|
ตามรอยไอน์สไตน์ที่เบอร์น
วิชาการดอทคอมทุบกระปุกพาทุกท่านมุ่งสู่กรุงเบอร์นเมืองหลวงของประเทศสวิสเซอร์แลนด์ เพื่อเจาะเวลาหาอดีตดูสถานที่ประวัติศาสตร์ที่ "อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์" เปลี่ยนโลกด้วยทฤษฎีของเขาเมื่อหนึ่งร้อยปีที่แล้ว
|
หน้าที่ 1 - Annus mirabilis
ดร. อรรถกฤต ฉัตรภูติ
ภาควิชาฟิสิกส์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
นักเขียนประจำ วิชาการ.คอม
พ.ศ. 2548 เป็นปีสำคัญที่เกี่ยวข้องกับไอน์สไตน์ครับ เพราะนอกจากจะครับรอบ50ปีที่เขาเสียชีวิตแล้ว ยังเป็นการครบรอบ 100ปี ที่ไอน์สไตน์ค้นพบทฤษฎีสัมพัทธภาพ องค์การสหประชาชาติจึงได้ยกย่องให้เป็นปีฟิสิกส์โลกด้วย และด้วยเหตุนี้เองทันทีที่เพื่อนฝรั่งของผมในเจนีวาชวนให้มาเยี่ยมเยียน ผมจึงไม่รอช้าที่จะเดินทางมายังสวิสเซอร์แลนด์ โดยจุดมุ่งหมายสำคัญนอกจากไปบรรยายและขอความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัยแล้ว เบอร์น เมืองหลวงแห่งสวิสเซอร์แลนด์คือเป้าหมายหลักของการเดินทาง ก็ที่กรุงเบอร์นนี่แหละครับที่เมื่อ100ปีก่อน เป็นที่พำนักของ อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ ซึ่งขณะนั้นอายุ 26 ปี
นักประวัติศาสตร์หลายท่านเรียก ค.ศ.1905 ว่าเป็น Annus mirabilis
1 หรือปีทองของไอน์สไตน์ เพราะภายในเวลาไม่ถึงเจ็ดเดือน ไอน์สไตน์สร้างผลงานประวัติศาสตร์ถึงห้าชิ้น เดือนมีนาคมปีนั้นเขาสร้างทฤษฎีควอนตัมของแสงเพื่ออธิบายปรากฏการณ์โฟโตอิเล็กตริก ผลงานที่ทำให้เขาได้รับรางวัลโนเบล ถัดมาในเดือนเมษายนและพฤษภาคมไอน์สไตน์ตีพิมพ์บทความสองบทความ ชิ้นแรกเสนอวิธีการวัดขนาดของโมเลกุล ชิ้นที่สองอธิบายการเคลื่อนที่ของโมเลกุลที่เรียกว่า Brownian motion จากนั้นในเดือนมิถุนายนทฤษฎีสัมพัทธ์ภาพพิเศษก็เสร็จสมบูรณ์ และในปลายปีเดียวกันไอน์สไตน์จบปีมหัศจรรย์ของเขาด้วยสมการที่ดังที่สุดในโลก E = mc
2 แม้ว่าความยิ่งใหญ่ของไอน์สไตน์ยังไม่หมดเพียงแค่นั้น ผลงานอัจฉริยะอย่างทฤษฎีสัมพัทธ์ภาพทั่วไปยังคงติดตามออกมาในอีกสองปีถัดจากนั้น แต่เชื่อหรือไม่ว่าทฤษฎีสำคัญเหล่านี้ไอน์สไตน์ค้นพบขณะที่พำนักอยู่ในกรุงเบอร์นแทบทั้งหมด ไอน์สไตน์มีความเป็นอยู่อย่างไรในเบอร์นเมื่อร้อยปีที่แล้ว สถานที่อย่างสำนักงานจดสิทธิบัตร ที่ๆเขาค้นพบกฎแห่งสัมพันธ์ภาพจะยังคงอยู่หรือไม่ ผมแทบจะรอไม่ไหวที่จะได้ไปสัมผัสสถานที่ประวัติศาสตร์เหล่านั้น
เช้าวันอาทิตย์ที่ 24 เมษายน ผมก็ควักเงิน (เรียกว่าทุบกระปุกจะดีกว่า) เก้าสิบเอ็ดฟรังก์สวิส พาตัวเองมาอยู่บนรถไฟมุ่งหน้าจากเจนีวา ผ่านภูมิประเทศอันสวยงามของสวิสแลนด์ ที่พรมด้วยละอองฝนในฤดูใบไม้ผลิ มุ่งหน้าสู่กรุงเบอร์น ด้วยความตื่นเต้นไปตลอดทาง
.....................................................................................
