแบ่งปันประสบการณ์ แบ่งปันความคิดกันนั้น ไม่น่าจะมีพิภัยอะไร
และที่สำคัญ ถึงแม้จะไม่เปิดเผยตัว ก็ต้องรับผิดชอบกับเรื่องที่เขียนค่ะ
กลอนดีค่ะ ติดตามงานของคุณ JUMO อยู่ นะคะ ติดตามงานของอีกหลาย ๆ คนด้วยค่ะ
อย่างนี้เรียกว่าเรา "รู้เท่าทันเทคโนโลยี"
เด็กหนุ่มเด็กสาวสมัยนี้ ใช้เทคโนโลยีกันไม่ค่อยจะถูกทาง จึงได้ประโยชน์ไม่คุ้มค่ากับเงินและเวลาที่เสียไป
nit_n
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 43 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 160 ดวง - โหวตเพิ่มดาว
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 18 17 มิ.ย. 2551 (19:27) ว้าว
ชื่อเรื่องกินใจ(อิอิ)
เขียนได้สุดยอดเลยน้า อิอิ