สารบัญ
หน้าที่ 8 - เฉียดตาย(อีกแล้ว)
เมื่อฉันเติบโตขึ้น ฉันก็เรียนวิชาครู และได้เป็นครูสมใจนึก
ชีวิตก็มีความสุขตามอัตภาพ
ฉันทำงานที่ใจรัก รู้สึกเหมือนได้ทำบุญ ทุกวัน
กุศล คงจะส่งฉันบ้างเหมือนกัน เพราะมีเรื่องแปลก ๆ เกิดขึ้นในชีวิตของฉันเสมอ ๆ
นั้นคือ สังหรณ์ !!
ค่ำคืนวันหนึ่ง ฉันนอนหลับตามปกติ พลัน ฉันก้ฝัน อะไรไม่ทราบ วกวน ว้าวุ่น
นอนไม่หลับสนิท แต่ไม่สามารถจะเล่าความฝันออกมาเป็นเรื่องเป็นราวได้
ตื่นเช้าไปทำงาน จิตใจก็ไม่สบายนัก
เมื่อไปถึงโรงเรียน ก็ทราบว่ามีการรับบริจาคโลหิต จากสภากาชาดไทย
ฉันก็ร่วมบริจาคกับเขาด้วย 300 ซี.ซี.
ในขณะที่เลือดไหลออกจากร่างกายของฉัน ไปตามสายยางนั้น
ฉันก็อธิษฐานในใจว่า "ใครได้รับเลือดของฉันไป ถ้าใครคนนั้นกำลังเจ็บไข้ได้ป่วยอยู่
ก็ขอให้เขาหาย ถ้าใครที่กำลังจะตาย ก็ขอให้เขารอดชีวิต เพราะเลือดของฉันด้วยเถิด"
วันรุ่งขึ้น ไปสอนตามปกติ พอสาย ๆ ก็ได้รับโทรศัพท์จากทางบ้านว่า ลุงเขย ถึงแก่กรรมกำหนดการฝังศพ เวลา 15.30 น.
ฉันขออนุญาตผู้อำนวยการออกไปเคารพศพลุง และจะกลับมาสอนตอนบ่าย
เมื่อได้รับอนุญาตแล้ว ฉันก็นั่งรถแท๊กซี่ไปบ้านคุณลุง
เสร็จจากการเคารพศพ ดูหน้าท่านเป็นครั้งสุดท้ายแล้ว ฉันก็คิดว่า ยังมีเวลาเหลืออีก
เราควรจะประหยัด โดยการนั่งรถเมล์กลับมาโรงเรียนจะดีกว่า
คิดได้ดังนั้น ก็ข้ามถนนตรงทางม้าลาย เพื่อไปขึ้นรถประจำทางที่ฝั่งตรงข้าม
ขณะที่กำลังเดินข้ามถนนนั้น(ก็ดูขวา ซ้ายแล้ว ไม่มีรถ จึงข้าม)
ทันใดนั้น

มีรถเก๋งสีแดง พุ่งออกมาจากซอย จะมุ่งออกสู่ถนนใหญ่
รถนั้นพุ่งมาชนที่ขาของฉัน แรง จนรู้สึกว่าตัวลอยขึ้นไป เท้าไม่ติดพื้นถนน
ในใจขณะนั้นคิว่า "อุ๊ย!! เราโดนรถชน เราจะต้องไม่เอาศีรษะลงมาฟาดพื้นถนนนะ"
ไม่ได้คิดถึง ใครเลย ไม่ได้คิดถึงพระเจ้า (ถ้าตาย ก้คงไม่รู้ทิศรู้ทางที่จะไป)
และแล้ว ฉันก็ร่วงลงสู่พื้นถนน ในท่า นั่งยืดเหยียดขาทั้งสองข้างไปตามเส้นสีขาว กึ่งกลางถนน
รถราต่าง ๆ ยังคงวิ่งกันขวักไขว่ตามปกติ
รถสีแดงคันนั้น หยุด ห่างจากฉันแค่คืบ!!