(1) เดิมทีเดียวนั้นวลีภาษาละติน Annus mirabilis หรือ Years of wonders ใช้เพื่อยกย่องช่วงเวลาระหว่างปี ค.ศ. 1664-1666 ซึ่ง เซอร์ไอแซค นิวตัน วางรากฐานสำคัญในหลายๆสาขาของวิชาฟิสิกส์และคณิตศาสตร์ โดยนักประวัติศาสตร์ได้นำมาเปรียบเทียบกับ ปี ค.ศ. 1905 ซึ่งไอน์สไตน์ได้วางรากฐานในหลายๆเรื่องของฟิสิกส์ยุคใหม่
หน้าที่ 2 - เบอร์นและไอน์สไตน์
ดร. อรรถกฤต ฉัตรภูติ
ภาควิชาฟิสิกส์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
นักเขียนประจำ วิชาการ.คอม
ไอน์สไตน์เข้ามาพำนักในเบอร์นเมื่อกุมภาพันธ์ปี ค.ศ. 1902 แต่กว่าที่เขาจะได้งานประจำในสำนักงานจดสิทธิบัตรก็ต้องรอจนถึงเดือนมิถุนายน โดยการช่วยเหลือของเพื่อนรักร่วมชั้นเรียน มาแซล กรอสแมน (Marcel Grossman) ตำแหน่งของไอน์สไตน์เมื่อเริ่มเข้าทำงานคือ ผู้เชี่ยวชาญด้านเทคนิคระดับสาม (technical expert third class) และได้เลื่อนเป็นตำแหน่งผู้เชี่ยวชาญระดับสองในปี ค.ศ. 1906 จนถึงปี ค.ศ. 1908 เมื่อไอน์สไตน์เริ่มมีชื่อเสียงแล้วเขาจึงได้งานผู้ช่วยสอนที่มหาวิทยาลัยเบอร์น แต่ก็ยังคงทำงานที่สำนักงานจดสิทธิบัตรแห่งนี้ต่อไปอีกหนึ่งปีจึงลาออกเพื่อที่จะไปรับตำแหน่งผู้ช่วยศาสตราจารย์ที่มหาวิทยาลัยซูริกในปี ค.ศ. 1909
พอรถไฟเทียบชานชลาสถานีเบอร์น ผมก็ตรงดิ่งเข้า Tourist information centre คว้าแผนที่และข้อมูลที่เกี่ยวกับไอน์สไตน์เท่าที่จะหาได้ หลังจากดูแผนที่จนทราบเส้นทางแน่นอนแล้ว ผมก็เดินจ้ำออกจากสถานีรถไฟมุ่งตรงสู่ย่านเมืองเก่าของเบอร์นทันที

คลิ๊กที่ภาพเพื่อดูภาพขยาย
จุดหมายแรกที่ผมต้องการเยี่ยมชมคือบ้านเก่าหลังหนึ่งของไอน์สไตน์ เลขที่ 49 ถนนแครมกาซเซ่ (Kramgasse) ซึ่งบ้านหนังนี้ทางเมืองเบอร์นได้เปิดเป็นพิพิธภัณฑ์เพื่อให้ผู้สนใจสามารถเข้าชมได้ ส่วนบ้านเก่าหลังอื่นๆของไอน์สไตน์นั้นถ้าไม่ถูกทุบทิ้งไปแล้ว ก็เป็นมีผู้ครอบครองใหม่อาศัยอยู่ไม่สามารถที่จะเข้าชมได้
ระหว่างทางเดินไปบ้านไอน์สไตน์ผมเดินผ่านถนน มาร์คท์กาซเซ่ ( Marktgasse) หรือ ถนนตลาด ค่าว่า Gasse ในภาษาเยอรมันแปลว่า ตรอก หรือซอย ครับ แต่เจ้าตรอกนี้มันใหญ่กว่าพอๆกับถนนเอกมัย ผมจึงคิดว่าน่าจะเรียกว่าถนนจะเหมาะกว่า ย่านเมืองเก่าของเบอร์นสวยงามมากน่าชื่นชมที่เขาอนุรักษ์และเห็นคุณค่าของตึกเก่าๆ สัญลักษณ์ที่สำคัญของเมืองนี้คือหอนาฬิกาและน้ำพุ อย่างที่เห็นในภาพด้านซ้ายน้ำพุอันที่เห็นมีชื่อว่า Fontaine de Tireur ส่วนหอนาฬิกาที่ตั้งอยู่ท้ายถนนมาร์คท์กาซเซ่นั้น ภาษาเยอรมันเรียกว่า
ไซต์กล็อกเค่นทัวร์ม (Zeitglockenturm) ซึ่งมีชื่อเสียงมาก ด้านหลังหอนาฬิกานั่นก็คือถนนแครมกาซเซ่ (Kramgasse) เป้าหมายของผมครับ ส่วนภาพด้านขวามือเป็นถนนมาร์คท์กาซเซ่ในสมัยของไอน์สไตน์ เพียงว่าถ่ายจากมุมที่มองไปยังด้านหัวถนน
ตอนที่ผมไปถึงนั้นเป็นเวลาใกล้เที่ยงพอดี แม้ว่าในขณะนั้นจะมีฝนตกปรอยๆแต่ก็ยังมีนักท่องเที่ยวหลายคนยืนรออยู่หน้าไซต์กล็อกเค่นทัวร์มเพื่อที่จะดูตุ๊กตาตัวเล็กๆออกมาเต้นระบำเมื่อถึงเวลาเที่ยงตรง แม้ว่าผมจะเดินผ่านไปโดยไม่ได้สนใจรอดูตุ๊กตาเหล่านั้น แต่ก็ยังอดสงสัยในใจไม่ได้ว่า อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์จะได้รับแรงบันดาลใจจากหอนาฬิกานี้หรือไม่ เมื่อหนึ่งร้อยปีที่แล้วเขาอาจจะนั่งรถรางผ่านมันแล้วหันกลับมามองดูเวลาที่นาฬิกาเรือนโต ไอน์สไตน์อาจจะออกแบบการทดลองในหัวสมองอย่างที่ชอบทำ เขาจะสงสัยบ้างไหมนะว่า ถ้ารถรางที่เขานั่งกำลังวิ่งห่างออกไปจากหอนาฬิกาด้วยอัตราเร็วที่เข้าใกล้อัตราเร็วของแสงละก็ นาฬิกาที่เขามองเห็นมันจะเดินช้าลง!
ผมจำต้องหยุดพักจินตนาการไว้ชั่วคราวเมื่อพบว่าตัวเองมายืนหน้าแฟลตเล็กๆ อย่างที่เห็นในภาพนั่นแหละครับ สถานที่แห่งนี้แหละครับ ที่ไอน์สไตน์กับ "มิเลวา" ภรรยาของเขา เคยอาศัยอยู่ช่วงระหว่าง ตุลาคม ค.ศ.1903 ถึง พฤษภาคม ค.ศ.1905 และพวกเขาได้ให้กำเนิดลูกชายคนแรกคือ ฮานส์ อัลเบิร์ต ( Hans Albert)ที่บ้านหลังนี้ด้วย นอกจากนี้มันยังเป็นสถานที่นี้ประวัติศาสตร์ของฟิสิกส์ เพราะทฤษฎีโฟโตอิเล็กตริก การเคลื่อนที่แบบบราวเนียน และทฤษฎีสัมพัทธภาพไอน์สไตน์คิดค้นได้ขณะที่เขาพักอยู่ที่บ้านหลังนี้แหละครับ ...
ขณะที่ผมมาถึงพิพิธภัณฑ์บ้านไอน์สไตน์นั้น ยังไม่สามารถเข้าชมได้ เพราะมีกลุ่มทัวร์จองไว้ก่อนหน้านั้นแล้ว ต้องรอจนถึงเที่ยงสี่สิบห้าถึงจะเข้าได้ ผมจึงยืนรออยู่หน้าบ้าน และพลางจินตนาการต่อไปว่า ในเช้าวันหนึ่งของเดือนเมษายนเมื่อหนึ่งร้อยกว่าปีก่อนหน้านี้ ไอน์สไตน์กำลังเดินออกจากบ้านหลังนี้เพื่อไปทำงานที่สำนักงานจดสิทธิบัตร ในมือของเขาอาจจะถือกระดาษต้นฉบับของทฤษฎีโฟตอนที่กำลังจะตีพิมพ์ในวารสารAnnalen der Physik และเปลี่ยนโลกทั้งโลกให้เข้าสู่ยุคควอนตัม (On a heuristic point of view concerning the production and transformation of light , Ann.Phys.Lpz 17 132-148)
หน้าที่ 3 - พิพิธภัณฑ์บ้านไอน์สไตน์
ดร. อรรถกฤต ฉัตรภูติ
ภาควิชาฟิสิกส์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
นักเขียนประจำ วิชาการ.คอม

ที่หน้าบ้านเลขที่ 49 ถนนแครมกาซเซ่ ระหว่างที่ผมกำลังยืนรอจนท้องร้อง ก็ปรากฎว่ามีกรุ๊ปทัวร์จากเมืองไทยกลุ่มใหญ่เดินผ่านมา หัวหน้าไกด์ทัวร์ยิ้มให้ผมด้วยความยินดีที่ได้พบคนไทยด้วยกันในต่างแดน พูดคุยกันเล็กน้อย แล้วเขาหันไปบรรยายให้แก่คณะลูกทัวร์ แนะนำว่าสถานที่นี่คือบ้านของไอน์สไตน์ ...ฯลฯ ซึ่งบางคนก็สนใจฟังส่วนบางคนก็สนใจนาฬิกาสวิสเรือนหรูที่ขายอยู่ร้านข้างๆมากกว่า ผมมาสะดุดใจอยู่นิดหนึ่งก็ตรงที่ ทุกๆครั้งเวลาที่มีคนพูดถึงไอน์สไตน์ มักจะต้องโยงไปถึงเรื่องของระเบิดปรมาณู ทั้งที่ความจริงแล้วไอน์สไตน์มีส่วนร่วมน้อยมากกับโครงการสร้างอาวุธมหาประลัยนั้น ในความคิดของผมจดหมายที่เขาเขียนถึงประธานาธิบดีสหรัฐฯนั้น จะเขียนหรือไม่ อาวุธมหาประลัยก็ยังจะถูกสร้างออกมาอยู่ดี และตัวไอน์สไตน์คงไม่คิดว่าจะมีการใช้ระเบิดปรมาณูจริงๆ กับมนุษย์ผู้อยู่ร่วมโลกเดียวกันกับเขา น่าเศร้าที่การกระทำนั้นทำให้ชื่อเขาต้องตราบาปไปตลอดกาล ไม่ว่าจะมีบุคคลชื่ออัลเบิรต์ไอน์สไตน์หรือไม่ ถ้ามนุษย์ยังไม่หยุดการเข่นฆ่า อาวุธร้ายแรงอย่างระเบิดอะตอมก็ย่อมถูกสร้างขึ้นมาไม่วันใดก็วันหนึ่ง
หลังจากที่ยืนคุยกันอยู่ซักพักหนึ่งทัวร์กลุ่มนี้ก็เดินออกไปคงจะไปดูจุดสวยงามอื่นๆของเมืองนี้ ส่วนตัวผมก็ยืนเฝ้าหน้าบ้านต่อไป ทัวร์กลุ่มนี้ใหญ่มากคิดว่าน่าจะเกือบสามสิบคนได้ พวกเขาจึงค่อยๆทยอยเดินผ่านหน้าผม คนท้ายๆของคณะคงไม่ได้ยินคำอธิบายจากไกด์ทัวร์ และคงไม่ทันสังเกตว่ากำลังเดินผ่านบ้านเก่าของบุคคลที่นิตยสาร Time ยกให้เป็นบุคคลแห่งศตวรรษที่ 20