เจ้าของรถเป็นหญิงสาว จะขับรถไปส่งลูกที่โรงเรียนอนุบาลบ้านริมคลอง
เมื่อฉันรู้ตัว สำรวจตัวเองว่า ไม่ได้เจ็บตรงไหน ใจก็มาเป็นกอง
เจ้าของรถ ให้ฉันนั่งรถไปส่งลูก และพาฉันไปเช็คร่างกายที่โรงพยาบาลสุขุมวิท
แล้วพาฉันมาส่งที่โรงเรียน เธอถามว่า ฉันจะเรียกค่าทำขวัญไหม
ฉันบอกว่า ไม่ได้เป็นอะไร ไม่ได้ตกใจมาก
ไม่ต้องการค่าทำขวัญหรอก เธอก้มลงกราบฉัน 1 ครั้ง เป็นการขอบคุณ
แล้วฉันก็เล่าเรื่องการบริจาคเลือดให้เธอฟัง
เธอก็มีสีหน้าประหลาดใจ ว่า ทำไมความรู้สึกของเราสองคนจึงตรงกัน
เธอบอกว่าเมื่อคืนเธอก็ฝันประหลาด เล่าเรื่องไม่รู้เรื่อง นอนไม่หลับ รู้ว่าอาจจะเกิดเรื่องร้าย แต่ไม่ทราบว่าอะไร ( เหมือนกับที่ฉันก็รู้สึกว่าจะเกิดเรื่องร้าย เช่นกัน)
แล้วเธอก็ทำบุญใส่บาตร ตอนเช้า อธิษฐานจิต แล้วก้มาประสบเหตุ กับฉัน
แล้วเราก็สรุปกันว่า เราสองคน เป็นผู้ที่ จิตใจไม่เคยคิดร้ายใคร ประกอบแต่กรรมดี
ในกิจวัตรประจำวัน เมื่อจะเกิดเรื่องร้าย ก็มีบุญกุศลมาบรรเทา ให้ผ่อนคลายลงได้
น่าประหลาดที่ฉันถูกรถชน แต่ไม่มีเลืดออก แม้แต่หยดเดียว ไม่มีรอยถลอก ฟกช้ำดำเขียว ไม่มีรอยอะไรเลย หรือจะเป็นเพราะอธิษฐานจิตที่ฉันได้ทำไปพร้อมกับการบริจาคเลือดครั้งนั้น (ฉันได้เสียเลือดไปแล้วนั่นเอง)
ฉันกลับมาสอนหนังสือได้อีก1 ชั่วโมง เล่าให้นักเรียนฟังว่า "เธอเกือบจะได้ครูคนใหม่แล้ว"
กลับไปบ้าน เล่าให้ลูกฟัง " ลูกเกือบไม่มีแม่แล้ว ลูกเกือบได้แม่ใหม่แล้ว"
เล่าให้สามีฟัง " คุณเกือบได้ภรรยาใหม่แล้ว"
และนั่นเป็นอีกครั้งหนึ่ง ที่ฉันได้ชีวิตใหม่ จากพระเจ้า
เป็นชีวิตที่ได้กำไร!!