หลังจากรออยู่สี่สิบนาที ในที่สุดผมก็ได้เข้าไปชมสมความตั้งใจที่ได้เดินทางข้ามทวีปมา บ้านหลังนี้เป็นหลังที่สองของไอน์สไตน์และมิเลวา มีลักษณะเป็นห้องแถวเล็กๆมากกว่าบ้าน ทางพิพิธภัณฑ์เปิดให้ชมเพียงสองชั้นคือชั้นสองและชั้นสาม
ก่อนจะเข้าชมก็ต้องจ่ายตั๋วตามธรรมเนียม ก็ราคาไม่แพงมากนัก 4 ยูโร (ตกราวๆสองร้อยบาท) ทันทีที่ได้เหยียบย่างเข้าไปในพิพิธภัณฑ์ ก็จะพบกับทางเดินแคบๆ ซึ่งด้านหนึ่งจัดเป็นบอร์ดเล็กๆแสดงประวัติของไอน์สไตน์ ส่วนอีกด้านหนึ่งก็จะมีชุดสูทของไอน์สไตน์ตั้งแสดงอยู่ แต่เมื่อผมพิจารณาดูแล้วคิดว่าไม่น่าจะเป็นตัวเดียวกันกับที่ไอน์สไตน์ใส่ในรูปที่ถ่ายเมื่อร้อยปีก่อน เพราะยังใหม่อยู่มาก และสูทตัวจริงนั้นไอน์สไตน์คงใส่จนเปื่อยขาดไปนานแล้ว
พิพิธภัณฑ์พยายามที่จะจัดตกแต่งห้องโดยใช้เครื่องเรือนให้ใกล้เคียงกับยุคสมัยของไอน์สไตน์ อย่างในรูปแสดงเป็นห้องรับแขกที่เห็นจะเหมือนกับสมัยที่ไอน์สไตน์พักอยู่หรือไม่นั้นก็ยากที่จะเดา ร้อยปีที่ผ่านมาคงมีการเปลี่ยนเจ้าของและปรับปรุงหลายครั้งจนไม่เหลือเค้าเดิมอีก
อาจจะลองเปรียบเทียบกับภาพด้านล่างซึ่งเป็นรูปภาพของห้องรับแขกแห่งนี้เมื่อปี ค.ศ.1911 ครับ จะเห็นว่าต่างกันเยอะเหมือนกัน
สำหรับคนที่หวังว่าจะเข้ามาของสวยๆงามๆ คงไม่ประทับใจบ้านหลังนี้นัก เพราะเป็นบ้านของเสมียนจนๆคนหนึ่งผู้ชอบความเป็นอยู่แบบสมถะ ห้องรับแขกแคบๆที่เห็นนั้น หมุนตัวสามสีรอบก็ไม่มีอะไรเหลือให้ดูอีก คุณค่าของบ้านหลังนี้อยู่ที่คนที่เคยอาศัยอยู่ มันเป็นสถานที่ประวัติศาสตร์ ในที่แคบๆธรรมดาๆอย่างบ้านหลังนี้แหละ คนๆหนึ่งได้สร้างทฤษฎีที่เปลี่ยนโลกทั้งโลก
หน้าที่ 4 - ผลงานอัจฉริยะ
ดร. อรรถกฤต ฉัตรภูติ
ภาควิชาฟิสิกส์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
นักเขียนประจำ วิชาการ.คอม
หลังจากชื่นชมห้องรับแขกของไอน์สไตน์ และรูปภาพที่ประดับอยู่บนข้างฝาจนฉ่ำหัวใจแล้ว ผมก็เดินขึ้นไปยังชั้นสามของบ้านซึ่งต้องผ่านบันไดวนแคบๆ บันไดนี้เป็นของเก่าที่อนุรักษ์เอาไว้ เวลาเดินขึ้นบันไดทำให้ผมจินตนาการเห็นไอน์สไตน์ เดินขึ้นเดินลงบันไดวนแคบๆนี้
ชั้นสามพิพิธภัณฑ์จัดมุมให้เป็นห้องทำงานของไอน์สไตน์ จะว่าไปก็มีแต่โต๊ะทำงานและบอร์ดแสดงประวัติผลงานของเขา ที่โต๊ะก็มีโน้ตที่เขียนด้วยลายมือของไอน์สไตน์ด้วย คิดว่าคงถ่ายเอกสารมาจากตัวจริงอีกที สรุปว่าไม่มีของจริงให้ดู มีแต่บ้านที่เป็นของจริง แต่เท่านี้ผมก็พอใจแล้วครับ
โต๊ะทำงานของไอน์สไตน์
หนึ่งในบรรดาบันทึกของไอน์สไตน์ที่จัดแสดงไว้
ป้ายที่เขียนไว้หน้าพิพิธภัณฑ์บ้านไอน์สไตน์ ใครอ่านภาษาเยอรมันออกบ้างครับ?
ผลงานวิชาการของไอน์สไตน์ในปี ค.ศ.1905
-
On a Heuristic Point of View Concerning the Production and Transformation of Light
(บทความเรื่อง Photoelectric effect ซึ่งทำให้เขาได้รับรางวัลโนเบลใน ค.ศ.1921.)
-
On the Movement of Small Particles Suspended in Stationary Liquids Required by the Molecular-Kinetic Theory of Heat
(ปัญหาในวิชา statistical mechanics)
-
On the Electrodynamics of Moving Bodies
(ทฤษฎีสัมพัทธภาพพิเศษ)
-
Does the Inertia of a Body Depend upon Its Energy Content?
(สมการ E=mc
2)
-
On the Theory of Brownian Motion
(ตีพิมพ์ในปี ค.ศ.1906)
-
A New Determination of Molecular Dimensions
(ไอน์สไตน์ doctoral dissertation)
อันนี้ก็เป็นผลงานของไอน์สไตน์อีกชิ้นหนึ่งที่ถือกำเนิดขึ้นที่บ้านแห่งนี้ครับ ลูกชาย ฮานส์ อัลเบิร์ต
หน้าที่ 5 - ตามรอยไอน์สไตน์
ดร. อรรถกฤต ฉัตรภูติ
ภาควิชาฟิสิกส์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
นักเขียนประจำ วิชาการ.คอม
พอออกจากบ้านของไอน์สไตน์เลขที่ 49 ถนนแครมกาซเซ่ ผมก็เดินโซซัดโซเซไปหาของอาหารกลางวัน รับประทาน หลังจากมีอาหารตกถึงท้องก็เริ่มตามรอยไอน์สไตน์ต่อ

บ้านเลขที่ 32 บนถนนแห่งความยุติธรรม
เดินตามถนนแครมกาซเซ่มาเรื่อยจากหอนาฬิกาผ่านบ้านไอน์สไตน์ก็จะผ่านถนนชื่อ เกเรคติกไค้ทสกาซเซ่ (Gerechtigkeitsgasse) ผมมาทราบจากอดีตนักการทูตไทยในสวิสท่านหนึ่งว่าชื่อของถนนสายนี้ถ้าแปลเป็นภาษาไทยจะได้ชื่อเก๋ๆว่า ถนนแห่งความยุติธรรม อาจเป็นเพราะว่าที่ถนนแห่งนี้มีน้ำพุรูปเทพีแห่งความยุติธรรม เป็นรูปสตรี ผูกตาปิดไว้ เป็นนัยว่าความยุติธรรมย่อมไม่เห็นแก่หน้าผู้ใด มือหนึ่งถือดาบ อีกมือถือคันชั่ง แปลว่านอกจากมีดาบเป็นอำนาจแล้วต้องมีความเที่ยงตรงด้วย ที่ถนนแห่งความยุติธรรมแห่งนี้แหละครับ เป็นที่ๆ ไอน์สไตน์เข้ามาเช่าห้องพักห้องแรกในกรุงเบอร์น เมื่อกุมภาพันธ์ 1902 ปัจจุบันก็ยังอยู่ในสภาพดีอย่างที่เห็นในรูปครับ

แม่น้ำอารัล (Aare)
ยืนซาบซึ้งอยู่สักพักหนึ่ง ผมก็เดินไปจนสุดถนนคุณธรรม ซึ่งเป็นสะพานข้ามแม่น้ำและเป็นจุดที่สวยงามอีกจุดหนึ่งของเบอร์น ที่อีกด้านหนึ่งของสะพานมีบ่อเลี้ยงหมี ที่นี่เขาเลี้ยงหมีเป็นสัตว์คู่บ้านคู่เมืองมาหลายร้อยปีแล้วครับ ผมมาทราบเอาที่หลังว่าแม่น้ำที่ไหลอ้อมเป็นวงผ่านเมืองเก่ากรุงเบอร์นสีเขียวเข้มเข้มนั้น อ่านออกเสียงภาษาเยอรมันว่าแม่น้ำอารัล (Aare) หลังจากที่เรียกผิดเรียกถูกอยู่นาน มองดูแม่น้ำสายนี้แล้วทำให้ผมจินตนาการเห็นไอน์สไตน์กับ เบส์โซ (Michele Besso) เพื่อนรักชาวอิตาเลี่ยนของเขา กำลังนั่งตกปลาอยู่ในเรือลำเล็ก และสนทนาปัญหาฟิสิกส์ เป็นการค่าเวลาไปพลางๆ

เลขที่ 18 ถนนทิลเลียร์สตร๊าสเซ่ ( Tillierstrasse)
บ้านหลังแรกที่ไอน์สไตน์กับภรรยาอาศัยอยู่ด้วยกันหลังจากแต่งงานกัน
หลังจากเดินงมหาทางไปได้สักพัก ผมก็มาถึงบ้านสีเหลืองเลขที่ 18 ถนนทิลเลียร์สตร๊าสเซ่ ( Tillierstrasse) ซึ่งเป็นบ้านหลังแรกที่ไอน์สไตน์กับภรรยาอาศัยอยู่ด้วยกันหลังจากแต่งงานกัน ทั้งคู่อาศัยอยู่ด้วยกันที่นี่เป็นเวลา 10 เดือนก่อนที่จะย้ายไปยังถนนแครมกาซเซ่ น่าเสียดายที่ความรักของทั้งคู่ไม่ได้ราบรื่นนัก ไอน์สไตน์กับมิเลวาต้องเลิกรากันในปี ค.ศ. 1919 หลังจากที่ไอน์สไตน์ได้งานประจำที่กรุงเบอร์ลิน หน้าที่การงานและความห่างไกลทำให้ความสัมพันธ์จืดจาง ประกอบกับไอน์สไตน์ไปมีสัมพันธ์ใหม่กับญาติห่างๆของเขา ความรักครั้งใหม่ก็ทำให้ความสัมพันธ์กับคนรักเก่าต้องจบลง ...