*หมายเหตุ
งานเขียนชิ้นนี้ ได้รับการคุ้มครองสิทธิตามพระราชบัญญัติคุ้มครองสิทธิทางปัญญา โดยลิขสิทธิเป็นของผู้เขียน ที่ให้เกียรตินำเผยแพร่ผ่าน วิชาการ.คอม เรามีความยินดีและอนุญาตให้ทำซ้ำหรือเผยแพร่ต่อเพื่อประโยชน์ทางการศึกษาเท่านั้น กรุณาให้เกียรติผู้เขียน โดยอ้างชื่อผู้เขียนและ วิชาการ.คอม (www.vcharkarn.com) ทุกครั้งที่ทำการเผยแพร่ต่อ ห้ามนำส่วนหนึ่งส่วนใดไปเผยแพร่ต่อในสื่อที่เอื้อประโยชน์ทางธุรกิจก่อนได้รับอนุญาต ขอขอบคุณที่ร่วมกันช่วยสร้างให้สังคมไทยเป็นสังคมแห่งปัญญา
จำนวน 18 ความเห็น, หน้า่ | -1-
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 3 30 ก.ย. 2550 (12:32)
jumo
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 3516 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 306 ดวง - โหวตเพิ่มดาว
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 6 3 ต.ค. 2550 (05:03) เป็นการต่อว่าที่น่ารักมาก ๆ ค่ะ บางครั้ง ในการใช้ภาษา ไม่จำเป็นต้องใช้ถ้อยคำก็ได้
เพราะภาษา มี 2 ลักษณะ คือวัจนภาษา(ถ้อยคำ การพูด การเขียน)
และอวัจนภาษา(ไม่ใช่ถ้อยคำ เช่นภาพ สีหน้า ท่าทาง สัญลักษณ์ ต่าง ๆ
แม้กระทั่งการแต่งกาย)
บางครั้ง คำพูดก็ไม่ได้เจาะลึกเข้าไปในจิตใจคนได้
คนที่ฉลาด จึงรู้จักประยุกต์ใช้วิธีการต่าง ๆ เพื่อสื่อสาร ในทางสร้างสรรค์ค่ะ
nit_n
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 43 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 160 ดวง - โหวตเพิ่มดาว
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 8 8 ต.ค. 2550 (17:03) ชื่อเรื่องโหดดีนะค่ะ แถมนิยายก็สนุกมากๆๆเลยน้า windfall เอาใจช่วยนะค่ะ
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 13 14 ต.ค. 2550 (07:40) สยามเมืองยิ้ม โย่ว !
ยิ้มเถิดนะหัวใจอย่าให้บึ้ง
ยิ้มให้ซึ้งตรึงใจใบหน้าหวาน
ยิ้มเสียเถิดยิ้มสู้หมู่ภัยพาล
ยิ้มชื่นบานซึ้งจิตชวนติดใจ
ยิ้มปลอบใจตัวเองให้เก่งกล้า
ทุกข์โศกมายิ้มนิดคิดแก้ไข
เราน้องพี่เห็นกันหมั่นยิ้มไว้
เราชาวไทยยิ้มให้กันนั้นหละ.....ดี
-------------------------------------------------------------------------
ปล.คัดลอกมาจากกระทู้กลอนสยามเมืองยิ้มครับ
jumo
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 3516 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 306 ดวง - โหวตเพิ่มดาว
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 15 15 ต.ค. 2550 (04:09) ทุกอย่างเป็นเรื่องจริงค่ะ ยังมีอีกมาก อยากจะเล่าไปเรื่อย ๆ ตามแต่เวลาจะอำนวยให้
เพราะการที่เรามาแบ่งปันประสบการณ์ แบ่งปันความคิดกันนั้น ไม่น่าจะมีพิภัยอะไร
และที่สำคัญ ถึงแม้จะไม่เปิดเผยตัว ก็ต้องรับผิดชอบกับเรื่องที่เขียนค่ะ
กลอนดีค่ะ ติดตามงานของคุณ JUMO อยู่ นะคะ ติดตามงานของอีกหลาย ๆ คนด้วยค่ะ
อย่างนี้เรียกว่าเรา "รู้เท่าทันเทคโนโลยี"
เด็กหนุ่มเด็กสาวสมัยนี้ ใช้เทคโนโลยีกันไม่ค่อยจะถูกทาง จึงได้ประโยชน์ไม่คุ้มค่ากับเงินและเวลาที่เสียไป
nit_n
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 43 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 160 ดวง - โหวตเพิ่มดาว
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 18 17 มิ.ย. 2551 (19:27) ว้าว
ชื่อเรื่องกินใจ(อิอิ)
เขียนได้สุดยอดเลยน้า อิอิ