ในทฤษฎีสัมพัทธภาพมีแต่อัตราเร็วแสงเท่านั้นที่ไม่เปลี่ยนตามเวลาและระยะทาง
ความรักไม่ใช่อัตราเร็วแสง คงหนีไม่พ้นที่จะต้องเปลี่ยนแปลงไปตามกฎของธรรมชาตินี้
ตอนที่ทั้งคู่เลิกกันนั้นมีข้อตกลงว่า ถ้าไอน์สไตน์ได้รางวัลโนเบลจะต้องยกเงินรางวัลให้มิเลวาทั้งหมด ข้อตกลงนี้ทำให้มีหลายคนเดาว่ามิเลวา อาจมีส่วนร่วมในผลงานวิชาการของไอน์สไตน์ เพราะตัวเธอเองก็เป็นผู้หญิงที่มีความสามารถ มิเลวาเป็นนักศึกษาหญิงคนแรกๆที่ได้ผ่านเข้าไปเรียนในภาควิชาฟิสิกส์ที่ Eigdenossische Technische Hochschule (ETH มหาวิทยาลัยในซูริก ซึ่งทั้งคู่พบรักกัน) นักประวัติศาสตร์คาดเดากันว่าไอน์สไตน์อาจจะปรึกษาปัญหาฟิสิกส์กับอดีตภรรยาของเขาแต่ยังไม่มีหลักฐานใดที่บ่งบอกว่ามิเลวามีส่วนช่วยในการทำงาน ประกอบกับเธอเองคงใช้เวลาส่วนใหญ่ในการดูแลลูกชาย ผลงานของไอน์สไตน์จึงน่าจะมาจากมันสมองของเขาเอง

ไอน์สไตน์และมิเลวา ภรรยาคนแรกของเขา
ถึงแม้ว่างานสำคัญๆส่วนใหญ่ของไอน์สไตน์ จะเป็นงานที่เขาคิดขึ้นมาเอง แต่ตลอดชีวิตการทำงานของเขา ไอน์สไตน์ร่วมงานกับนักวิจัยมากกว่า 30 คน และแลกเปลี่ยนความคิดกับนักวิทยาศาสตร์อื่นๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเพื่อนรักตั้งแต่วัยเรียนของเขาสองคน คือ กรอสแมน และ เบส์โซ่ วารสาร Physics World ฉบับเดือนเมษายน ค.ศ. 2005 ยังได้ยกคำพูดของไอน์สไตน์ ที่กล่าวในทำนองยกย่องนักฟิสิกส์รุ่นก่อนหน้าเขา ซึ่งได้วางรากฐานความรู้ที่ทำให้เขาสามารถสร้างทฤษฎีของตนเองได้ :
"The four men who have laid the foundations of physics on which I have been able to construct my theory are Galileo, Newton, Maxwell and Lorentz."
เรามักจะนึกกันเอาเองว่าอัจฉริยะอย่างไอน์สไตน์ อยู่ดีๆก็สร้างทฤษฎีมาด้วยความมหัศจรรย์เหมือนดังมีเทพเจ้ามาเข้าฝัน แต่จริงๆแล้วอัจฉริยะเหล่านั้นต้องผ่านการทำงานอย่างหนัก โดยการศึกษา เรียนรู้ และ ทำความเข้าใจความรู้ที่มีอยู่ก่อนแล้วให้เข้าใจอย่างลึกซึ้ง ถึงมีคำพูดว่า นักวิทยาศาสตร์ยืนอยู่บนไหล่ของยักษ์ (On the shoulder of giants) ผมมักจะได้ยินหลายคนอ้างถึงคำพูดยอดฮิตของไอน์สไตน์ นั่นคือ "จินตนาการสำคัญกว่าความรู้" แต่เมื่อพิจารณาความเป็นจริงแล้วไอน์สไตน์ดูจะให้ความสำคัญของทั้งสองอย่างเท่าเทียมกัน
ก่อนจะเดินจาก "รังรัก" หลังแรกของไอน์สไตน์ ย่านใกล้ๆกันนั้นยังมี "ถนนไอน์สไตน์" หรือ "ไอน์สไตน์สตร๊าสเซ่" (Einsteinstrasse) ซึ่งเทศบาลเมืองเบอร์นตั้งให้เพื่อเป็นเกียรติ์แก่ อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ ด้วย ผมจึงหยุดถ่ายรูปเอาไว้เป็นที่ระลึก แล้วเดินไปยังจุดหมายต่อไป

ภาพถนนไอน์สไตน์
หน้าที่ 6 - E=mc2 และ Einsteins happiest thought
ดร. อรรถกฤต ฉัตรภูติ
ภาควิชาฟิสิกส์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
นักเขียนประจำ วิชาการ.คอม
ในบรรดาผลงานของไอน์สไตน์ สิ่งที่ผู้คนรู้จักกันมากที่สุดคงจะเป็นสมการ E = mc
2 ในขณะที่ไอน์สไตน์คิดสมการที่กลายเป็นโลโก้ประจำตัวของเขานั้น ตัวเขาและครอบครัวได้ย้ายออกจากถนนแครมกาซเซ่ ในเดือนพฤษภาคม ค.ศ.1905 มาอยู่ที่บ้านเลขที่ 28 ถนนทชาร์เนอร์สตร๊าสเซ่ (Tscharnerstrasse) สถานที่นี้ปัจจุบันอยู่นอกเขตเมืองเก่าจึงไม่ใช่แหล่งอนุรักษ์ของเมือง บ้านเก่าของไอน์สไตน์เมื่อร้อยปีก่อนจึงไม่เหลือซากให้เห็นอีกแล้ว

ไอน์สไตน์คงนั่งคิดสมการของเขาอยู่ ณ. มุมใดที่หนึ่ง ในถนนสายนี้ เมื่อร้อยปีก่อน
แต่ด้วยความกระหายอยากรู้อยากเห็น ผมก็เดินตามแผนที่ไปยังสถานที่ดังกล่าว เพราะสถานที่ตรงนั้นแหละที่เขาอาศัยอยู่ขณะค้นพบสมการที่ดังที่สุด E=mc กำลัง 2 ซึ่งกว่าจะหาเจอผมต้องเดินออกมานอกเมือง ประมาณ 20 นาที พอได้ลิ้นห้อย สภาพก็อย่างที่เห็นในรูป ปัจจุบันนี้ได้กลายเป็นบ้านเรือนสมัยใหม่ไปหมดแล้ว ทิ้งไว้ให้จินตนาการว่าเมื่อร้อยปีก่อน ไอน์สไตน์คงนั่งคิดสมการของเขาอยู่ ณ. มุมใดที่หนึ่ง ในถนนสายนี้
ส่วนภาพข้างล่างนี้เป็นบ้านหลังสุดท้ายของไอน์สไตน์ในเบอร์นครับ เลขที่ 53 ถนนเอเกอร์สตร๊าสเซ่ (Aegertenstrasse) ก่อนที่เขาจะย้ายไปยังซูริก

บ้านหลังสุดท้ายของไอน์สไตน์ในเบอร์น
เดินหาบ้านของไอน์สไตน์ไปทั่วเมืองจนเย็น ก่อนจะขึ้นรถไฟกลับไปยังเจนีวาผมก็แวะไปยืนดูสำนักงานจดสิทธิบัตรที่ทำงานเก่าของไอน์สไตน์เป็นแห่งสุดท้าย ที่แห่งนี้เป็นตำนานหนึ่งของวิชาฟิสิกส์ครับ เพราะเป็นที่ไอน์สไตน์เกิดความคิด ซึ่งตัวเขาเองอ้างถึงว่าเป็น การคิดที่มีความสุขที่สุดในชีวิต หรือ The happiest thought of my life (der gluecklichste Gedanke meines Lebens)

ห้องทำงานที่สำนักงานจดสิทธิบัตร
ที่เขาตีพิมพ์ทฤษฎีสัมพัทธภาพพิเศษ
วันหนึ่งในปี ค.ศ. 1907 สองปีหลังจากที่เขาตีพิมพ์ทฤษฎีสัมพัทธภาพพิเศษ ขณะนั่งอยู่ให้ห้องทำงานที่สำนักงานจดสิทธิบัตรแห่งนี้ ไอน์สไตน์ออกแบบการทดลองง่ายๆในหัวสมอง เขาถามตัวเองว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับชายคนหนึ่งที่ตกลงมาจากหลังคาบ้าน ถ้าชายคนนั้นพยายามจะทิ้งปล่อยของให้ตก ของชิ้นนั้นย่อมตกลงมาพร้อมๆกับเขา การทดลองในห้องแล็ปใต้หมวกของไอน์สไตน์ครั้งนั้น ทำให้เขาเข้าใจความสมมูลระหว่างความเร่งและความโน้มถ่วง ซึ่งพัฒนามาเป็น The Principle of Equivalence ในเวลาต่อมา เรื่องนี้ได้กลายเป็นตำนานในวิชาฟิสิกส์ไปแล้ว นักเรียนทุกคนที่ลงทะเบียนวิชาสัมพัทธภาพต้องเคยได้ยิน Einsteins happiest thought
"
the acceleration of free fall with respect to the material is therefore a mighty argument that the postulate of relativity is to be extended to coordinate systems that move nonuniformly relative to one another . . . "
ตอนหนึ่งในบทความของไอน์สไตน์ เรื่อง Fundamental Ideas and Methods of Relativity **
คิดไปคิดมาผมว่ามันก็ตลกดี ที่หลักสำคัญที่สุดอันหนึ่งในวิชาฟิสิกส์อย่าง The Principle of Equivalence ไม่ได้คิดออกมาจากมหาวิทยาลัยชั้นนำ แต่ออกมาจากตึกหลังนี้ ตึกสำนักงานไปรษณีย์ ที่ข้างในมีสำนักงานจดสิทธิบัตร และมันก็ออกมาจากหัวสมองของเสมียนคนหนึ่งใช้เวลาว่างจากงานประจำมานั่งคิดฟิสิกส์ ไอน์สไตน์อุทิศตนเพื่อค้นคว้าหาความจริงของธรรมชาติ โดยไม่ต้องรอให้ใครเรียกเขาเองว่านักวิทยาศาสตร์ ความกระหายใคร่รู้แบบนี้นี่เองกระมังที่ฝึกให้เขาเป็นอัจฉริยะของอัจฉริยะ
หัวค่ำของวันนั้นรถไฟขบวนยาวจากเบอร์นก็พาผมฝ่าสายฝนกลับสู่นครเจนีวาด้วยความปลื้มปิติ
* ผู้เขียนขอขอบคุณ Department of Physics, University of Geneva ที่เอื้อเฟื้อที่พักในสวิสเซอร์แลนด์
อ้างอิงและข้อมูลเพิ่มเติม
The Einstein Year in the city of creation:
http://www.einstein05.ch/en/fra1_en.html
Einstein house Bern:
http://www.einstein-bern.ch/index.php?lang=en&show=start
Einstein Image and Impact
http://www.aip.org/history/einstein/
ภาพสวยๆของไอน์สไตน์หาได้จาก
http://www.einsteingalerie.de/
**จาก Einstein's third paradise ของ Gerald Holton:
http://www.aip.org/history/einstein/essay-einsteins-third-paradise.htm
เกี่ยวกับผู้เขียน
 |
คุณจ้อ หรือ ดร. อรรถกฤต ฉัตรภูติ เป็นหนึ่งในตัวแทนประเทศไทย
ไปแข่งขันฟิสิกส์โอลิมปิก ที่ประเทศฟินแลนด์ เมื่อสมัยเป็นนักเรียนมัธยม
จบชั้นมัธยมปลายจากโรงเรียนปทุมคงคา เข้ารับทุนการศึกษาเป็นนักเรียนในโครงการพสวท
และสำเร็จการศึกษา ระดับปริญญาตรีที่ภาควิชาฟิสิกส์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
จากนั้น ศึกษาต่อด้านปริญญาโท ฟิสิกส์ทฤษฎี ทีมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ (University
of Cambridge) และ ปริญญาเอก ฟิสิกส์ทฤษฎี ที่มหาวิทยาลัยเดอร์แรม
(Universiy of Durham) ในเวลาต่อมา
ปัจจุบันเป็นอาจารย์ ประจำภาควิชาฟิสิกส์์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
และ เป็น 1 ใน 3 ของผู้ริเริ่มก่อตั้ง วิชาการ.คอม |
|
*หมายเหตุ
งานเขียนชิ้นนี้ ได้รับการคุ้มครองสิทธิตามพระราชบัญญัติคุ้มครองสิทธิทางปัญญา โดยลิขสิทธิเป็นของผู้เขียน ที่ให้เกียรตินำเผยแพร่ผ่าน วิชาการ.คอม เรามีความยินดีและอนุญาตให้ทำซ้ำหรือเผยแพร่ต่อเพื่อประโยชน์ทางการศึกษาเท่านั้น กรุณาให้เกียรติผู้เขียน โดยอ้างชื่อผู้เขียนและแหล่งข้อมูลทุกครั้งที่ทำการเผยแพร่ต่อ ห้ามนำส่วนหนึ่งส่วนใดไปเผยแพร่ต่อในสื่อที่เอื้อประโยชน์ทางธุรกิจก่อนได้รับอนุญาต ขอขอบคุณที่ร่วมกันช่วยสร้างให้สังคมไทยเป็นสังคมแห่งปัญญา
จำนวน 3 ความเห็น, หน้า | 1 |
ความเห็น 1 8 มี.ค. 2549 (11:49) ตามมาอ่านครับ ขอบคุณครับอาจารย์
ลองแปลป้ายที่บ้านไอน์สไตน์ดู ภาษาเยอรมันผมเรื้อไปมากแล้ว สงสัยว่าจะแปลผิดไม่มากก็น้อย
"ในบ้านหลังนี้ อัลเบิร์ตไอนสไตน์ ได้อาศัยอยู่ระหว่างปี 1903-1906" หลังจากนั้นแปลไม่ออก แต่เดาว่าเป็นทำนอง "มรดกอันยิ่งใหญ่ของเขา คือ ทฤษฎีสัมพัทธภาพ"
ความเห็น 2 10 มิ.ย. 2550 (20:07) เจ๋ง
ความเห็น 3 3 ก.ค. 2551 (22:31) ความรู้เยี่ยมมากเลยครับ